ไทยคาโอฯ เรือรบโบราณกำลังแต่งโฉมใหม่

โดย สุปราณี คงนิรันดรสุข
นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2533)



กลับสู่หน้าหลัก

ตั้งแต่ปี 2528 - 2530 ผ่านมาการเติบโตทางด้านยอดขาย กำไรขาดทุนและสินทรัพย์ของ บริษัทคาโอ อินดัสเตรียล (ประเทศไทย)หรือเรียกสั้นๆว่า "ไทยคาโอ" ซึ่งคาโอญี่ปุ่นถือหุ้นส่วนใหญ่ 70 % และตระกูลไพรสานฑ์กุลถือ 30 % ได้ติดอันดับรั้งท้ายใน TOP - 5 ยักษ์ใหญ่ด้านสินค้าอุปโภคบริโภคไทยที่มีบริษัทแม่ในต่างประเทศหนุนหลังคือบริษัทลีเวอร์บราเธอร์ (ประเทศไทย) บริษัทคอลเกต - ปาล์มโอลีฟบริษัทไลอ้อน และบริษัทจอห์นสันแอนด์จอห์นสันโดยดูได้จากยอดการจำหน่ายของไทยคาโอในปี 2530 ที่ทำรายได้ 654 ล้านบาทขณะที่คู่แข่ง อย่างลีเวอร์บราเธอร์ทำได้มากที่สุดถึง 2,672 ล้านบาท และทำกำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้นถึง 281 ล้านบาทขณะที่บริษัทคาโอทำกำไรได้แค่ 9.7 ล้านบาทเท่านั้น นอกจากนี้ทางด้านสินทรัพย์บริษัทในปี 30 นี้ทางลีเวอร์มีถึง 1,428 ล้านบาทขณะที่คาโอ มีสินทรัพย์ 599 ล้านบาทเอง (ดูตารางประกอบ)

ทั้งนี้เพราะตลอดระยะเวลา 24 ปี ที่ผ่านมาไทยคาโอ มีสินค้าในตลาดไทยน้อยมากผลิตภัณฑ์คาโอที่ ACTIVE ที่สุดคือแชมพู โดยเริ่มจากชื่อเสียงของแชมพูผงแฟซ่าที่ทดลองนำเข้ามาขายโดยสุวิทย์ ไพรสานฑ์กุล (อ่านรายละเอียดในล้อมกรอบ "ผู้ให้กำเนิดชื่อแฟซ่า" ) และขายดีมากจนกระทั่งบริษัทไทยคาโอเกิดขึ้นในปี 2507 เป็น SOMPANY ที่แตกตัวผลิตภัณฑ์มากมายคือในปี 2510 เริ่มผลิตและขายแชมพูน้ำแฟซ่า ,แฟซ่าออยแชมพู (เมษายน 2527),ยาสระผม"เฟรช" ชนิดผง(พฤษภาคม 2519),ครีมแชมพูและออยแชมพูชนิดซอง(สิงหาคม 2520) เอสเซนเทรียลแชมพู(พฤษภาคม 2521) แฟซ่าครีมนวดผม (กรกฎาคม 2522), แชมพูคาโอเมริท(ปี 2524),ครีมนวดผมเอสเซนเทรียล(ปี 2526),เอสเซนเทรียลคอนดิชั่นนิ่งแชมพู (ปี 2527 ซึ่งปีนี้ได้มีการปรับปรุงฝาแบบพับปิดได้),แฟซ่าแชมพูโปรทีน (ปี 2530)และปี 32 ผลิตภัณฑ์แชมพูล่าสุดคือ "ซิโฟแน่" ซึ่งเป็น SEGMENT แชมพูผสมครีมนวด " 2 IN 1" ที่รีจอยส์ในค่ายพีแอนด์จีเป็นตัวกระตุ้นตลาดคนแรก



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.