3D Sex&Zen: ดูเซ็กซ์ให้ถึงเซน

โดย วริษฐ์ ลิ้มทองกุล
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา( กรกฎาคม 2554)



กลับสู่หน้าหลัก

พูดถึงคำว่า “เซ็กซ์” ไม่ว่าใครก็ใคร เด็กหรือผู้ใหญ่ เพศชายหรือเพศหญิงต่างก็หูผึ่งด้วยกันทั้งสิ้น

เดือนมิถุนายน 2554 แวดวงบันเทิงไทยอื้ออึงไปด้วยเสียงฮือฮาเกี่ยวกับภาพยนตร์ฮ่องกงสามมิติเรื่องหนึ่งที่มีโอกาสเข้าฉายในประเทศไทยอย่างที่หลายคนไม่คาดคิด เพราะภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว โปรโมตตัวเองว่าเป็นภาพยนตร์อีโรติก 3 มิติ หรือหนังโป๊ 3 มิติเรื่องแรกของโลกที่มีโอกาสฉายในโรง

ภาพยนตร์เรื่องนั้นคือ “3D Sex and Zen: Extreme Ecstasy” หรือชื่อไทยว่า “ตำรารักทะลุจอ”

หลังจากเข้าฉายในเกาะฮ่องกงเมื่อวันที่ 14 เมษายน ภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างเพียง 3.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เรื่องนี้ก็ใช้คำว่า “เซ็กซ์ 3 มิติ” ดึงดูด ผู้คนให้เข้าโรงมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของฮ่องกง โดยเปิดตัวทุบสถิติภาพยนตร์ฮอลลีวูดชื่อดังอย่างไททานิกและอวตารอย่างน่าทึ่ง ด้วยรายได้จากค่าตั๋วในวันแรก 351,000 เหรียญสหรัฐ (ราว 2.79 ล้าน เหรียญฮ่องกง หรือ 10.5 ล้านบาท) ในช่วงเดือนของการฉายเฉพาะในฮ่องกงทำกำไรทันทีด้วยรายได้ 5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 40 ล้านเหรียญฮ่องกง) โดยรายได้ส่วนหนึ่งมาจากชาวจีนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะฮ่องกงและถือโอกาสตีตั๋วดูหนังดังที่ถูกแบนบนแผ่นดินใหญ่เรื่องนี้เสียเลย

ทั้งนี้รายได้ค่าตั๋วดังกล่าวยังไม่นับรวมกับรายได้ของหนังที่ถูกซื้อไปฉายทั่วโลกทั้งสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และประเทศอื่นๆ รวมถึงเมืองไทยที่แม้ ภาพยนตร์เรื่องนี้ถูกจัดเรตให้เป็น 20+ แต่เพียงสัปดาห์เดียวก็มีรายได้ค่าตั๋วสูงถึง 12.3 ล้านบาท

เมื่อเข้าฉายในเมืองไทย จุดสนใจของภาพยนตร์เรื่องนี้ส่วนใหญ่สื่อหยิบยกไปในประเด็นของความเซ็กซี่ของเนื้อหนังที่นางเอกถึงกับบินมาโปรโมตภาพยนตร์ถึงเมืองไทย ความเป็นภาพยนตร์ อีโรติก 3 มิติเรื่องแรกของโลก การรีเมคจากเซ็กซ์แอนด์เซนภาคเก่าที่เข้าฉายเมื่อปี 2534 (ค.ศ.1991) และกลายเป็นตำนานของภาพยนตร์อีโรติก รวมถึงการเปิดศักราชภาพยนตร์อีโรติกยุคใหม่ของวงการภาพยนตร์ฮ่องกง หลังจากที่ภาพยนตร์ทำนองนี้หดหายไปจากท้องตลาดกว่า 10 ปีแล้ว

ดูเหมือนว่า ทุกคนจะให้ความสนใจกับคำว่า “เซ็กซ์ (Sex)” ของชื่อเรื่องส่วนแรก ละเลยคำว่า “เซน (Zen)” ซึ่งเป็นชื่อเรื่องส่วนหลังไปเสียหมด ทั้งๆ ที่ “ปรัชญาเซน” นั้นถือเป็นแก่นแกนของนิยาย “โร่วผูถวน “ อันเป็นบทประพันธ์ต้นฉบับของ ภาพยนตร์เรื่องนี้

โร่วผูถวน (แปลเป็นไทยคือ เสื่อรองนั่งเพื่อบำเพ็ญเพียรภาวนา ที่ทำจากเนื้อหนังมังสาของมนุษย์) เป็นบทประพันธ์ของหลี่ อี๋ว์ ( ; ค.ศ. 1611-1680) นักเขียนนิยาย นักการละครชาวจีน ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อราว 400 กว่าปีที่แล้วในยุคปลายราชวงศ์หมิงต้นราชวงศ์ชิง

หลี่ อี๋ว์ เป็นชาวจีนเชื้อสายฮั่นที่เกิดในมณฑลเจียงซู ในยุคปลายราชวงศ์หมิง เขาสามารถสอบเข้ารับราชการได้ในระดับซิ่วไฉ หรือขุนนางในระดับท้องถิ่นได้ ทว่าเมื่อจีนเกิดการผลัดแผ่นดินเปลี่ยนผู้ครองแผ่นดินจากชาวฮั่นเป็นแมนจู หลี่ อี๋ว์ก็ล้มเลิกความสนใจที่จะเข้ารับ ราชการภายใต้การปกครองของราชสำนักแมนจู และหันเหมาทำงานประพันธ์ และจัดตั้งคณะละครเร่ขึ้น โดยที่ตัวเขาทำหน้าที่เป็นทั้งเจ้าของ ผู้เขียนบท ผู้กำกับการแสดงและผู้อำนวยการคณะละคร

ระหว่างที่หลี่ อี๋ว์ เป็นผู้นำคณะละครขึ้นเหนือ ไปเปิดการแสดงที่กรุงปักกิ่ง ล่องใต้ไปเปิดการแสดง ที่นานกิง (หนานจิง) ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเมืองที่มีสถานะเป็นเมืองหลวงต่างยุคต่างสมัย ทำให้เขามีโอกาสได้ปฏิสันถาร และแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับปัญญาชน ขุนนางและคนในแวดวงวรรณกรรมเป็นจำนวนมาก จนสามารถผลิตผลงานบทละครและงานประพันธ์ออกมาอย่างมากมาย โดยนวนิยาย เรื่องหนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญและได้รับการยกย่องจาก ทั้งคนจีนและชาวต่างชาติก็คือ “โร่วผูถวน”[1]

นวนิยายเรื่องนี้ถูกเขียนขึ้นราวปี 2200 (ค.ศ. 1657) ในสมัยราชวงศ์ชิง กลายเป็นหนังสือต้องห้ามของทางราชการจนถูกเผาทำลายไปเป็นจำนวนมาก เนื้อหาถูกแบ่งออกเป็น 4 ตอน ประกอบไปด้วย ชุน (ฤดูใบไม้ผลิ), เซี่ย (ฤดูร้อน), ชิว (ฤดูใบไม้ร่วง) และตง (ฤดูหนาว) โดยแต่ละตอนบรรจุไว้ 5 บท รวมทั้งสิ้น 20 บท[2]

โร่วผูถวน เป็นเรื่องราวชีวิตบัณฑิตหนุ่ม รูปงามผู้เพียบพร้อมด้วยรูปร่าง หน้าตา ฐานะ และมันสมองนาม เว่ย ยังเซิง ซึ่งมีความใฝ่ฝัน ถึงการไขว่คว้าอิสตรีผู้ซึ่งมีสิริโฉมงามที่สุดในแดนดิน มาเป็นเจ้าของ และได้ลิ้มลองเพศรสจากหญิงสาวผู้เลอโฉมทั่วแผ่นดิน ไม่นับรวมกับความพยายามในการเอาชนะ “กฎแห่งกรรม” ซึ่งหลวงจีนเหนือโลก เดียวดาย (ตามสำนวนแปลของชลันธร หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งคือ หลวงจีนปู้ไต้) ได้กล่าวเตือนบัณฑิตหนุ่มไว้ตั้งแต่ตอนต้นว่า

“ทั้งความงาม ความฉลาด และความหยิ่งผยอง นั่นมิใช่เป็นหลักประกันอันแท้จริงที่จะเสริมส่งให้วิถีชีวิตได้พบกับความร่มเย็นเป็นสุข อันนับเป็นมงคล ...ตีเสียว่าประสกได้พบเห็นหญิงงาม ได้ตกแต่งอยู่กินกับนางตามประสงค์แล้ว ผู้ใดจะค้ำประกันให้กับประสกได้ว่า นางคือหญิงงามเหนือปวงสตรีในแดนดิน? บางแห่งแหล่งที่อาจยังมีสตรีงามล้ำกว่าก็เป็นได้ ประสกต้องการที่จะจารึกอักษร “สวยงามที่สุด” ไว้ตรงหน้าผากของนางหรือ? จะเป็นอย่างไร หากวันหนึ่งกลับไปพบว่ายังมีสตรีอื่นสวยงามกว่า ประสกมิต้องละทิ้งรายแรก หันมาติดตามไล่คว้ารายที่สวยกว่า?...

“หากประสกไม่แยแสเรื่องจุดจบในขุมนรกนั่นก็สุดแต่ใจ จงเดินไปตามหนทางแห่งกามฉันท์เพื่อแสวงหาหญิงงามตามสะดวกเถิด หากพอใจจะถึงแดนสุขาวดีก็ต้องเลิกล้มความตั้งใจในทางโลก ขจัดกิเลสตัณหาออกจากจิต ละชีวิตเยี่ยงปุถุชนแล้ว อยู่ร่วมกับอาตมา” [3]

เมื่อความทะนงตนในรูปร่างหน้าตาและสติปัญญากลายเป็นใหญ่ บัณฑิตหนุ่ม เว่ย ยังเซิงจึงกล่าวลาหลวงจีนผู้หวังดีก่อนจะออกท่องยุทธจักรแห่งกามโลกีย์ ในที่สุดได้ค้นพบถึงแก่นแกนของสัจธรรม ที่หลวงจีนชราพยายามบอกกล่าวให้เขาได้ทราบ แต่แรก เพื่อชักจูงมิให้บัณฑิตหนุ่มต้องตกเข้า ไปในหล่มหลุมแห่งบาป กรรม ทว่าไม่ประสบความสำเร็จ

สิบกว่าปีก่อนเมื่อ ได้อ่าน “โร่วผูถวน” ในฉบับบทประพันธ์ที่แปลเป็นภาษาไทย ผมพบว่านิยายเล่มนี้เป็นงานเขียนชิ้นเอกที่สามารถผสมผสานเรื่องราวทางโลก ซึ่งให้ข้อคิดทางศาสนาพุทธได้อย่างเหมาะเจาะลงตัวที่สุด (นิกายเซนในภาษาญี่ปุ่น หรือนิกายฌานในภาษาจีน แท้จริงแล้วก็เป็นแขนงหนึ่งของพุทธศาสนา) โดยสามารถให้แง่คิดแต่ผู้อ่านเกี่ยวกับศิลปะแห่งการครองชีวิตและครอบครัว โดยผู้อ่านมิอาจรู้สึกเลยว่าตัวเองกำลังอ่านคัมภีร์ธรรมะอยู่

ซึ่งศิลปะแห่งการครองชีวิตนี้เองที่ท่านพุทธทาสเคยกล่าวไว้ในคู่มือมนุษย์ว่าเป็นพุทธศาสนาขั้นพื้นฐานที่สุดที่ปุถุชนอย่างเราควรจะยึดถือ และเป็นพุทธศาสนาในฐานะที่เป็นศิลปะที่จะทำให้การมีชีวิตอยู่ของเราน่าดูน่าชมน่าเลื่อมใส และน่าบูชาแก่คนทั้งหลายทั้งปวง โดยแนวคิดเกี่ยวกับการครอง ตน ครองเรือน และครองชีวิตที่หลี่ อี๋ว์ ผู้ประพันธ์โร่วผูถวน พยายามถ่ายทอดออกมานั้น คือ กล่อมเกลาให้ผู้อ่านสำรวจตรวจตราตนเอง มิให้ประพฤติพลาดพลั้งจนเกิดข้อผิดพลาดเหมือนกับตัวเอกในเรื่อง

ทั้งนี้ทั้งนั้น หากพิจารณาลึกลงไปถึงช่วงเวลา และสภาพสังคมจีนในช่วงที่หลี่ อี๋ว์ เขียนนิยายเรื่องนี้ ขึ้นเมื่อราว 350 ปีก่อน ผมก็ยิ่งเห็นถึงความเป็นอัจฉริยะของนักเขียนผู้นี้ และสัจธรรมของพระธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อยู่เหนือกาลเวลา

หากท่านผู้อ่านตั้งใจจะชม หรือได้รับชมภาพยนตร์เรื่อง 3D Sex and Zen: Extreme Ecstasy ไปแล้วก็ตาม ผมขอถือวิสาสะแนะนำทุกท่านให้หยิบหนังสือโร่วผูถวน (หรือบัณฑิตก่อนเที่ยง คืน ในฉบับแปลภาษาไทย) มาอ่านสักหนึ่งรอบ หรืออย่างน้อยๆ สรรหาดีวีดีภาพยนตร์เรื่องนี้ในฉบับคลาสสิกเมื่อ 20 ปีก่อน (ค.ศ.1991) มาชมสักรอบหนึ่ง

ผมเชื่อว่าท่านจะได้พบอรรถรสของคำว่า “เซน” ในคำว่า “เซ็กซ์” อย่างแน่นอน

หมายเหตุ:
[1] ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ก้าวหน้าของจีน “โร่วผูถวน” ได้รับความนิยมไปทั่วแผ่นดินจีนในช่วงต้นศตวรรษที่ 18 ก็แพร่หลายไปยังประเทศข้างเคียงอย่างญี่ปุ่น โดยปัจจุบัน “โร่วผูถวน” ฉบับที่สมบูรณ์ที่สุดฉบับหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่มหาวิทยาลัยโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ขณะที่ชาวตะวันตกได้นำไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยใช้ชื่อเรื่องว่า The Carnal Prayer Mat รวมถึงภาษาต่างๆ อีกมากมาย เช่น เยอรมัน ฝรั่งเศส รัสเซีย รวมถึงภาษาไทยที่แปลออกมาในชื่อบัณฑิตก่อนเที่ยงคืน โดยผู้ใช้นามปากกาว่า ชลันธร
[2] http://zh.wikipedia.org/wiki/
[3] บัณฑิตก่อนเที่ยงคืน (ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5) โดย ลี่ หยู, ชลันธร แปล, ชุมศิลป์ธรรมดา, 2553, หน้าที่ 31-32.


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.