ท่าทีคู่ค้าของไทยมีแต่การโปรยยาหอมให้


นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2528)



กลับสู่หน้าหลัก

ปราชญ์จีนซุนวูเคยกล่าวไว้ว่า "รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง"

ซึ่งข้อคิดดังกล่าวนี้ คงจะนำไปใช้ได้ในเกือบทุกเรื่องโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการยุทธหรือการแข่งขันเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งกันไว้

เพราะฉะนั้น ในเรื่องของการส่งออกก็น่าจะรวมอยู่ด้วย

"รู้เรา" นั้น ก็คงดังที่เจ้าหน้าที่รัฐหลายท่านทั้งจากกระทรวงพาณิชย์กระทรวงการคลังสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน และอีกหลายท่านในภาคเอกชนได้กล่าวไว้ในการสัมมนาครั้งนี้แล้ว และว่าที่จริงก็มีการอภิปรายหรือสัมมนากันอยู่บ่อยครั้งพอสมควร

แต่ "รู้เขา" หรือการล่วงรู้ว่า ประเทศคู่ค้าของเรานั้นเขาเป็นเช่นไร มีนโยบายในการนำเข้าเปิดกว้างหรือปิดแคบแค่ไหน กลับไม่ค่อยจะมีการเผยแพร่สิ่งเหล่านี้มากเท่าไหร่

จึงสมควรชมเชยอย่างยิ่งที่การสัมมนาที่ธนาคารกสิกรไทยคราวนี้ ได้พยายามทำในสิ่งที่เรากลับไม่ค่อยได้ทำนั้น คือได้เชิญคนของหอการค้าอเมริกัน หอการค้าญี่ปุ่น (เจโทร) ตัวแทนประชาคมร่วมยุโรป (อีอีซี) และตัวแทนหอการค้าไทย เยอรมัน มาพูดถึงนโยบายและท่าทีของเขาเกี่ยวกับสินค้าของไทย

ก็ลองพิจารณากันดูว่าท่าทีคู่ค้าสำคัญของไทยเป็นเช่นไร

สหรัฐอเมริกา MR. HAROLD L, VICKERY jr. ผู้แทนหอการค้าสหรัฐอเมริกา บอกว่านโยบายการค้าของประเทศเขานั้น ในปี 2528-2529 ซึ่งคาดว่าค่าเงินเหรียญยูเอสยังแข็งอยู่ จะยังผลให้การแข่งขันทางการค้าของประเทศเขาต้องเสียเปรียบคู่ค้าอีกปีหนึ่ง เพราะฉะนั้นการปกป้องก็จะยังคงเป็นมาตรการสำคัญต่อไป มิฉะนั้นประเทศใหญ่ๆ อย่างเขาก็คงจะเสียดุลการค้าไม่แพ้ "น้องไทย" เป็นแน่แท้

อย่างไรก็ดี ผู้แทนหอการค้าสหรัฐฯ โปรยยาหอมไว้นิดหน่อยว่า ตลาดสหรัฐฯ โดยทั่วๆ ไปยังอยู่ในเกณฑ์เปิดกว้าง สามารถเป็นตัวดูดซับการส่งออกของประเทศต่างๆ ได้อย่างดี เช่นการนำเข้าสิ่งทอจากประเทศไทยก็คาดหมายว่าน่าจะเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 47 เป็นต้น

ญี่ปุ่น ซึ่งดูจะเป็นพระเอกในการสัมมนาครั้งนี้ เพราะทุกคนอยากจะฟังท่าทีเป็นที่สุดนั้น MR. Y. NISHIMURA ประธานของเจโทรหรือหอการค้าญี่ปุ่น กล่าวว่า โดยพื้นฐานแล้ว ประเทศเขาเน้นนโยบายการค้าเสรี เพื่อช่วยกระตุ้นและส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจโลก ทั้งมีนโยบายส่งเสริมการนำเข้า ส่งเสริมความร่วมมือในด้านการลงทุนจากต่างประเทศ มีการลดภาษีศุลกากรไปแล้วหลายครั้ง หลายประเภทของสินค้าและยังได้ปรับปรุงระบบการให้ GSP ไปแล้ว

นอกจากนี้ในประการสำคัญ ญี่ปุ่นได้จัดส่งผู้เชี่ยวชาญและคณะผู้แทนไปต่างประเทศเพื่อให้บริการด้านที่ปรึกษาอย่างมาก ซึ่งประเด็นใหญ่ก็คือการแนะนำกลุ่มผู้ผลิตและกลุ่มผู้ส่งออกของประเทศคู่ค้าว่า ญี่ปุ่นนั้นต้องการสินค้าอะไร คุณภาพอย่างไหน

พร้อมกันนี้ตัวแทนของเจโทรยืนยันว่า ประเทศเขาไม่พยายามใช้มาตรการกีดกันการค้าชนิดใหม่ๆ

สำหรับประเทศไทยในสายตาของประเทศญี่ปุ่น เขาถือว่าไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 27 ปัญหาของประเทศทั้งสองนี้ก็คือ ความพยายามที่จะลดการขาดดุลการค้าของฝ่ายไทยให้อยู่ในสภาพสมดุลแต่ความพยายามนี้ ตัวเขาเห็นว่ามีปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยมากมาย เช่น คุณภาพของสินค้าที่ประเทศไทยส่งออกไปญี่ปุ่น ราคา อุปสงค์ที่มีแนวโน้มลดลงและการเปลี่ยนแปลงทางรสนิยมของผู้บริโภคชาวญี่ปุ่น

ปัจจุบันนี้สินค้าส่งออกจากไทยที่ญี่ปุ่นรับซื้อก็มีรายการหลักๆ คือ ยาง ผลิตภัณฑ์อาหารทะเล น้ำตาล เสื้อผ้า สับปะรด ดอกไม้ประดิษฐ์ ดีบุก อัญมณีและข้าว

ในเรื่องที่เกี่ยวกับลู่ทางในอนาคต ประธานของเจโทรแสดงข้อคิดว่า เป้าหมายการค้าที่กำหนดขึ้นโดยหอการค้าไทยและหอการค้าญี่ปุ่นโดยมีเป้าหมายเพื่อลดความแตกต่างด้านดุลการค้าระหว่างกันนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็คงมิใช่ข้อผูกพันที่จะต้องมีผลบังคับให้เป็นไปตามนั้นเสมอไป

นับว่าเป็นการทิ้งท้ายไว้เป็นคำคมให้คิดโดยเฉพาะ

กลุ่มอีอีซี MR. E. WILKINSON รายงานให้ฟังว่า ปี 2528 นี้ เป็นที่คาดหมายว่ารายได้ประชาชาติของทุกประเทศโดยรวมที่สังกัดอยู่ในกลุ่มอีอีซีจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2.25 เปอร์เซ็นต์ในด้านส่งออกในปี 2527 เคยเพิ่มขึ้น 6.25 เปอร์เซ็นต์ และปี 2528 เขาคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 5.5 เปอร์เซ็นต์

ส่วนในด้านการนำเข้าเขาคิดว่าจะเพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งก็รวมถึงการนำเข้าสินค้าจากประเทศไทย

ขณะเดียวกัน กลุ่มอีอีซีได้มีแผนงานส่งเสริมการค้ากับไทย เช่น สินค้าจำพวกเครื่องหนังและอัญมณีก็จะให้ความช่วยเหลือด้านการปรับปรุงคุณภาพ การหีบห่อและการตลาด

นอกจากนี้สินค้าส่งออกอันดับสองของไทยที่ส่งไปกลุ่มอีอีซีอันได้แก่สิ่งทอและเสื้อผ้าก็สูงถึง 29 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณการส่งออกสินค้าประเภทนี้ของไทย ในปี 2528 กลุ่มอีอีซีคาดว่าจะมีการเพิ่มโควตาให้กับสินค้าสิ่งทอ เส้นใย ผ้าฝ้าย ถุงเท้า เสื้อชั้นในสตรี ซึ่งได้รับประโยชน์จาก GSP ในปริมาณรวมกันถึง 168 ตัน

กลุ่มอีอีซีให้ GSP แก่สินค้าอื่นๆ อีก โดยในปี 2528 จะครอบคลุมถึงสินค้าประเภทถั่วเหลือง สินค้าสัตว์ทะเล หน่อไม้ แยม ยาสูบ และจะพิจารณาโควตาสับปะรดในโอกาสต่อไป

อย่างไรก็ตาม ตัวแทนของลุ่มอีอีซีติงว่า เป็นที่น่าเสียดายที่ไทยไม่ค่อยได้ใช้ประโยชน์จาก GSP อย่างเต็มที่เท่าที่ควร

ผู้แทนหอการค้าไทย - เยอรมัน MR. RINDERMANN ได้กล่าวว่า การประกาศลดค่าเงินมีผลดีต่อการส่งออกของไทย แต่ก็ยังใช้ประโยชน์จาก GSP ที่เยอรมันประกาศให้ไม่เต็มที่เช่นเดียวกับกรณีกลุ่มอีอีซี

เขากล่าวว่า สำหรับไทยแล้ว เยอรมันเป็นคู่ค้าในแง่ตลาดส่งออกที่มีความสำคัญเป็นอันดับสามรองจากญี่ปุ่นและสหรัฐฯ

สินค้าสำคัญที่ไทยส่งไปเยอรมัน ก็เช่นมันสำปะหลัง ดีบุก ปลา และผลไม้กระป๋อง รวมถึงสิ่งทอ คิดเป็นมูลค่าการส่งออกเป็นร้อยละ 17 ของมูลค่าการส่งออกทั้งหมด

สำหรับขณะนี้มันสำปะหลังมีอัตราการเพิ่มต่ำ ส่วนยาสูบ สินค้าเครื่องอิเล็กทรอนิกส์ เสื้อผ้าที่ทอจากขนสัตว์รวมทั้งสินค้าที่มีความยืดหยุ่นต่อรายได้สูง เช่น อัญมณี เฟอร์นิเจอร์ มีแนวโน้มดีขึ้น

เขาเชื่อว่าโอกาสของไทยในตลาดเยอรมันยังมีลู่ทางแจ่มใส หากได้มีการปรับปรุงทางด้านคุณภาพของสินค้า การบรรจุหีบห่อ

และเพื่อให้ได้ข้อมูล ข่าวสารทางด้านการค้าดีขึ้น เขามีข้อแนะนำว่า ผู้ส่งออกและผู้ผลิตของไทยควรให้ความสนใจในการเข้าเป็นสมาชิกของหอการค้าไทย - เยอรมัน

ท่าทีของคู่ค้าของไทยนั้น 4 ตลาดนี้อาจจะไม่ครอบคลุมกว้างขวางและแสดงออกมาอย่างชัดเจนแท้จริง เพราะเงื่อนไขทางเวลาค่อนข้างจะมีอยู่จำกัด

แต่ก็คงจะมีคุณค่าในแง่ที่บัดนี้เราได้เริ่มเข้าสู่จุดที่ถูกทางมากขึ้น คือเริ่มกระทำในสิ่งที่ปราชญ์จีนเคยกล่าวไว้นานนับศตวรรษแล้วนั่นแหละ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.