N-PARKรุกโรงแรมซื้อตึกใหม่กำไรเร็ว


ผู้จัดการรายวัน(6 พฤศจิกายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

N-PARK ส่งริชชี่ อินเตอร์เทรดฯ บริษัทในเครือเข้าลงทุน โรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์หรูกลางเมืองติดสยามพารากอนมูลค่า 3,000 ล้านบาท คุย 10 เชนโรงแรมดังรุมจีบ ตัดสินใจเลือก "เคมปินสกี้" เข้าบริหาร จากข้อเสนอดีที่สุดแถมการันตีรายได้ให้ปีละ 100 ล้านบาท มั่นใจทำรายได้ปีละ 900 ล้านบาท พร้อมลุยลงทุนโรงแรมและรีสอร์ตในจังหวัดท่องเที่ยวเพิ่ม ล่าสุดดึงเชน เชดีและเซไต บริหารโรงแรมที่เชียงใหม่และภูเก็ต

นายเสริมสิน สมะลาภา กรรมการ ผู้จัดการ บริษัทแนเชอรัล พาร์ค (มหา ชน) หรือ N-PARK เปิดเผยว่า วานนี้ (5 พ.ย.) บริษัทริชชี่ อินเตอร์เทรด ซัพพลาย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือแนเชอรัล พาร์คได้ลงนามสัญญาเช่าช่วง ที่ดินส่วนติดกับโครงการสยามพารากอน จำนวน 18 ไร่ ระยะเวลา 30 ปี กับบริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด เพื่อนำไปพัฒนาโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ โดยมีมูลค่าการลงทุนกว่า 3,000 ล้านบาท รวมค่าเช่าที่ดินและการก่อสร้าง โดยแบ่งจ่ายเงินค่าเช่าที่งวดแรก 500 ล้านบาท ส่วนที่เหลือแบ่งจ่ายรายเดือน หลังจากเริ่มเปิดดำเนินงานโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในอีก 2 ปีข้างหน้า

สำหรับโครงการโรงแรมจะเป็นโรงแรมหรูระดับ 5 ดาว มีห้องพักจำนวน 300 ห้อง โดยให้เชนโรงแรมเคมปินสกี้ (Kempinski) ที่มีชื่อเสียงติดอันดับของ ยุโรป และที่สำคัญสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 80% เป็นผู้เข้ามาบริหารส่วนเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์มีจำนวน 150 ห้อง

การคัดเลือกเชนโรงแรมที่จะเข้ามาบริหารโครงการนี้ มีเชนโรงแรมเสนอ ตัวกว่า 10 ราย แต่ที่เลือกเคมปินสกี้ เพราะมีการรับประกันรายได้ให้บริษัทปีละประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจากเคมปินสกี้มั่นใจในทำเลที่ตั้งโครงการที่อยู่ใจกลางเมือง ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดถึง 18 ไร่ โดยปกติโรงแรมขนาดใหญ่ใจกลางเมืองจะมีพื้นที่เพียง 1-2 ไร่เท่านั้น ทำให้บริษัทมั่นใจว่าสามารถทำรายได้จากโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ได้ปีละ 800-900 ล้านบาท คาดว่าจะใช้เวลาถึงจุดคุ้มทุนประมาณ 10 ปี

ทั้งนี้ ตัวอาคารโรงแรมจะเป็นลักษณะ Low Rise โดยมีคอนเซ็ปต์เป็นซิตี้ รีสอร์ตŽ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารที่เคมปินสกี้มีความชำนาญอยู่แล้ว และจะสร้างความแตกต่างจากโรงแรมคู่แข่งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน ที่ทั้งหมดเป็นอาคารสูง โดยราคาห้องพักเฉลี่ยคืนละ 170-200 ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ จะเน้นเจาะกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาพักแบบลองสเตย์ เฉลี่ยตารางเมตร ละ 1,000 บาทต่อเดือน ทั้งโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์จะเน้นกลุ่มนักท่องเที่ยว ต่างชาติเป็นหลัก

ผนึกจุดเด่นศูนย์ครบวงจรดูดลูกค้า

นางชฎาทิพ จูตระกูล กรรมการและผู้บริหารสูงสุด บริษัทสยามพารากอน ดีเวลลอป เม้นท์ จำกัด เจ้าของโครงการสยามพารากอน เปิดเผยว่า ได้ใช้เวลานานกว่า 2 ปี ในการคัดเลือก ผู้ที่จะเข้ามาลงทุนโครงการโรงแรมในพื้นที่ติดกับสยามพารากอน โดยมีผู้พัฒนาโครงการในประเทศเสนอตัวทั้งหมด 12 ราย ซึ่งคณะกรรมการได้ตัดสินใจเลือกกลุ่มแนเชอรัล พาร์ค ซึ่งเสนอแผนทำโครงการในระดับเฟิสท์ คลาส ตรงกับความต้องการของบริษัทที่ต้องการให้พื้นที่ ใจกลางเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุด เป็นรูปแบบของ ซิตี้ รีสอร์ต โฮเท็ล เพื่อให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ และกลุ่มแนเชอรัล พาร์คก็เสนอผลตอบแทนดีที่สุดให้บริษัทด้วย

หลังจากเซ็นสัญญาให้แนเชอรัล พาร์ค เช่าช่วงที่ดินเพื่อลงทุนโรงแรม และเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์แล้ว ส่งผลให้โครงการในพื้นที่ 70 ไร่มีความสมบูรณ์มากที่สุด ประกอบไปด้วยสยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ อาคาร สำนักงานสยามทาวเวอร์ อาคารจอดรถสยาม เซ็นเตอร์ และที่กำลังก่อสร้างคือ สยามพารากอน ทำให้ทั้งโครงการมีพื้นที่รวม 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งเมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ในปี 2548 ก็จะเป็น โครงการที่สุดแห่งความภาคภูมิของกรุงเทพ-มหานครŽ นางชฎาทิพ กล่าว

นายเสริมสิน กล่าวต่อว่ารูปแบบการทำตลาดของโครงการนี้จะเป็นแนวคิดแบบคลัสเตอร์ คือโครงการที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันและช่วยส่งเสริมกันเอง โดยเฉพาะตัวโครงการศูนย์การค้า ทั้ง 3 แห่งที่อยู่ในพื้นที่เดียวกัน จะช่วยส่งเสริมให้ตัวโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ทำราคาได้ดี นอกจากนี้ตัวโครงการเดอะสยาม โอเปร่า โรงละครในโครงการสยามพารากอนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางเมตร บริเวณชั้น 6 ที่บริษัทเป็นผู้ลงทุนจะเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมเสริมให้กับผู้เข้ามาพักในโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ด้วย

ลุยลงทุนโรงแรมจังหวัดท่องเที่ยว

นอกจากการลงทุนโรงแรมและเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ในกรุงเทพฯแล้ว บริษัทได้เข้าไปลงทุนโรงแรมในจังหวัดท่องเที่ยวยอดนิยมของไทยอีก 2 แห่ง คือ โครงการโรงแรมเชดี (Chedi) เชียงใหม่ บริเวณที่ตั้งเก่าของสถานกงสุลอังกฤษ ริมแม่น้ำปิง พื้นที่ 17,000 ตารางเมตร จำนวน 120 ห้อง ลงทุน 800-900 ล้านบาท และโรงแรมเซไต (Setai) ภูเก็ต บริเวณจุดชมวิวของ อ่าวกะตะน้อย พื้นที่ 35,000 ตารางเมตร จำนวน 120 ห้อง ซึ่งเชนโรงแรม เชดีและเซไต เป็นของกลุ่มเจเนอรัล โฮเท็ล แมเนจเม้นต์ หรือ จีเอชเอ็ม ของภูมิภาคเอเชียที่มีความชำนาญและเชี่ยวชาญ การบริหารรีสอร์ตอย่างมาก ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือรีสอร์ตบนเกาะบาหลี อินโดนีเซีย

"บริษัทยังมองหาทำเลและโครงการดีๆ เพื่อ จะลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ตอีกในอนาคต โดยสนใจโครงการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว หรือใกล้เสร็จ เพราะใช้ระยะเวลาพัฒนาโครงการ ไม่นาน ก็เปิดดำเนินการขายหรือเช่า และสร้างรายได้ให้บริษัทได้ทันที"

นโยบายการดำเนินธุรกิจของบริษัท จะเน้น การเติบโตแบบยั่งยืน โดยแบ่งช่องทางการสร้างรายได้เป็น 2 ช่องทาง คือ รายได้จากการขาย 40% รายได้จากการเช่า 60% โดยรายได้จากการเช่า มาจากโครงการที่สร้างรายรับอย่างต่อเนื่อง เช่น โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และอาคารสำนักงาน ส่วนรายได้จากการเช่า เช่น โครงการบ้านเดี่ยวจัดสรร ทาวน์เฮาส์ คอนโดมิเนียม

เพิ่มทุนริชชี่ฯ 100 ล้านบาท

นายเสริมสิน กล่าวต่อว่า ที่ประชุมคณะกรรมการของแนเชอรัล พาร์ค ซึ่งประชุมเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 มีมติให้บริษัทจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนในบริษัท ริชชี่ อินเตอร์เทรด ซัพพลาย จำกัด (ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่บริษัทถือหุ้น อยู่ 75% ของทุนจดทะเบียนชำระแล้ว) จำนวน 742,500 หุ้น ในราคาหุ้นละ 100 บาท

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัท ริชชี่ อินเตอร์เทรด ซัพพลาย จำกัด ที่มีทุนจดทะเบียน ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2546 ชำระแล้ว จำนวน 1,000,000 บาท แบ่งเป็นหุ้นสามัญจำนวน 10,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2546 ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัท ริชชี่ อินเตอร์เทรด ซัพพลาย จำกัด มีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนอีกจำนวน 99 ล้านบาท เพื่อให้เป็นทุนจดทะเบียนจำนวน 100 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญใหม่จำนวน 990,000 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท และจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนในราคาหุ้นละ 100 บาท

โดยบริษัทจะเข้าจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 742,500 หุ้น (มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 100 บาท) ในราคาหุ้นละ 100 บาท คิดเป็นจำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้น 74,250,000 บาท พื่อเป็นการรักษาสัดส่วนการถือหุ้นของบริษัทในบริษัท ริชชี่ อินเตอร์เทรด ซัพพลาย จำกัด

ในช่วงนี้ริชชี่ฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่ลงทุนโครงการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ ในโครงการสยามพารากอน ยังไม่จำเป็นต้องใช้เงินทุนมากนัก เพราะต้องรอประมูลแบบก่อสร้าง จากบริษัทที่จะส่งเข้าประกวดก่อน ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นจึงเริ่มลงมือก่อสร้าง เมื่อถึงเวลานั้นบริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียนให้ริชชี่ฯ อีกครั้ง เพื่อนำเงินมาลงทุนในโครงการนี้ ซึ่งเมื่อริชชี่กู้เงินเพิ่มตามสัดส่วนดังกล่าว จะส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุนเพิ่มเป็นอัตรา 1:1 เท่า และสัดส่วนนี้จะไม่เพิ่มจากนี้ เพราะ N-PARKจะนำเงินมาเพิ่มให้ในส่วนที่เหลือ

พัฒนา 7 โครงการมูลค่า 9 พันล้าน

หลังจากแนเชอรัล พาร์ค ได้เสร็จสิ้นการดำเนินตามแผนฟื้นฟูกิจการ โดยสามารถระดมทุนจากผู้ถือหุ้นใหม่ทั้งในและต่างประเทศได้เพิ่ม ขึ้นอีก 1,908 ล้านบาท ในเดือนม.ค. 1,947 ล้าน บาทในเดือนพ.ค. และอีก 4,029 ล้านบาทในเดือน ต.ค.2546 รวมเป็นทั้งสิ้น 8,000 ล้านบาท

ปัจจุบันแนเชอรัล พาร์ค ร่วมเป็นพันธมิตร กับผู้ประกอบการในประเทศที่มีศักยภาพด้านการ พัฒนาโครงการหลายราย ประกอบด้วย เป็นผู้ถือหุ้น 24.8% ของบริษัทแสนสิริ จำกัด (มหาชน) ซึ่งจะเข้ามาช่วยสร้างรายได้จากการขาย ถือหุ้น 22.5% ของแปซิฟิค แอสเซ็ทส์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเสริมสร้างรายได้จากการเช่า และถือหุ้น 28.5% ของบริษัทสยามซินเทค จำกัด (มหาชน) เพื่อสนับสนุนด้านการก่อสร้าง โดยโครงการโรงแรมและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์บริเวณสยามพารากอนบางส่วนก็มอบหมายให้สยามซินเทคเป็นผู้ก่อสร้างด้วย

ขณะนี้แนเชอรัล พาร์ค กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ 7 โครงการ รวมมูลค่า 9,000 ล้านบาท ได้แก่ โครงการ อพาร์ตเมนต์ แนเชอรัล พาร์ค ซอยสุขุมวิท 49 สูง 15 ชั้น จำนวน 82 ห้อง โครงการเซอร์วิส อพาร์ตเมนต์ เดอะแนเชอรัล วิลล์ เอ็กเซ็กคิวทีฟ เรสซิเด้นท์ ถนนหลังสวน สูง 27 ชั้น จำนวน 150 ห้อง โครงการอาคารสำนักงานเดอะแพลตินัม บนทำเลทองติดสถานีรถไฟฟ้าชิดลม สูง 25 ชั้น โครงการโรงแรมเชดี เชียงใหม่ จำนวน 120 ห้อง โครงการโรงแรมเซไต ภูเก็ต จำนวน 120 ห้อง โครงการสยามโอเปร่า และโครงการโรงแรมเคมปินสกี้ 300 ห้องและเซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ 150 ห้อง หลังสยามพารากอน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.