เบญจรงค์ ปิ่นสุวรรณ

โดย อรวรรณ บัณฑิตกุล
นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

แรกเริ่มเลยทีเดียว "ผู้จัดการ" คาดว่าโรงงานเบญจรงค์ ปิ่นสุวรรณ ที่ได้รับการคัดเลือกจากคณะกรรมการการจัดประชุม APEC ให้ทำของที่ระลึกมอบแก่ผู้นำแต่ละประเทศ นั้นคือเจ้าของโรงงานที่มีประวัติยาวนานนับชั่วอายุคน

แต่เมื่อได้ตามไปพูดคุยกับ วิรัตน์ ปิ่นสุวรรณ เจ้าของโรงงานถึงอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม ปรากฏว่าสิ่งที่ "ผู้จัดการ" คิดไว้ผิดหมด แต่ประวัติความเป็นมาและเรื่องราวของเขากลับน่าสนใจยิ่งกว่าที่คิดไว้แต่แรกด้วยซ้ำไป

วิรัตน์เป็นคนจังหวัดสุพรรณบุรี เกิดเมื่อ พ.ศ.2470 ปัจจุบันอายุ 76 ปี ศึกษาจบชั้นมัธยมปีที่ 6 รับราชการเป็นครูประมาณ 7 ปี หลังจากนั้นก็แต่งงานกับแม่ค้าชาวสวนมะพร้าว จังหวัดสมุทรสงคราม ต่อมาได้ลาออกมาเปลี่ยนอาชีพเป็นพ่อค้ารับซื้อมะพร้าวบรรทุกเรือไปขายที่ปากคลองตลาด โดยอาศัยบ้านของน้าสาวภรรยาเป็นที่พัก

เรื่องเล่าในช่วงเวลานั้น ล้วนเต็มไปด้วยความลำบาก ลูกทั้ง 4 คน ที่มีอายุไล่ตามกันมาก็ยังเล็ก และทุกคนต้องเรียนหนังสือ ชีวิตจึงต้องเป็นหนี้เป็นสิน เหมือนผู้มีรายได้น้อยส่วนใหญ่ทั่วไปของประเทศ จนต้องขายที่ขายทางใช้หนี้

จนกระทั่งปี พ.ศ.2510 วิรัตน์ได้รู้จักกับพ่อค้าของเก่า คนหนึ่งจากกรุงเทพฯ ที่มาตระเวนหาซื้อของเก่า ประเภทถ้วยชามโบราณ เครื่องสังคโลก และเครื่องเบญจรงค์ จากชาวบ้าน และพ่อค้าคนนี้เองที่ขอให้วิรัตน์ซึ่งอยู่ในย่านนี้มานานและรู้จักคนมากมาย ช่วยพาไปหาซื้อของเก่าตามบ้านชาวบ้าน

ตรงนั้นเองเป็นจุดเริ่มต้นให้วิรัตน์รู้จักกับของเก่า และเครื่องเบญจรงค์ แต่ก็ไม่ได้คาดคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้วิถีชีวิตของเขาและครอบครัวเปลี่ยนแปลงไปในอนาคต

ในช่วงแรกเขามีคำถามกับตัวเองว่า ทำไมนะข้าวของเก่าๆ เหล่านั้นจึงขายได้ราคาดี ทำไมบางคนถึงยอมเสียเงินแพงๆ เพื่อซื้อถ้วยเพียงใบเดียวไปตั้งโชว์ แต่ต่อมาเมื่อได้ซึมซับสัมผัสกับของเก่ามากๆ เข้า เขากลับรู้สึกรักและมีความรู้สึกผูกพันลึกซึ้ง กับสิ่งของแต่ละชิ้น และเริ่มเข้าใจว่านี่คือการซื้อขายงานศิลปะของช่างโบราณที่ทำมานานตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ ซึ่งหาได้ยากมากในปัจจุบัน

วิรัตน์เริ่มศึกษาและหาหนังสืออ่านเกี่ยวกับประวัติของของเก่าพวกนั้น และสนใจเป็นพิเศษในสีสันอันสวยงามของเครื่องเบญจรงค์ ต่อมาภายหลังได้ไปหาซื้อของเองจากชาวบ้าน เมื่อของเก่าย่านสมุทรสงครามเริ่มน้อยลง ก็เดินทางล่องใต้เลยเรื่อยไปตามจังหวัดราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ภาคเหนือก็ไปทั่วทั้งอยุธยา ชัยนาท อ่างทอง เมื่อได้ของมาแล้ว ก็ให้พ่อค้าจากกรุงเทพฯ มาซื้อต่ออีกที ของที่เหลือก็ได้นำไปขายเองที่ท้องสนามหลวง

ของบางชิ้นที่ชำรุดหักพัง เขาก็จะหาวิธีและเทคนิคต่างๆ มาซ่อมแซมจนเหมือนเดิม พร้อมๆ กับศึกษาเรื่องการผสมสีให้เหมือนของเก่ามากที่สุด เพื่อต่อเติมลงลึกในรายละเอียดของลวดลายที่ขาดหาย

ทั้งหมดคือการศึกษาขั้นพื้นฐานเพื่อนำไปใช้บูรณะซ่อมแซมเป็นหลัก ซึ่งทุกขั้นตอนต้องอาศัยเวลา และความเพียรพยายามอย่างมากจนความชำนาญเพิ่มขึ้นตามวันเวลาที่ผ่านไปหลายปี จนวิรัตน์สามารถทำสินค้าชิ้นใหม่เลียนแบบลวดลายเก่าได้อย่างเหมือนจริงและสวยงาม

ในปี พ.ศ. 2530 วิรัตน์อายุครบ 50 ปี แต่เขายังมาเรียนทำเครื่องปั้นดินเผาร่วมกับเด็กมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่ศูนย์วิจัยของกรมวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้ข้อมูลใหม่ๆ นำมาพัฒนาสินค้า

ในปี 2534 เขายังได้รับโล่ของคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ ประกาศเชิดชูให้เป็นผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรมภาคกลางตอนล่าง สาขาศิลปะ การช่างศิลปะ ช่างฝีมือ จังหวัดสมุทรสงคราม

ปัจจุบันเบญจรงค์ ปิ่นสุวรรณ มีลูกค้าประจำจากกระทรวงการต่างประเทศ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบุคคลชั้นสูงในเมืองไทยอีกมากมาย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.