สงครามปิกอัพระอุ ค่ายอเมริกันส่งสัญญาณบุก


ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์(18 เมษายน 2554)



กลับสู่หน้าหลัก

-โตโยต้า-อีซูซุ-มาสด้า ไม่หวั่นส่งแคมเปญรุกตลาดกลางปี

การโชว์ตัวรถปิกอัพต้นแบบของ 2 ค่ายยักษ์ใหญ่จากอเมริกา คือ ฟอร์ด และเชฟโรเลต ช่วยกระตุ้นบรรยากาศตลาดปิกอัพปี 2554 ให้คึกคัก แม้จะเป็นเพียงรถต้นแบบที่ต้องปรับโฉมให้สอดคล้องกับตลาดเมืองไทยก็ตาม อีกทั้งรถปิกอัพรุ่นใหม่ของทั้ง 2 ยี่ห้อ มีกำหนดเปิดตัวกันจริงๆ ในช่วงปลายปี เป็นช่วงเวลาใกล้เคียงกับค่ายใหญ่คือ โตโยต้า และอีซูซุ ใกล้จะเผยโฉมรถรุ่นใหม่

ในปีที่ผ่านมาตลาดปิกอัพของไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลง ผู้บริโภคส่วนหนึ่งเริ่มหันไปใช้รถยนต์นั่งขนาดเล็ก รวมถึงรถยนต์ประเภทอีโคคาร์ แทน เนื่องจากมีราคาใกล้เคียงกัน หรือรถยนต์นั่งระดับซิตี้คาร์บางยี่ห้อ มีราคาต่ำกว่า อีกทั้งรถยนต์นั่งเกือบทุกรุ่นใช้เครื่องยนต์เบนซิน สามารถใช้น้ำมันเชื้อเพลิงประเภทแก๊สโซฮอล์ ทั้ง E10 หรือ E20 ที่มีราคาไม่สูงนักเป็นพลังงานทดแทนได้

ส่งผลให้สัดส่วนตลาดปิกอัพต่อตลาดรถยนต์นั่งมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่รถปิกอัพมีสัดส่วนการขายที่สูงกว่า จนในปัจจุบันสัดส่วนการขายของปิกอัพ และรถยนต์นั่ง อยู่ในระดับใกล้เคียงกัน

แต่ในปีนี้บรรดาผู้ผลิตปิกอัพมั่นใจว่า สัดส่วนของผู้บริโภคที่ใช้ปิกอัพจะเพิ่มสูงขึ้นอีกครั้งหนึ่ง หลังจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทเบนซินถีบตัวสูงขึ้น ส่วนน้ำมันดีเซลนั้นได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลให้เพดานราคาอยู่ไม่เกินลิตรละ 30 บาท

นอกจากนี้ราคาพืชผลทางการเกษตรจากหลายพื้นที่ของไทยขยับสูงขึ้น ทำให้ปริมาณความต้องการปิกอัพในประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย แม้ค่ายรถยนต์จากอเมริกันจะมีการเผยโฉมรถรุ่นใหม่ก่อนเปิดตัวจริงหลายเดือน แต่ก็ไม่ทำให้ตลาดปิกอัพสะดุดแต่อย่างใด

สำหรับตัวเลขยอดขายปิกอัพ โดยเฉพาะเซกเมนต์ปิกอัพขนาด 1 ตันช่วง 2 เดือนในปี 2554 ที่ผ่านมานั้น พบว่ามีตัวเลขสูงถึง 69,340 คัน เป็นตัวเลขที่เติบโตจากช่วงเดียวกันของปี 2553 ถึง 33% ขณะที่ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายๆ ค่ายมองว่าตลาดรถยนต์รวม และตลาดรถปิกอัพน่าจะมีอัตราการเติบโตราวๆ 10-15% เท่านั้น

แน่นอนมีหลายฝ่ายให้ความเห็นว่า ช่วง 2 เดือนแรกของปีไม่สามารถจะอ้างอิงตัวเลขการขยายตัวของตลาดทั้งปีได้ แต่ด้วยปัจจัยต่างๆ ทั้งราคาพืชผลการเกษตรและการเตรียมเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ๆ น่าจะเป็นแรงผลักดันให้ตลาดขยายตัวเกินกว่าที่คาดไว้ก็เป็นได้

เชฟโรเลตหวังโคโลราโดใหม่
พลิกโฉมตลาดปิกอัพเมืองไทย

ทั้งนี้ การเปิดตัวปิกอัพต้นแบบของค่ายเชฟโรเลต ภายใต้การดำเนินการของกลุ่มเจเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย หรือจีเอ็ม เป็นการส่งสัญญาณรุกแบบเต็มพิกัดของค่ายรถยนต์จากอเมริกา เชฟโรเลต ในประเทศไทย เลือกจังหวะงานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 32 ที่ผ่านมา ในการเผยโฉมปิกอัพโคโลราโดรุ่นใหม่เป็นครั้งแรก พร้อมๆ กับในสหรัฐอเมริกา ถือเป็นการให้ความสำคัญกับตลาดปิกอัพเมืองไทย อาจเพราะตลาดปิกอัพในประเทศไทย เป็นตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐอเมริกา

“ตลาดรถกระบะในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประเทศไทยจึงเหมาะสมที่สุดในการเผยโฉมโคโลราโดรุ่นใหม่ของเรา” มร.มาร์ติน แอพเฟล ประธานกรรมการ ประจำประเทศไทย และภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

ขณะที่ มร.แบรด เมอร์เคล ผู้บริหารระดับสูงด้านสายผลิตภัณฑ์ของจีเอ็ม กล่าวว่า ถึงแม้จะเป็นเพียงรถต้นแบบ แต่ก็สะท้อนให้เห็นถึงแนวทางในการพัฒนารถกระบะเชฟโรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่ในก้าวต่อไป โดยมีการวางแผนเพื่อเปิดตัวออกสู่ตลาดและจัดจำหน่ายจริงในปีนี้อย่างแน่นอน จากรูปลักษณ์อันแข็งแกร่ง ทรงพลัง ล้ำสมัย ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่จะถูกถ่ายทอดจากรถกระบะต้นแบบสู่รถเชฟโรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่นี้ จะทำให้เชฟโรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่ตอบสนองความต้องการในการใช้งานได้ทุกรูปแบบ ทั้งการใช้งานในเชิงพาณิชย์ ไปจนถึงการใช้งานอเนกประสงค์ทั่วๆ ไป

“รถกระบะ มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศไทย และผู้ที่ใช้งานรถกระบะมีความภาคภูมิใจในรถของพวกเขาเป็นอย่างมาก เพราะพวกเขาสามารถใช้รถกระบะในการทำงาน และในชีวิตประจำวันส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ ลูกค้ามีจุดประสงค์และความต้องการใช้งานรถกระบะให้คุ้มค่ามากที่สุด ดังนั้น เครื่องยนต์และโครงสร้างตัวถังจะต้องมีความแข็งแกร่ง ทนทาน และนั่นคือสิ่งที่เราพร้อมจะมอบให้ลูกค้าของเชฟโรเลต โคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดคันนี้” มร.เมอร์เคล กล่าว

มร.อันโตนิโอ ซาร่า รองประธานฝ่ายขาย การตลาด และบริการหลังการขาย บริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเสริมในเวลาเดียวกันว่า โคโลราโด สะท้อนให้เห็นถึงตำนานความแข็งแกร่งของรถกระบะที่อัดแน่นอยู่ในรถโคโลราโด เจเนอเรชั่นใหม่ ที่เตรียมจะเปิดตัวออกสู่ตลาดอย่างเป็นทางการในอนาคตอันใกล้

ความบึกบึนแข็งแกร่ง สมรรถนะอันยอดเยี่ยม และเทคโนโลยีอันล้ำหน้าของรถต้นแบบโคโลราโด จะถูกถ่ายทอดสู่รถกระบะโคโลราโดรุ่นใหม่ล่าสุดของเรา ซึ่งได้รับการออกแบบให้รองรับทุกการใช้งาน ทั้งเชิงพาณิชย์ และการใช้งานส่วนตัว บนถนนธรรมดาทั่วไป และสมบุกสมบันบนเส้นทางออฟโรด

หลังการเปิดตัวเชฟโรเลต โคโลราโดต้นแบบใหม่ ปิกอัพจากค่ายเชฟฯ ถูกจับตาว่า ปิกอัพเจเนอเรชั่นใหม่ อาจสร้างยอดขายได้น่าประทับใจกว่าโฉมก่อน เพราะโคโลราโดโฉมที่จำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน เป็นการพัฒนาต่อทั้งจากรูปโฉม เครื่องยนต์ และโครงสร้างมาจากปิกอัพค่ายอีซูซุ ซึ่งเป็นผลมาจากการถือหุ้นของจีเอ็มในอีซูซุ

แต่โฉมใหม่นั้น จะเป็นการแยกไลน์การผลิตและออกแบบจากกัน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์ให้กับตัวผลิตภัณฑ์ และทำให้ผู้บริโภคมองเห็นถึงความแตกต่างจากระหว่าง 2 แบรนด์ชัดเจนยิ่งขึ้น

ปัจจุบันปิกอัพเชฟโรเลตมียอดขายอยู่ในอันดับ 6 จาก 8 แบรนด์ที่ทำตลาดในประเทศ แม้จะมียอดขายต่ำกว่าปิกอัพจากญี่ปุ่นหลายๆ ค่าย แต่เชฟโรเลตยังมียอดขายสูงกว่าปิกอัพแบรนด์คู่จากอเมริกาคือฟอร์ด ตัวเลขยอดขาย 2 เดือนแรกของปี 2554 นั้น เชฟโรเลต โคโลราโด มียอดขายอยู่ที่ 1,565 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 2.3% ขณะที่ปิกอัพฟอร์ด เรนเจอร์ มียอดขายในช่วงเดียวกันอยู่ที่ 1,326 คัน มีส่วนแบ่งตลาด 1.9% เท่านั้น



อย่างไรก็ดี ตัวเลขนี้เป็นการทำตลาดโดยปิกอัพโฉมปัจจุบันของแต่ละราย ดังนั้นคงต้องดูกันอีกครั้งหลังการพลิกโฉมครั้งใหญ่ของปิกอัพแต่ละเจ้า โดยเฉพาะเชฟโรเลต โคโลราโดใหม่

ฟอร์ดส่งเรนเจอร์ใหม่
บุกตลาดไตรมาส 3

แม้ยังจะไม่มีการเปิดเผยอย่างเป็นทางการ แต่มีหลายกระแสข่าวที่ระบุว่า ฟอร์ด ประเทศไทยอาจใช้จังหวะช่วงไตรมาสที่ 3 ในการเปิดตัวปิกอัพฟอร์ด เรนเจอร์รุ่นใหม่

โดย ฟอร์ด ประเทศไทย เองก็ใช้งานบางกอก มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 32 สำหรับการโชว์ตัวต้นแบบปิกอัพรุ่นใหม่ ก่อนหน้านี้ฟอร์ดได้เปิดตัวรถรุ่นนี้ในงานมอเตอร์โชว์ ที่ประเทศออสเตรเลียเป็นแห่งแรก

แต่สิ่งที่ทำให้ตลาดค่อนข้างตื่นเต้นกับการเปิดตัวเรนเจอร์ใหม่ คือ การที่ฟอร์ดจะเปิดตัวเครื่องยนต์ใหม่สำหรับฟอร์ด เรนเจอร์ถึง 3 รุ่นคือ ทั้งดีเซล และเบนซิน เริ่มจาก ดีเซล ดูราทอร์ค ทีดีซีไอ ขนาด 2.2 ลิตร แบบ 4 สูบ ให้แรงบิดสูงสุด 375 นิวตันเมตร และกำลังสูงสุด 150 แรงม้า และดีเซล ขนาด 3.2 ลิตร แบบ 5 สูบ ให้แรงบิดสูงสุด 470 นิวตันเมตร และกำลังสูงสุด 200 แรงม้า

ปิดท้ายด้วยเครื่องยนต์เบนซิน ดูราเทค ขนาด 2.5 ลิตร แบบ 4 สูบ ให้แรงบิด 226 นิวตันเมตร และกำลังสูงสุด 166 แรงม้า สามารถใช้กับพลังงานทางเลือกแบบ LPG ได้ ในขณะที่รุ่นต้นแบบนั้น ฟอร์ดเสริมอุปกรณ์ต่างๆ เข้าไปอีกมากมาย ได้แก่ การเชื่อมต่อสื่อสารผ่านบลูทูธ ยูเอสบี ไอพอด รวมทั้งระบบควบคุมการสั่งการด้วยเสียง เพื่อสั่งงานวิทยุ ซีดี ไอพอด ยูเอสบี ระบบแอร์อัตโนมัติ โทรศัพท์เคลื่อนที่ ระบบควบคุมการปรับอากาศทั้งร้อนและเย็น ระบบครูซ คอนโทรล รวมถึงหน้าจอสีแสดงผลขนาด 5 นิ้ว พร้อมระบบเนวิเกเตอร์ผ่านดาวเทียม และระบบกล้องมองภาพด้านหลัง (Rear View Camera System) พร้อมด้วยรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และ 4 ล้อ ขณะเดียวกันก็มีระดับความสูงให้เลือก 2 ระดับ โดยรุ่นขับเคลื่อนแบบ 2 ล้อ ไฮ-ไรเดอร์ จะใช้โครงสร้างตัวถังเดียวกันกับรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ

ทำให้มีการประเมินกันว่า การเปิดตัวฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า นอกจากการเน้นถึงขนาดปิกอัพที่ใหญ่ขึ้น เครื่องยนต์หลากหลาย ฟอร์ดน่าจะเสริมจุดขายให้กับตัวผลิตภัณฑ์ในเรื่องอุปกรณ์เสริมเหล่านี้ให้มีความแตกต่าง และเหนือกว่าคู่แข่ง เช่นเดียวกับที่ฟอร์ดใส่อุปกรณ์อำนวยความสะดวกที่อยู่ในรถยนต์ขนาดคอมแพกต์เข้าไปในฟอร์ดเฟียสต้า ซึ่งเป็นรถยนต์ในเซกเมนต์ซับคอมแพกต์ก็เป็นได้

โดยช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ฟอร์ด ประเทศไทย ระบุว่า สามารถทำยอดขายได้ เป็นจำนวนถึง 839 คัน หรือเพิ่มขึ้น 46% เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันในปีที่แล้ว และเป็นยอดขายต่อเดือนที่ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2550 ทั้งนี้เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมสำหรับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่มีการเผยโฉมฟอร์ด เรนเจอร์ใหม่ อย่างไม่เป็นทางการในต่างประเทศ ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา

มาสด้าไม่หวั่น
ส่งแคมเปญดันยอด

ปิกอัพมาสด้า บีที-50 เป็นอีกรุ่นหนึ่งที่ถูกจับตามองว่า ใกล้จะเข้าสู่ช่วงของการปรับโฉมในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าด้วยเช่นกัน หลังจากก่อนหน้านี้ มาสด้า บีที-50 โฉมใหม่ถูกนำออกโชว์ในตลาดต่างประเทศ ซึ่งภาพลักษณ์นั้นถูกออกแบบให้แตกต่างจาก ฟอร์ด ซึ่งเคยเป็นพันธมิตรกันอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ดี แม้จะมีข่าว บีที-50 ใหม่ออกมาเป็นระลอก แต่ยอดขายปิกอัพ บีที-50 โฉมปัจจุบันก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ มาสด้า ปรับกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับ บีที-50 ในช่วงปลายโมเดล ด้วยจุดขายในเรื่องความแข็งแกร่งและความปลอดภัยของช่วงล่างที่เรียกว่า DE-S ส่งผลให้ บีที-50 ยอดขายเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีจำนวนทั้งสิ้นถึง 869 คัน และมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 134.9 % เทียบกับเดือนเดียวกันปีก่อน

มาสด้า เซลส์ (ประเทศไทย) มองว่า การขยายตัวของตลาดปิกอัพในช่วงนี้ ส่วนหนึ่งเพราะการโชว์รถต้นแบบรุ่นใหม่ๆ ทำให้ตลาดมีการตื่นตัว ค่ายรถยนต์ที่ยังไม่มีการเผยโฉมรุ่นใหม่ก็ใช้แคมเปญในการกระตุ้นตลาด อีกทั้งภาคการเกษตร ในเรื่องราคาสินค้าต่างๆ ที่ขยับตัวไปในทิศทางที่ดี ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังซื้อเพิ่มขึ้นด้วย

สำหรับมาสด้านั้น ยังคงทำยอดขายได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วงปลายโมเดล เนื่องจากกลยุทธ์การขาย และโปรโมชั่นที่ออกมานั้น ทำให้ผู้บริโภคตื่นตัว โดยเฉพาะการใช้กลยุทธ์ด้านการเงิน ไม่ว่าจะเป็น ผ่อนดอกเบี้ยต่ำไม่ถึง 1% ดาวน์น้อย ผ่อนนาน รวมทั้งยังให้ฟรีประกันภัยชั้น 1 ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของปิกอัพมาสด้า

ในขณะที่ค่ายใหญ่คือ โตโยต้า ไฮลักซ์ วีโก้ นั้น ตามกระแสข่าวอาจจะปรับโฉมกันในช่วงปลายปี 2554 นี้ และอาจได้เห็นโฉมหน้าคร่าวๆ กันในช่วงงานมหกรรมยานยนต์ ซึ่งการเปิดตัวอย่างเป็นทางการนั้น ยังไม่ชัดเจนว่าจะทันปลายปีนี้หรือไม่ หรืออาจเป็นไปได้ที่จะต้องเปิดตัวในต้นปี 2555

โดยการปรับโฉมของไฮลักซ์ วีโก้ ในครั้งนี้อาจจะเพิ่มขนาดปิกอัพให้ใหญ่ขึ้นอีกเล็กน้อย รวมถึงพัฒนากำลังให้สูงขึ้นในเครื่องยนต์เดิม เนื่องจากที่ผ่านมาปิกอัพคู่แข่งหลายๆ ราย หันไปเน้นทำตลาดเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.5 ลิตร แต่เพิ่มกำลังให้สูงขึ้นกว่าเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตรในปัจจุบัน

เช่นเดียวกันกับอีซูซุ ซึ่งต้องปรับโฉมในช่วงจังหวะใกล้เคียงกันกับคู่แข่ง เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน และเพื่อไม่ให้เสียเปรียบคู่แข่ง อย่างไรก็ดี ยังไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนนักเกี่ยวกับการพัฒนาปิกอัพรุ่นใหม่ของอีซูซุ แต่ในช่วงเวลาที่ทั้งคู่ยังไม่มีการปรับโฉม สิ่งที่ทั้งอีซูซุ และโตโยต้า ใช้แข่งขันกันคือ กิจกรรมการตลาด โดยเฉพาะรูปแบบการจัดโรดโชว์ในพื้นที่ต่างจังหวัด พร้อมกับแคมเปญส่งเสริมการขายเพื่อให้ผู้บริโภคเข้าถึงตัวผลิตภัณฑ์ได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น โดยโตโยต้า ยังคงเดินหน้าแคมเปญ “จิ๊บๆ” เพื่อสื่อให้เห็นถึงความประหยัดของผลิตภัณฑ์และการยอมรับในตลาดที่กว้าง และแพร่หลาย ส่วนอีซูซุนั้นยังคงอาศัยความแข็งแกร่งของเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย พร้อมกับแคมเปญต่างๆ รวมถึงการจัดโรดโชว์ผ่านกิจกรรมหลากหลาย

ดังนั้นจึงมีการคาดการณ์ว่า ตลาดปิกอัพตั้งแต่ไตรมาสที่ 2 ของปีนี้ ช่วงก่อนเปลี่ยนโฉมของหลายๆ แบรนด์ แต่ละค่ายต้องเร่งอัดแคมเปญเพื่อแข่งขันกัน และเมื่อถึงเวลาที่ค่ายหนึ่งค่ายใดปรับโฉมผลิตภัณฑ์ เวลานั้นจะเป็นสัญญาณการแข่งขันที่รุนแรงอีกครั้ง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.