สมบูรณ์ นันทาภิวัฒน์ ภาระ (อันหนักอึ้ง) ของหัวแถว “นันทาภิวัฒน์” เช่นเขายังมีอยู่!


นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2529)



กลับสู่หน้าหลัก

เมื่อใหญ่ นันทาภิวัตน์ ยังไม่ร่ำรวยอู้ฟู่ นับย้อนจากวันนี้ไปประมาณ 50 ปี ครอบครัวของเขาตั้งรกรากดูมั่นคงพอประมาณบนถนนนเรศ ซึ่งเชื่อมต่อระหว่างถนนสุรวงศ์กับถนนสี่พระยา ลูกเต้าของเขาทุกคนได้ถือกำเนิด ณ ที่แห่งนี้

ห้วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ก่อตัว ญี่ปุ่นเปิดฉากบุกเอเชียอาคเนย์ มันเกิดขึ้นพร้อม ๆ กับความร่ำรวยอย่างมากและทันตาเห็นของเขา อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการเหมืองแร่-ค้าแร่ในภาคใต้ ใหญ่เริ่มมองเห็นว่าบ้านนันทาภิวัตน์ที่ถนนนเรศดูจะเป็นทิศทางเดียวกับไฟสงครามจะลุกลามไปถึง เขาคิดจะหอบหิ้วครอบครัวออกจากจุดที่เป็นศูนย์กลางความเจริญของเมือง

พระยาอโศกมนตรีเจ้านายเก่ายุครัชกาลที่ 6 ผู้ที่มีดินชานเมืองจำนวนมาก เมื่อพระยาอโศกเริ่มอัตคัดขัดสนก็แก้ปัญหาโดยการเฉือนที่ดินอันเป็นสมบัติราคาถูกในสมัยนั้นออกขาย เหมือนเจ้านายแห่งกรุงสยามทั่วไป ใหญ่ นันทาภิวัตน์ ซึ่งรู้จักรักใคร่อันดีกับพระยาอโศก จึงได้ซื้อที่ดินบริเวณดังกล่าวสะสมมาเรื่อย ๆ แปลงใหญ่บ้างเล็กบ้าง แต่ไม่ใช่ผืนเดียวติดต่อกัน

นันทาภิวัตน์มีที่ดินกว่า 30 ไร่ ปัจจุบันบริเวณตรงนั้นเรียกกันว่าสุขุมวิท 21 หรือซอยอโศกซึ่งผู้ตั้งชื่อตั้งใจให้ไว้เป็นอนุสรณ์แก่เจ้าของที่ดินเดิม

บนที่ดินผืนใหญ่ของเขาเนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ ต่อมาบ้านหลังใหญ่ ๆ หลาย ๆ หลังถูกสร้างขึ้นในบริเวณนั้น บ้านหลายหลังเหล่านั้นรวมกันเรียกว่า “บ้านไพศาล” ใหญ่เห็นว่าลูก ๆ น่าจะมีอิสระแก่กันโดยเฉพาะเมื่อมีครอบครัว จึงกั้นรั้วระหว่างบ้านของลูกแต่ละคนในบ้านไพศาล

ว่ากันว่าต่อมาเมื่อนันทาภิวัตน์กลมเกลียวที่สุด ซึ่งเป็นห้วงเวลาที่เรียกคืนไม่ได้อีกแล้ว รั้วกั้นบ้านเล็กในบ้านใหญ่ถูกรื้อ ความใกล้ชิดรักใคร่ดุจพี่น้องตระกูลผู้ดีอย่างแท้จริงขึ้นสู่กระแสสูงอย่างยิ่ง

แต่แล้วโลกกลับหมุนกลับ เมื่อใหญ่และไพศาลเรียงแถวอำลาโลกไป รั้วภายในบ้านไพศาลได้ถูกสร้างขึ้นมาอีกครั้ง แน่นหนาและแข็งแรงกว่าเดิม

บ้านไพศาลของตระกูลนันทาภิวัตน์วันนี้เงียบเหงาอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน

ใหญ่มีลูกชาย 7 คน หญิง 1 คน ได้แก่ ไพศาล สมบูรณ์ สมปองหรือวุฒิเทพ เถาวัลย์ คุณหญิงสมสุข ศรีวิศาลวาจา บุญยิ่ง อภิวัฒน์ และสืบสกุล

ดูเหมือนใหญ่จะรักลูกชายคนแรกมาก บริษัทเหมืองแร่ตั้งชื่อว่าไพศาล บ้านใหญ่อันรวมบ้านเล็กหลาย ๆ บ้านของตระกูลนันทาภิวัตน์ ก็เรียกว่าบ้านไพศาล ว่ากันว่าไพศาลเคียงคู่กับผู้พ่อสร้างฐานะครอบครัวมาด้วยกัน เขาเสียสละด้วยการออกจากการเรียนหนังสือกลางคันเพื่ออนาคตของคนทั้งตระกูล

สมบูรณ์กับสมปอง อายุไล่เลี่ยห่างกันเพียงปีเดียว และเป็นพี่น้องคู่ที่ทะเลาะกันมากที่สุด

ในบรรดาพี่น้อง 8 คนนั้น สมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ได้ชื่อว่าเป็นคนฉลาดที่สุด

สมบูรณ์ลืมตาดูโลกในช่วงที่พ่อไม่ร่ำรวยนัก เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2465 เขาได้รับการเลี้ยงดูแบบคนไทยที่มีชาติตระกูลอย่างแท้จริง “ผมเรียนจบโรงเรียนสวนกุหลาบ รุ่นเดียวกับพลเอกสัณฑ์ จิตรปฏิมา พลเรือเอกสมบูรณ์ เชื้อพิบูล พลตำรวจเอกสุรพล จุลพราหมณ์ รุ่นหลังพลเอกเปรมเพียงปีเดียว” เขาบอกกับ “ผู้จัดการ”

ที่สำคัญเขาสอบได้ที่ 1 ของสวนกุหลาบในปีนั้น

“ผมเข้าจุฬาฯ เรียนวิศวฯ เพราะผมเก่งคำนวณ และบิดามีกิจการเหมืองแร่ ค้าขายแร่” สมบูรณ์คุยให้ฟังถึงเหตุผลที่เขาตัดสินใจเรียนวิศวกรรมศาสตร์ สาขาเหมืองแร่

เขาจบการศึกษาอายุน้อยมากเพียง 20 ปีเท่านั้น หนุ่มน้อยสมบูรณ์เริ่มทำงานครั้งแรกด้วยการรับราชการที่บริษัทแร่และยางไทย “ตอนนั้นระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 รัฐบาลท่านยึดเหมืองแร่ จากพวกอังกฤษมีเรือขุดตั้ง 40 ลำ พวกที่จบวิศวฯ มาใหม่มาทำงานที่นี่กันมาก”

ขณะนั้นพ่อของเขาตั้งบริษัทไพศาล เพื่อประกอบกิจการเหมืองแร่ ค้าแร่ดีบุกและวุลแฟรมแล้ว โดยมีลูกชายคนโตช่วยงาน สมบูรณ์เล่าว่าช่วงสงครามใกล้ยุติดูรุนแรงน่ากลัว ตนจึงลาออกจากบริษัทแร่และยางไทยมาทำงานคู่กับไพศาลในบริษัทของตระกูลนันทาภิวัตน์

ปลายปี 2491 ใหญ่กับพวกร่วมกันตั้งธนาคารแหลมทอง สมบูรณ์เป็นลูกชายคนหนึ่งในสามคนที่ถูกดึงเข้าทำงานที่ธนาคาร “ตอนตั้งแบงก์พ่อบอกให้ผมมาช่วย ผมเลยบอกว่าเอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ผมขออย่างถ้าผมมาทำงานแบงก์ กิจการอื่นต้องเลิกหมด เพื่อไม่ให้คนมองว่าตั้งแบงก์เพื่อสนับสนุนกิจการของครอบครัว ผมพูดได้อย่างเต็มภาคภูมิ ใครจะว่าผมแฟมิลี่ แต่ผมไม่มีประโยชน์ หรือเอาเงินไปใช้ในธุรกิจของตนเอง” สมบูรณ์เน้นหลายครั้งถึงเรื่องที่ภาคภูมิใจอย่างมากนี้ กับ “ผู้จัดการ” ในการสนทนาซึ่งนานกว่า 2 ชั่วโมง

และแล้วบริษัทไพศาลก็เลิกกิจการไปในที่สุด

สมบูรณ์เริ่มงานในตำแหน่ง CHEIF CACHER ซึ่งเป็น OFFICER CLASS A จนมาถึงผู้อำนวยการฝ่ายต่างประเทศ กรรมการรองผู้จัดการ และกรรมการจัดการเมื่อปี 2518

ประสบการณ์ถึง 27 ปีในธนาคารแหลมทอง กว่าเขาจะขึ้นสูงสุด ย่อมเป็นเรื่องสมเหตุสมผล นอกจากความรู้ด้านธนาคารที่สั่งสมจากประสบการณ์โดยตรงแล้ว สมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ยังเจียดเวลา 6 เดือนฝึกงานที่ WELLS FARGO BANK สหรัฐอเมริกา

มองเพียงมิติเดียวแล้ว สมบูรณ์น่าจะเรียกได้ว่าเป็นนายธนาคารมืออาชีพที่ประสบความสำเร็จคนหนึ่งของเมืองไทย ปัจจุบันเขาเป็นนายธนาคารที่อำนาจบริหารเต็มที่ที่มีอายุทำงานนานที่สุดในบรรดานายธนาคารพาณิชย์ทั้งหมดก็ว่าได้ และเขาได้รับความไว้วางใจจากกิจการหลายแห่งที่ธนาคารแหลมทองมีหุ้นเพียงเล็กน้อยให้ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ กล่าวคือ ประธานกรรมการบริษัท ฟอร์โมสต์ฟรีชแลนด์ ประธานกรรมการบริษัทจีเอสสตีล ประธานบริษัทฟีนิคพัลพแอนด์เพเพอร์ รองประธานกรรมการบริษัทแผ่นเหล็กวิลาสไทย และกรรมการบริษัทดุสิตธานี

ยิ่งไปกว่านั้นสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ ยังเคยดำรงตำแหน่งประธานสมาคมธนาคารไทย (ปี 2525-2526) อีกด้วย

“มีแบงเกอร์คนไหนบ้างที่เป็นมืออาชีพหรือได้รับการยอมรับเท่าผม” เขาประกาศอย่างอหังการที่สุดกับ “ผู้จัดการ” เมื่อต้นเดือนเมษายน 2529

เขามีอะไรหลาย ๆ อย่างคล้าย ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้มีบุญคุณอย่างสูงต่อธนาคารแหลมทองและตระกูลนันทาภิวัตน์

สมบูรณ์เป็นคนฉลาดหลักแหลมจนสุระ จันทร์ศรีชวาลาคู่ปรับคนสำคัญของเขาต้องยอมรับว่า “เขาเป็นคนเก่งมาก คนคนนี้คาดยาก ถ้าเป็นคนอื่นผมพอจะคาดเดาอะไรได้”

เขาเป็นนักเล่นบริดจ์ระดับเซียน เล่นมาตั้งแต่หนุ่มรุ่นกระทงจนถึงความชรามาเยือนอย่างคนวัย 64 เช่นปัจจุบัน

แต่สมบูรณ์แตกต่างจากหม่อมคึกฤทธิ์ตรงที่เก็บอารมณ์ซึ่งค่อนข้างแปรปรวนในบางครั้งของเขาไม่อยู่ ยิ่งไปกว่านั้นมันกลับถูกส่งออกมาอย่างรุนแรงท่วมท้นเมื่อถูกสิ่งเร้า

โดยอยู่ภายใต้เงื่อนไขแห่งอำนาจ

ในบรรดานันทาภิวัตน์ เขายังมีลักษณะ STRONG PERSONALITY ที่สุด

หรือจะพูดอีกอย่างว่า สมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ เป็นนายธนาคารตัวเล็กแต่เสียงดังและใจใหญ่อย่างมาก ๆ เสียด้วย

“นานมาแล้ว ตอนนั้นแกอายุน้อยกว่าเพื่อนประมาณ 22 ปี เท่านั้นเอง ร่วมวงเล่นบริดจ์ ประกอบด้วยผู้ใหญ่ทั้งนั้น ตั้งแต่คุณหลวงสรการฯ อายุ 80 ปี คุณทวี แรงขำ คุณประสิทธิ์ ณ พัทลุง อายุ 30 ปี หมอสมภพ สุสังกรกาญจน์ เวลาแกโมโหขึ้นมาคุณหลวงสรการฯ ยังเคยถูกดุเอาเลย” คนเก่าคนแก่ที่รู้นิสัยสมบูรณ์ดีเล่าให้ฟัง

ว่ากันอีกว่าในก๊วนเล่นกอล์ฟสมัยนั้น สมบูรณ์ร่วมวงไพบูลย์ด้วย โดยมีอายุน้อยกว่าเพื่อน

เมื่อสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ เป็นหัวแถวของนันทาภิวัตน์ หลังจากไพศาลสิ้นชีวิตนั้น บทบาทแห่งอำนาจเฉียบขาดกับความเป็นสุภาพบุรุษดูประสานกลมกลืนกัน จนแยกไม่ออก เขาถูกกล่าวหาว่าเผด็จการอำนาจบ้าง คนที่ทนไม่ไหวคนแรกคือ วุฒิเทพ น้องชายติดกันนั่นเอง

ในธนาคาร พลตำรวจตรีต่อศักดิ์ ยมนาค ประธานกรรมการธนาคารแหลมทองคนแรกที่ลาออกจากตำแหน่งในขณะที่ทุกคนก่อนหน้าออกจากตำแหน่งเมื่อสิ้นชีวิต เช่นเดียวกับสหธนาคาร “คุณต่อศักดิ์” แกไม่ชอบจะเป็นประธานแบงก์เฉย ๆ อยากจะมีอำนาจบ้าง ก็เลยสวนทางกับคุณสมบูรณ์ ที่ถือตนว่าเป็นผู้บริหารที่มีอำนาจ ก็เลยขัดกัน” คนเก่าธนาคารแหลมทองเล่าให้ “ผู้จัดการ” ฟัง ในที่สุดพลตำรวจตรีต่อศักดิ์ ก็เลยสะบัดก้นจากไป

จากกรณีข้างต้นเลยทำให้ผู้สนใจกิจการธนาคารแห่งนี้เป็นพิเศษ ตั้งสมมุติฐานกันขึ้นมาว่าการลาออกจากตำแหน่งประธานของพยัพ ศรีกาญจนา อาจจะต้นเหตุเดียวกัน “คุณไปถามเขาเองสิ ผมไม่ตอบปัญหาของคนอื่น” สมบูรณ์ตอบคำถามเหมือนไม่ได้ตอบกับ “ผู้จัดการ”

ในบางสถานการณ์ความเป็นคนยึดมั่นถือมั่นอย่างมากของสมบูรณ์กลับเป็นสิ่งดี ในปี 2525 เขาได้สร้างวีรกรรมรุกโต้ตอบพลโทหาญ ลีนานนท์ แม่ทัพภาคที่ 4 (ขณะนั้น) ที่ออกมาตีแผ่ว่าธนาคารประกอบการมุ่งประโยชน์เข้ากระเป๋าแต่ฝ่ายเดียว เห็นสมควรยึดธนาคารมาเป็นของรัฐ พลโทหาญโชคร้ายที่เจอสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ ประธานสมาคมธนาคารไทยเข้าพอดี การตอบโต้ชนิดไม่ถอยแม้ก้าวเดียวของนายธนาคารร่างเล็กใจใหญ่ เป็นที่พออกพอใจแก่บรรดานายธนาคารทั้งหลายอย่างยิ่ง หนังสือ “ดอกเบี้ย” จึงยกสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ ขึ้นเป็นนายธนาคารประจำปี 2525 ซะเลย

จนมาถึงกรณียืดเยื้อที่สุดกับสุระ จันทร์ศรีชวาลา ผู้ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องพบว่าวิธีการต่อสู้ของสมบูรณ์นั้นใช้แบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ทุกระยะทุกขั้นตอน

“ท่านเป็นคนควบคุมอารมณ์ไม่ค่อยจะอยู่ โดยเฉพาะเวลาคุณสุระออกมาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้กับธนาคาร ท่านจะต้องออกแถลงข่าวตอบโต้บ้าง ถ้าท่านจะทำใครจะห้ามเสียให้ยากเลย” พนักงานระดับบริหารคนหนึ่งของธนาคารแหลมทองปัจจุบันบอก “ผู้จัดการ”

สมบูรณ์ นันทาภิวัตน์เกิดอาการ HEART ATTACKED จนต้องหามส่งโรงพยาบาลสมิติเวช เมื่อประมาณปี 2524 เหมือนจะรู้ว่าตนเองถึงคิวแล้วที่ “โรคประจำตระกูล” จะฉุดคร่าเอาชีวิตไป แต่ก็ยังดีที่วันนี้คนห้อมล้อมให้ความอบอุ่น ห้วงเวลาที่นอนซมโรงพยาบาลเขามีคนมาเฝ้ามาปรนนิบัติไม่ขาด ชีวิตเช่นสมบูรณ์มันเหงา ๆ อยู่แล้ว ถึงแม้จะสิ้นลมหายใจวันนี้ ยังดีกว่าวันหน้าที่อาจไม่มีใครดูใจเลย

ภิวัฒน์ นันทาภิวัตน์ (เหน่ง) กับสุระ จันทร์ศรีชวาลา คือคนที่มาดูอาการเอาใจใส่อย่างยิ่งตั้งแต่แรกจนถึงวันสุดท้ายที่เขาออกจากโรงพยาบาลได้

ขณะที่ยังนอนอยู่โรงพยาบาลนั้น สมบูรณ์ได้เซ็นโอนหุ้นของเขาเองให้เหน่งไปหลายหมื่นหุ้น เขาคิดตอนนั้นเหน่งคือหลานรักคนเดียวที่เขาฝากผีฝากไข้ได้

21 เมษายน 2525 ภิวัฒน์มีอันต้องลาจากไปไม่มีวันกลับโดยไม่ได้ร่ำลาเขาสักคำ สมบูรณ์ “ช็อก” ไม่คาดคิดมาก่อนว่าหลานรักจะชิงตัดหน้าเขาไปก่อน น้ำตาเอกบุรุษของเขาถึงร่วงเผาะ ๆ สมบูรณ์เคยกล่าวว่า เขาไม่เคยเสียใจอะไรที่ยิ่งใหญ่เท่าครั้งนี้ มันเป็นเหตุการณ์ครั้งสำคัญที่ผ่านเข้ามาในชีวิต

และก็สุระอีกนั่นแหละที่ยกโขยงพี่น้องมาช่วยเป็นธุระในงานศพ กลุ่มแขกมาเฝ้างานสวดศพทุกคืนสร้างความประทับใจหัวแถวนันทาภิวัตน์เช่นเขาอย่างลึก ๆ ดังนั้นเมื่อสมบูรณ์มาเป็นผู้จัดการมรดกเหน่ง พบว่าเหน่งซื้อหุ้นไว้จำนวนมาก และกลุ่มแขกอ้างว่าใช้เงินของมิดแลนด์ ประกอบกับเหน่งก็เป็นหนี้กลุ่มแขกจำนวนหนึ่ง กระแสข่าวฝ่ายสมบูรณ์กล่าวว่าเมื่อสุระ จันทร์ศรีชวาลามาขอหุ้นจึงเป็นไปได้โดยง่าย ยิ่งสุระผู้เมื่อต้องการอะไรมักจะตีนอ่อนมืออ่อนด้วยแล้ว เรื่องน่าจะยุ่งยากจึงจบลงด้วยความพอใจของทุกฝ่าย

สมบูรณ์ตอนนั้นไม่เฉลียวใจแม้แต่น้อยว่าหุ้นที่เขาให้หลานชายจะมาถึงมือแขก รวมกับหุ้นที่เขาตัดใจชำระหนี้ที่หลานชายก่อไว้กับกลุ่มแขก จะเป็นหนามยอกอกที่ทำให้วัยชราของเขาที่น่าจะเย็นลงและสุขุมกลับไปสู่สภาพตรงข้ามเช่นวันนี้

แม้ธนาคารแหลมทองจะเป็นธนาคารเล็ก ๆ ของประเทศนี้ หากมองลงไปถึงเจตนาและนโยบายแล้ว มีหลายประการที่ควรยกขึ้นมายกย่องชมเชย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมอุตสาหกรรม ซึ่งสมบูรณ์เป็นคนกล่าวกับ “ผู้จัดการ” เองว่า เขาและพี่ชายเห็นความสำคัญดังกล่าวนี้ตั้งแต่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเกิดขึ้น

นายธนาคารที่มีปริญญาวิศวกรรมศาสตร์พ่วงท้ายเช่นสมบูรณ์ สมควรอย่างยิ่งที่ได้รับการชมเชยว่าเป็นนักการธนาคารที่มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ๆ

โครงการที่สมบูรณ์ภาคภูมิใจมากเห็นจะได้แก่ การก่อตั้งบริษัทกรุงเทพอบพืชและไซโล สร้างไซโลขนาดใหญ่ เพื่อควบคุมคุณภาพข้าวโพดสำหรับการส่งออก เขาเป็นคนเจรจาร่วมทุนกับญี่ปุ่นจนสำเร็จ วุฒิเทพ นันทาภิวัตน์ ซึ่งเคยเป็นผู้จัดการบริษัทนี้ยอมรับกับ “ผู้จัดการ” ว่าการเกิดขึ้นของไซโลเป็นผลงานของสมบูรณ์ แม้ว่าต่อมาโครงการนี้จะล้มลุกคลุกคลาน เปลี่ยนมือเจ้าของและผู้บริหารหลายครั้งหลายครา แต่ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการเล็งการณ์ไกลของสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ เพราะปัจจุบันข้าวโพดเกือบทุกเม็ดที่ส่งออกจะต้องผ่านกระบวนการของไซโลซึ่งเขาเป็นผู้บุกเบิก จึงจะเป็นที่ยอมรับของต่างประเทศ

แน่นอนย่อมมีบางโครงการที่สมบูรณ์ไม่อยากจะนึกถึงมัน เช่น โครงการไทยฟาร์มมิ่ง แบบอิสราเอล ปลูกพืชเมืองหนาว ผ่านกรรมวิธีรักษาความสด ก่อนการส่งออกที่เชียงใหม่ “มีปัญหาความไม่เข้าใจของชาวไร่ ซึ่งรากฐานการศึกษาไม่เพียงพอ อย่างเป็นต้นว่าถั่วมีอายุ 45 วัน ต้องตัดทันที ชาวไร่บอกว่า 47 วันโตขึ้นอีกหน่อย น้ำหนักเพิ่มอีกนิด พอเขาไม่ซื้อก็หาว่าเขาโกง ต่อมาต้องขายกิจการให้คนอื่นไป โรงงานล้มละลายต่อมา” สมบูรณ์แฉเหตุผลของความล้มเหลว ว่ากันว่าโครงการนี้ลงทุน 2-300 ล้านบาท แต่ขายให้ทหารไปแค่ 60 ล้านบาท ในสมัยพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เป็นนายกรัฐมนตรี

บริษัทโรยัลซีรามิค ที่เขาเป็นคนริเริ่ม ต้องมีอันเป็นไป จนเครือซิเมนต์ไทย TAKE OVER ไปในที่สุด ฯลฯ

มีบางโครงการที่ยังไม่อาจจะสรุปความล้มเหลวในตอนนี้อย่างชัดแจ้งเสียทีเดียว คือโครงการผลิตกระดาษด้วยปอแห่งแรกในโลก ซึ่งสมบูรณ์ เป็นคนปลุกปล้ำมากับมือ

ถึงวันนี้เขายังยืนยันว่า “หน่อ” ความคิดเขานั้นดี แต่เวลามันงอกงามเติบโตนั้น มักจะพบปัญหาหรือถูกเหยียบย่ำจนไม่มีชิ้นดี เมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านี้ทุกวันนี้สมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ จึงลดความ “กระตือรือร้น” ไปมากทีเดียว

เพราะเมื่อมองกลับไปข้างหลังก็พบว่าสิ่งที่เขาพยายามสร้างเกียรติประวัติให้แก่วงการอุตสาหกรรมนั้นมันเหลือแต่ซากสิ่งปรักหักพังเสียส่วนใหญ่

พ่อของเขาจากไปเป็นคนแรกในปี 2497 พี่ชายคนโตที่เขาเชื่อถือเดินทางตามไปในปี 2518 วุฒิเทพ นันทาภิวัตน์ ผู้เป็นน้องซึ่งร่วมเส้นทางเดียวกันสร้าง “สิ่งที่ดีงาม” แก่วงการส่งออกข้าวโพดในนามของธนาคารแหลมทอง ปฏิเสธจะร่วมทางกับเขาตลอดไป ในปี 2524 ภิวัฒน์ (เหน่ง) หลานชายที่รู้ใจตายอย่างเป็นปริศนา “ช็อก” ความรู้สึกเขาอย่างรุนแรง ในปี 2525 บุญยิ่ง นันทาภิวัตน์ ซึ่งเขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะดึงมาช่วยงานธนาคารอันเป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายของตระกูลนันทาภิวัตน์ ก็หัวใจวายไปเมื่อต้นปี 2528

อภิวัฒน์ กับสืบสกุล น้องชายอีก 2 คนนั้นเล่าจะไว้วางใจได้สักแค่ไหน?

สมบูรณ์รู้สึกว่าบั้นปลายของชีวิตของเขาวังเวงอย่างมาก

“ผมพูดอย่างภูมิใจที่เป็นนายธนาคารมืออาชีพ ไม่มีกิจการของตนเองตั้งแต่ต้น ทำงานด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เคยแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ คุณจะเห็นว่าที่ดินบ้านช่องผมมีมาก่อนตั้งแบงก์ ผมก็มีอยู่เท่านี้ไม่ได้เพิ่มขึ้น” นี่กระมั่งคือสิ่งที่เขาเหลืออยู่

แม้อารมณ์ของเขาจะมีความสุขและอ่อนไหวอย่างมากกับเพลงเศร้า ๆ ที่พูดถึงความพลัดพรากของ โอเปอเรต้าอย่าง ONE FINE DAY ของ MADAM BUTTERFY แต่แววตาของเขายังแสดงความอหังการและไม่ยอมใครง่าย ๆ โดยเฉพาะคนที่ชื่อสุระ จันทร์ศรีชวาลา

สมบูรณ์ตั้งใจจะอำลาธนาคารแหลมทองเมื่ออายุครบ 65 ปี ซึ่งเหลือเวลาอยู่เพียง 2 ปีเท่านั้น “ผมก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่กรรมการจัดการของแบงก์เขาไม่มีกำหนดอายุ ความตั้งใจน่ะเป็นของผม แต่ผมก็ไม่รู้ว่าอีก 2 ปี สถานการณ์หรือกรรมการของแบงก์จะว่าอย่างไร สำหรับผมเองคิดว่าถ้าแบงก์มันเรียบร้อยดีก็ควรหาความสบายในชีวิตของเรา” เขาบอกกับ “ผู้จัดการ”

เขาจะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสนุกสนานกับการเล่นกอล์ฟและบริดจ์

แต่กว่าจะถึงวันนั้นสมบูรณ์ นันทาภิวัตน์ จะต้องเผชิญอะไรอีกบ้าง?



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.