ข่าวร้ายสำหรับคนที่ย้ายไปอยู่ชานเมือง


นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

การย้ายบ้านหนีความแออัดในเมืองไปอยู่ชานเมือง ด้วยหวังว่าจะดีต่อสุขภาพอาจกลายเป็นการหนีเสือปะจระเข้

การย้ายบ้านหนีความแออัดและมลพิษกลางใจเมือง ไปอยู่แถบชานเมืองที่ยังมีสภาพแวดล้อมคล้ายชนบท ดูเหมือนน่าจะทำให้เรามีสุขภาพดีขึ้นทั้งทางกายและใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงกับบางคนและผลการศึกษาหลายต่อหลายชิ้นในสหรัฐฯ และยุโรป ดูเหมือนจะชี้ว่า การอยู่อาศัยในแถบชานเมืองอาจทำให้คุณอ้วนขึ้นได้

Karen Gatt แม่บ้านวัย 31 ผู้กลุ้มใจกับรูปร่างจ้ำม่ำของตน อุตส่าห์อพยพครอบครัวย้ายจากกลางกรุงเมลเบิร์นไปอยู่ชานเมืองเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ด้วยหวังว่าสภาพแวดล้อมรอบๆ บ้านใหม่ที่มีสวนสาธารณะหลายแห่งและทางเท้าก็ดูสะอาดเรียบร้อยน่าเดิน จะทำให้ Gatt และครอบครัวได้มีโอกาสออกกำลังกายด้วยการเดินได้ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ Gatt อยู่แต่ในบ้านดูทีวีมากกว่าจะออกไปนอกบ้าน และไปไหนมาไหนโดยรถยนต์ไม่ใช่ด้วยการเดิน น้ำหนักของเธอซึ่งเดิมก็มากอยู่แล้วคือ 118 กิโลกรัม จึงพุ่งพรวดขึ้นเป็น 136 กิโลกรัม และยังได้โรคความดันโลหิตสูงและโรคซึมเศร้าแถมมาอีก

ผังเมืองที่ไร้ระเบียบของย่านชานเมืองคือตัวการสำคัญที่ต้องรับผิดชอบปัญหาโรคอ้วน ที่กำลังแพร่ไปในหมู่ชาวตะวันตกรวมถึงออสเตรเลีย ผลการศึกษาของนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Maryland ที่ศึกษาเคาน์ตี้ 448 แห่งในสหรัฐฯ พบว่ามีความสัมพันธ์กันระหว่างอัตราการเกิดโรคความดันโลหิตสูงและโรคอ้วน กับผังเมืองที่ไร้ระเบียบ ซึ่งทำให้บ้านกับที่ทำงานและร้านค้าตั้งอยู่ห่างไกลกันจนไม่สามารถเดินถึงกันได้โดยสะดวก และต้องใช้รถยนต์เท่านั้น ส่งผลให้ผู้คนที่อาศัยอยู่ชานเมืองขาดการออกกำลังกายในรูปของกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นการเดินไป ซื้อของในร้านขายของชำใกล้ๆ บ้าน และผลที่ได้ก็คือโรคอ้วน

นอกจากนี้ การที่พ่อแม่กลัวว่าลูกๆ จะไม่ปลอดภัย จึงไม่ยอมปล่อยออกไปเล่นนอกบ้าน เด็กๆ จึงต้องแกร่วอยู่แต่ในบ้านหรือวิ่งเล่นบริเวณหลังบ้าน ซึ่งถูกตัวบ้านที่ใหญ่โตเบียดบังเนื้อที่ไปจนเหลือเพียงน้อยนิดตามความนิยมในการสร้างบ้านสมัยนี้ เด็กๆ ก็เลยพลอยเป็นโรคอ้วนไปด้วย

ผลการวิจัยขององค์การอนามัยโลกพบว่าในอังกฤษและออสเตรเลีย ซึ่งประชาชนนิยมหนีไปซื้อบ้านอยู่ชานเมืองตามอย่างคนอเมริกันนั้น อัตราการเกิดโรคอ้วนเพิ่มขึ้น 3 เท่านับตั้งแต่ปี 1980 เป็นต้นมา แต่ผู้วางผังเมืองเพิ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหาโรคอ้วน อย่างไรก็ตามภาคเอกชนเริ่มรวมกลุ่มกันเคลื่อนไหวรณรงค์ให้มีการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ที่สนับสนุนให้ประชาชนได้เคลื่อนไหวร่างกายมากขึ้น และสร้างสภาพแวดล้อมในชุมชนที่เอื้อต่อการออกกำลัง รวมทั้งจัดเขตที่เรียกว่า "calm zone" ซึ่งเป็นเขตที่จะกำหนดให้รถต้องแล่นช้าๆ เพื่อให้ปลอดภัยต่อคนเดินถนน ก็จะทำให้คนนิยมเดินกันมากขึ้น ขณะนี้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์มกุฎราชกุมารแห่งอังกฤษ ได้ทรงสร้างเมืองทดลองขึ้นที่ชานเมือง Poundbury ใกล้ๆ กับกรุงลอนดอน โดยมีการวางผังเมืองให้ประชาชนสามารถไปไหนมาไหนโดยไม่ต้องใช้รถยนต์ และให้รถยนต์แล่นอยู่รอบนอกของเมืองหรือกำหนด ให้แล่นช้าๆ เมื่อผ่านถนนสายหลัก ทำให้นักเรียนสามารถเดินจากบ้านไปโรงเรียน และประชาชนเดินจากบ้านไปที่ทำงานหรือไปสวนสาธารณะได้ ผังเมืองแบบนี้ทำให้ทางเท้าและทางรถจักรยานไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางสัญจรไปมา แต่ยังเป็นสถานที่ออกกำลังกายของประชาชนอีกด้วย

สำหรับ Karen Gatt ซึ่งรอให้นักวางผังเมืองมาแก้ปัญหาโรคอ้วน ให้แก่เธอไม่ไหว เธอจึงได้เริ่มกินอาหารสุขภาพและออกกำลังมากขึ้นด้วยการเดินไปเดินมาในบริเวณหลังบ้านแคบๆ ของเธอนั้นเอง โดยใช้ราวตากผ้าช่วยพยุงตัว ในที่สุด Gatt สามารถลดน้ำหนักจาก 136 กิโลกรัม ลงเหลือเพียง 70 กิโลกรัมเท่านั้น ซึ่งเธอได้เขียนเล่าประสบการณ์ของเธอไว้ในหนังสือชื่อ "Clothesline Diet" Gatt กล่าวว่า "คุณต้องไม่ยอมให้การไม่มีทางเท้ามาเป็นข้ออ้างที่จะไม่ออกกำลัง"

แปลและเรียบเรียงจาก Newsweek October 6, 2003
โดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์
linpeishan@excite.com



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.