"มันเป็นเรื่องของปัญหาเดิมที่ไม่ได้แก้ไขแล้วโดนซ้ำ"


นิตยสารผู้จัดการ( มกราคม 2528)



กลับสู่หน้าหลัก

ธนดี โสภณศิริ ประธานคณะกรรมการจัดการกลุ่มธุรกิจการค้าของเครือบริษัทเจริญโภคภัณฑ์ซึ่งเคยคร่ำหวอดในแวดวงบริษัทเงินทุนมาก่อน เป็นอีกคนหนึ่งที่เมื่อ "ผู้จัดการ" ขอให้เขาช่วยย้อนกลับไปมองปัญหาที่เกิดขึ้นในรอบปี 2527 ในประเด็นของตัวสาเหตุแล้ว ธนดีดูจะเน้นไปที่ปัญหาตัวผู้บริหารเป็นพิเศษ "ส่วนหนึ่งมีเจตนาไม่บริสุทธิ์ หวังอาศัยสถาบันการเงินเป็นฐานหาผลประโยชน์ส่วนตัวโดยไม่คำนึงถึงหลักการและความถูกต้อง อีกส่วนหนึ่งเกิดจากปรับการบริหารไม่เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม" ธนดีกล่าวในเชิงรายละเอียดลงไปอีกว่า เจตนารมณ์ของการก่อตั้งบริษัทเงินทุนขึ้นมานั้นได้แยกตลาดไว้ชัดเจนไม่ไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์โดยตรง แต่พอทำไปจริงๆ ธุรกิจที่ว่าก็เกิดมีปริมาณไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องหันเข้าไปแข่งกับธนาคารพาณิชย์ ซึ่งก็ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับจากลูกค้าที่ดีๆ เพราะต้นทุนสูงกว่าธนาคาร ส่วนใหญ่ก็เลยต้องทำธุรกิจกับกลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ปล่อยให้บริษัทในเครือตัวเองหรือไม่ก็ทำธุรกิจเก็งกำไร เช่นซื้อขายที่ดิน

หรืออสังหาริมทรัพย์อื่นๆ เป็นต้น

"เมื่อเขาต้องหันไปเล่นแต่พวกสินทรัพย์สภาพคล่องต่ำ ภายใต้สถานการณ์ปกติ คือมีเงินฝากเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็คงประคองธุรกิจไปได้ จะเสียหายบ้างก็ตรงที่ดอกเบี้ยเงินฝากต้องจ่ายคนฝากเงิน แต่ที่ดินเกิดยังขายไม่ได้ และถ้าเป็นในสภาพไม่ปกติคือ ฝากไม่เพิ่มแถมคนยังรุมถอนเงินจะเรียกคืนเงินจากลูกหนี้ก็ไม่ได้ จะขายที่ดินก็ยังไม่มีคนซื้อ เพราะกำลังซื้อของคนต่ำ ดอกเบี้ยแพงเงินหายาก ปัญหาก็เกิดขึ้นอย่างที่พบเห็นกันในรอบปีที่ผ่านมา"

ธนดี ลำดับปัญหาเป็นขั้นตอนให้ฟัง

สำหรับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งนับเป็นวิกฤตการณ์ทางการเงินครั้งใหญ่นี้ ธนดีกล่าวว่า มันเป็นปัญหาที่เขาเคยคาดหมายไว้ว่าสักวันจะต้องลงเอยเช่นที่เห็น

เพียงแต่เขาไม่คิดว่าจะรุนแรงขนาดสั่นสะเทือนไปทั้งระบบและมีบริษัทนับสิบๆ แห่งต้องประสบชะตากรรมอย่างน่าสมเพชเช่นที่เกิดขึ้นแล้วเท่านั้น

"สิ่งที่ทำให้ผมพอจะคาดหมายได้ก็เพราะอย่างที่บอกคือ ปัญหาของบริษัทเงินทุนมันมีมานานแล้ว และมัน

ค่อยๆ สะสมมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สาเหตุที่มันต้องมีอันเป็นไปอย่างรุนแรง หลังจากผมลองทบทวนดูแล้ว ผมเชื่อว่า

มันเป็นเรื่องของปัญหาเดิมที่ไม่ได้แก้ไขแล้วซ้ำเติมด้วยปัญหาใหม่จากสถานการณ์ภายนอก คือปัญหาเศรษฐกิจและการเงินในช่วงสองสามปีหลังนี้" ธนดีอธิบายถึงสิ่งที่อยู่นอกการคาดหมายให้ฟังพร้อมกับเสริมว่า

"ปัจจัยทั้งของเก่าและของใหม่นี่เอง ทำให้หลายบริษัทมีปัญหา ผู้ถือตั๋วสัญญาใช้เงินก็เริ่มไม่มีความเชื่อมั่น

บริษัทเงินทุน จากแห่งหนึ่งไปสู่อีกแห่งหนึ่ง แล้วก็ทั้งระบบในที่สุด"

อีกสาเหตุหนึ่ง ธนดีมองว่า น่าจะเป็นเพราะธุรกิจบริษัทเงินทุนยังเป็นของใหม่ กฎหมายหรือระเบียบต่างๆ

ตามผู้ประกอบการไม่ทัน มักจะออกมาตามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว ทั้งไม่เคยมี MASTER PLAN เอาแต่รอให้เกิดปัญหาแล้วจึงแก้ มันจึงกลายเป็น CRISIS MANAGEMENT ไป

"เขี้ยวเล็บของกฎหมายก็ไม่ค่อยมี ขั้นตอนมีมากมาย ถ้าเขียนไม่ชัดคนทำผิดหลุดหมด คนก็เลยไม่กลัว อีกอย่างหนึ่งกลไกการควบคุมและระบบรายงานของเราก็เป็นตัวสะสมปัญหาถึงแม้ว่าคนควบคุมจะมีความรู้ความซื่อสัตย์และความสามารถส่วนตัวสูงปานใด แต่ระบบของเรายังเป็นระบบรับชอบแต่ไม่รับผิด มันจึงเป็นธรรมดาที่คนเราจะชอบแต่ทำของดีๆ ส่วนของที่มีปัญหาหรือของไม่ดีไม่มีใครอยากสอดมือเข้าไปยุ่ง เพราะทำไปก็ไม่ได้ดีอะไรกับตัว ระบบนี้มีทั้งภาครัฐบาลและภาคเอกชน ตอนผมเรียนหนังสือเขายังเคยสอนไว้เลยว่า ในการแก้ปัญหาในกรณีที่เรายังไม่สามารถวิเคราะห์ตัวปัญหาที่แท้จริงได้ วิธีแก้อย่างหนึ่งในหลายๆ อย่างก็คือ รอให้ปัญหามันลุกลามมากขึ้น ถึงจุดหนึ่งแล้วปัญหามันจะแก้ด้วยตัวของมันเอง หรือไม่ก็จะทำให้เห็นปัญหาที่แท้จริง จากนั้นค่อยมาคิดแก้กัน"เขากล่าวในตอนหนึ่ง

ธนดีดูจะเชื่ออย่างมากว่า จากวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่ายิ่งในการบริหารธุรกิจการเงินสืบไปในภายภาคหน้า

เขาได้ให้ความเห็นในเชิงข้อชี้แนะว่า โลกธุรกิจสมัยนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิดกับเศรษฐกิจและสังคมทั้งในและนอกประเทศ ทางด้านรัฐบาลเองก็เข้ามามีส่วนต่อการดำเนินงานเพิ่มมากขึ้น เพราะฉะนั้นการจะอาศัยการบริหารงานแบบครอบครัวคงจะไปไม่ได้ไกล ส่วนการบริหารงานสมัยใหม่ จะนำความรู้สึกมาใช้ในการตัดสินใจอย่างเดียวก็คงไม่ได้ จะต้องอาศัยข้อมูลมาประกอบด้วย การกระจายอำนาจให้กับพนักงานที่มีความรู้และประสบการณ์จึงเป็นเรื่องจำเป็น

"ผมเคยอ่านหนังสือ IN SEARCH OF EXCELLENCE ซึ่งเขาได้สรุปธุรกิจสมัยใหม่ที่ประสบความสำเร็จว่า มักจะประกอบด้วยปัจจัย 8 ประการที่สำคัญ คือ หนึ่ง - เน้นการเข้าถึงลูกค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ สอง -เน้นการทำให้เกิดผลงานกับบริษัทเป็นหลัก สาม -ให้อิสระในการดำเนินงาน ส่งเสริมให้พนักงานเป็นนักบุกเบิก สี่ -มุ่งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพ โดยมีพนักงานร่วมมือ ห้า -สร้างค่านิยมในการทำงาน หก -ขยายงานในธุรกิจที่ตนชำนาญ เพราะคนเราจะเก่งไปหมดทุกอย่างไม่ได้ เจ็ด -จัดองค์กรไม่ให้มีงานซ้ำซ้อน และแปด -มีระบบการควบคุมที่ยืดหยุ่นคือมีทั้งตึงและหย่อนคู่กันไป"

คำชี้แนะเพื่อสร้างความเป็นเลิศนี้ ธนดีบอกว่าคงสามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกธุรกิจ ซึ่งแน่นอนว่า คงไม่มีใครหวงลิขสิทธิ์ น่าเสียดายตรงที่เรามีแต่ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเท่านั้นแต่คุณภาพของนักธุรกิจกับไม่ได้เพิ่มขึ้นเป็นสัดส่วนตามปริมาณ

"อาจจะเป็นเพราะลักษณะของธุรกิจมันกึ่งผูกขาด เพราะมีอภิสิทธิ์เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็เลยสร้างบรรยากาศของการบริหารงานที่ไม่จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพหรือต้องพึ่งพาความรู้ความสามารถมากนัก ทั้งหมดนี้ก็เลยไม่ได้เอื้ออำนวยให้มีการสร้างนักบริหารและการบริหารแบบมืออาชีพขึ้นมา" นักสังคมวิทยาและจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยมหิดลคุยให้ "ผู้จัดการ" ฟังระหว่างการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องนี้

"สมัยนั้น เอ็มบีเอไม่สำคัญหรอก สำคัญว่าคุณรู้จักพลเอกคนไหนบ้างและสัมปทานนี้ใครสั่งมาให้คุณ" นักธุรกิจเก่ารุ่นลายครามพูดเสริมให้ "ผู้จัดการ" ฟัง

แต่ในด้านสินค้าอุปโภคบริโภคกลับตรงกันข้าม อาจจะเป็นเพราะสินค้าอุปโภคบริโภคนั้นไม่ได้อยู่ในขอบข่ายที่บรรดานักคว้าอภิสิทธิ์จะสนใจเพราะยุ่งยากกำไรช้า ในวงการนี้กลับเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วพอสมควร และก็ได้สร้างคนขึ้นมาเป็นมืออาชีพก็ไม่น้อยรวมทั้งองค์กรของไทยด้วย

"เหตุผลหนึ่งที่กลุ่มสหพัฒนเขาเก่งขึ้นมามากเพราะเขาต้องดีลกับบริษัทฝรั่งเช่นลีเวอร์หรือคอลเกตมานานแล้ว ฉะนั้นเขาได้มีโอกาสพัฒนาคนของเขาเองมาตลอด" ไพบูลย์ สำราญภูติ ผู้จัดการทั่วไปของบริษัทพัฒนาที่ดินเพื่ออุตสาหกรรมให้เหตุผลกับเรา

แม้แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหญ่เช่นเครือซิเมนต์ไทยนั้นก็ไม่ได้ดีไปกว่าด้านอื่นในเรื่องระบบและความเป็นมืออาชีพ เครือซิเมนต์ไทยนั้นว่าไปแล้วเริ่มจะสนใจในการพัฒนาและทำงานอย่างมืออาชีพกันจริงๆ ก็ไม่เกิน

10 - 15 ปีที่ผ่านมานี้เอง

สำหรับธุรกิจในด้านการเงินนั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่จากการที่ธนาคารต่างๆ ในสมัยนั้นอยู่ภายใต้กลุ่มครอบครัวกันแล้วจะเห็นได้ชัดว่าการพัฒนาคนขึ้นมานั้นโดยให้โอกาสและให้อำนาจแทบจะไม่มีทีเดียว อาจจะมีเพียง

บุญชู โรจนเสถียร เท่านั้นกระมังที่โชคช่วยและจังหวะให้ทำให้กายเป็นบุคคลนอกตระกูลโสภณพนิชที่สามารถจะเข้ามาบริหารและสร้างให้ตัวเองเป็นมืออาชีพขึ้นมา

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วบุคลากรที่มีคุณภาพในด้านการเงินก็เป็นทรัพยากรที่ขาดแคลนอย่างมากๆ

"มันเป็นเพราะว่าสมัยก่อนนั้นการบริหารธนาคารมันไม่ยาก บุกตลาดให้เป็น ควบคุมภายในให้ดี มันก็ไปได้ คุณอย่าลืมว่าสมัยก่อนอัตราดอกเบี้ยอัตราเดียวนานๆ จะขึ้นจะลง ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่การผันแปรทางการเงิน

มันเกิดขึ้นแบบวันต่อวัน เราเองก็ค้าขายกับต่างประเทศมาก ภาวะดอกเบี้ยของโลกมีส่วนกระทบกันภาวะการเงินของเมืองไทย แต่ก่อนนี้ DEFICIT ของอเมริกายังน้อย ไม่เหมือนเดี๋ยวนี้ที่กว่า 200 พันล้านเหรียญ ซึ่งประเทศอื่นกำลัง FINANCE DEFICIT ของอเมริกาอยู่อย่างขมขืนโดยตัวเองไม่มีทางเลือกภาวะการแบบนี้สมัยก่อนไม่มีใครเคยเจอ ก็เลยทำให้เขามองไม่เห็นว่าควรจะรีบพัฒนาคนในด้านนี้ไปทำไม"อดีตข้าราชการธนาคารชาติที่เกษียณแล้วพูดให้ฟัง

ในด้านหนึ่งก็คงจะเป็นเช่นนั้นแต่มองดูอีกแง่หนึ่งแล้วเราจะเห็นว่าจากการที่ธนคารอยู่ในมือของกลุ่มตระกูลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโสภณพนิช ล่ำซำ เตชะไพบูลย์ รัตนรักษ์ เช่นนี้แล้ว มันไม่มีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะต้องรีบเร่งพัฒนาคนนอกให้เข้ามาทำงานแทนตน สู้รอพัฒนาลูกหลานของตัวเองไม่ดีกว่าหรือ

"ก็คงจะเป็นการขยายตัวของธุรกิจที่มันขยายเร็วมากจนพวกนี้ในที่สุดก็ต้องขยายตามเลยต้องหันมาพัฒนาคนนอกให้เข้ามาช่วยบริหารมากขึ้น "อดีตข้าราชการธนาคารแห่งประเทศไทยคนเดิมกล่าว

ค้าขายยุคหลัง 14 ตุลาคม นอกจากแรงกดดันทางการเมืองที่ถูกเปิดแล้วโจทย์ใหม่ของการค้าก็เกิดด้วยนักประวัติศาสตร์ในอนาคตอาจจะให้เหตุการณ์ตอน 14 ตุลาคม เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมือง

สำหรับ "ผู้จัดการ" แล้ว 14 ตุลาคมไม่มีความหมายเพียงการลุกฮือขึ้นมา เพื่อต้องการสิทธิทางการเมืองขั้นพื้นฐาน หากแต่ยังมีความหมายไปถึงยุคสมัยใหม่ของการค้าขายอีกด้วย

สำหรับพ่อค้าอภิสิทธิ์ทั้งหลายที่เกาะติดถนอมและประภาสนั้น วันที่ถนอมและประภาสต้องขึ้นเครื่องบินจากแผ่นดินไทยไปในตอนนั้นเป็นเหมือนลางบอกเหตุพวกเขาว่า วันเก่าๆ ที่เคยมีความสุขจากการขออภิสิทธิ์ คงจะหมดไป แล้ว

ตั้งแต่นี้ต่อไปก็คงจะต้องใช้สมบัติเก่าที่รวยมาจากอภิสิทธิ์ให้เป็นประโยชน์ การชะงักงันของการลงทุนตอนหลัง 14 ตุลาใหม่ๆ นั้นแท้ที่จริงแล้วคือการคอยเฝ้าดูว่าใครจะขึ้นมาต่อไปและจะเกาะใครต่อไปได้ หาใช่เพราะมันมีนักศึกษามาวุ่นวายมากนักก็เลยไม่กล้าลงทุน

"สำหรับพ่อค้าแล้วเขาจะรอดูว่าใครจะมากุมอำนาจ ถ้ารอไปนานๆ เขายังหาตัวคนขึ้นมามีอำนาจนานๆ แบบถนอมประภาสไม่ได้ เขาก็ลงทุนเหมือนกันแต่เขาก็ต้องเลือกลงทุนเพราะมันไม่ sure 100% เหมือเมื่อก่อนแล้ว" นักสังคมวิทยาจากมหิดลคนเก่าพูดให้ฟัง ความจริงระบบอภิสิทธิ์ก็ยังคงอยู่หลังจากถนอมและบารมีไม่ด้อยไปกว่าถนอมและประภาสแน่ๆ

แต่ว่าคนหรือจะฝืนลิขิตฟ้า การตายของพลเอกกฤษณ์ สีวะรา นั้นเท่ากับเปิดบทใหม่ในเรื่องธุรกิจในเมืองไทยอีกครั้งหนึ่ง แม่โขงที่คิดว่าสุราทิพย์น่าจะลอยลำเข้ามาก็กลับเป็นมหาราษฎร์ เพราะระบบ "ท่านเอาไปเท่านี้แล้วให้ผมได้สัมปทานไป" มันหมดไป พ่อค้าทุกคนต้องหัดทำความรู้จักกับคำว่า "ผลประโยชน์ที่รัฐควรจะได้" ธุรกิจอื่นๆ ก็เช่นกัน สำหรับธุรกิจการเงินนั้นบทใหม่ก็กำลังถูกเปิดขึ้นเช่นกัน

เมื่อมีการให้ใบอนุญาตประกอบกิจการเงินทุนหลักทรัพย์จากกระทรวงการคลังนั้นผู้ที่วางแผนให้ไม่ได้ตั้งใจจะให้เป็นจำนวนมากเช่นนั้น

"เราจะค่อยๆ ปล่อยให้โดยเราจะให้เวลาในการพัฒนาคนขึ้นมาเพื่อเข้ามารองรับสถาบันการเงินเหล่านี้"เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังที่ร่วมในการทำโครงการนี้เผยกับผู้จัดการ

"มันกลายเป็นแหล่งหาผลประโยชน์ทางการเงินของพรรคการเมืองที่มีอำนาจ เพราะในอนุญาตใบหนึ่งซื้อขายกันประมาณ 10-20 ล้านบาทเรียกกันได้ว่าต้องเสียเงินก็แล้วกัน เสียมากเสียน้อยก็ต้องเสียถ้าจะเอาใบอนุญาตมาเปิดบริษัทเงินทุน" เจ้าหน้าที่คนเดิมกล่าวต่อ

ใบอนุญาตเหล่านี้ส่วนหนึ่งสถาบันการเงินเก่าคือธนาคารได้เอาไปเสริมสร้างฐานตัวเองให้เหมือนหนวดปลาหมึกที่เพิ่มขึ้นอีกเส้นหนึ่ง

อีกส่วนหนนึ่งกว่า 50% ของใบอนุญาตทั้งหมดตกอยู่ในมือของพ่อค้าใกล้ชิดกับเผด็จการ เช่น

โค้วเฮงท้ง (เงินทุนหลักทรัพย์สหไทย) บุญ บังสุบรรณ (จักรวาลทรัสต์) พลตำรวจเอกพันธุ์ศักดิ์ วิเศษภักดี (คอมเมอร์เชียลทรัสต์) ผิน คิ้วไพศาล (เฟร์สทรัสต์) วัลลภ ธารวณิชกุล หรือ จอห์นนี่มา (นทีทอง-เอเอฟที และซินเซียร์ทรัสต์)ฯลฯ

อีกส่วนหนึ่งอยู่ในมือผู้ประกอบการที่ร่ำรวยมาจากยุคเผด็จการโดยไม่ได้อยู่วงในหากแต่เป็นคนในวงการเดียวกัน ในกลุ่มนี้ก็ยังมีที่เป็นผู้ประกอบการและร่ำรวยขึ้นมาเพราะความสามารถของตนเองด้วยเช่น

สุพจน์ เดชสกุลธร (เยาวราชไฟแนนซ์) ชวลิต หล่อไพบูลย์ (เงินทุนหลักทรัพย์ไพบูลย์) สมศักดิ์และสมยศ

วนาสวัสดิ์ (เงินทุนบางกอกรัษฎาทรัสต์) ที เอส ดัน (สากลเคหะ) วิวัฒน์ สุวรรณภาศรี (ส่งเสริมเงินทุนไทย) ฟูฟูคุณหลอง (สยามเงินทุน) และยังมีอีกมากมายฯลฯ จะเห็นได้ชัดเจนว่าในบรรดาที่กล่าวมานี้ส่วนใหญ่ หรือจะเกือบทั้งหมดหาได้เป็นนักบริหารสถาบันการเงินมืออาชีพเลยและในบรรดาทั้งหมดนั้นก็หาได้มีผู้ไดเคยบริหารทางการเงินมาก่อน

อันนี้เป็นจุดบอดของกระทรวงการคลังและธนาคารชาติและจุดนี้คือจุดที่หน่วยราชการทั้งสองแห่งจะต้องถูกตำหนิและต้องรับผิดชอบด้วยต่อการล้มของสถาบันการเงินต่างๆ ในพุทธศักราช 2527

จากรายชื่อที่"ผู้จัดการ" เอ่ยขึ้นมา เราสามารถจะยกตัวอย่างบางคนแล้วแจกแจงได้ว่าใครมีประสบการณ์มาจากด้านใด

ชื่อ อาชีพเดิม

1. สุพจน์ เดชสกุลธร ปั๊มน้ำมัน

2. ชวลิต หล่อไพบูลย์ ขายกางเกงในทีเจ

3. สมยศ/สมศักดิ์ วนาสวัสดิ์ ขายยา

4. ฟู ฟูคุณหลอง ทำเหมือง

ฯลฯ

เพียงแต่คนพวกนี้รู้จักฉกฉวยโอกาสและสร้างสายสัมพันธ์กับผู้หลักผู้ใหญ่ คนพวกที่เป็นผู้ประกอบการเหล่านี้น้อยคนที่จะมีการศึกษาสูง ส่วนใหญ่จะปากกัดตีนถีบมาตั้งแต่หนุ่มแล้วสู้มาด้วยความมานะ เกือบจะร้อยทั้งร้อยจะเป็นลูกจีนที่เคยลำบากมาก่อนแล้วมีความทะเยอทะยานจะต้องพิสูจน์ให้โลกและคนที่เคยดูถูกดูหมิ่นเห็นว่าตัวเองแน่

"มันเป็นปมด้อยของคน คุณเคยเจ็บช้ำน้ำใจอะไรมาก่อน พอคุณเริ่มมีเงินขึ้นมาคุณจะไม่พอใจกับมันคุณจะมีมากขึ้นเพราะสิ่งแวดล้อมของคนพวกนี้ตั้งแต่เด็กคือบรรยากาศของการถูกอำนาจเงินตรากดมาตลอด เพราะฉะนั้นคนพวกนี้เชื่ออยู่อย่างเดียวว่าอำนาจที่แท้จริงนั้นคืออำนาจของเงิน"นักจิตวิทยาจากมหิดลพูดให้ฟัง

"บริหารบริษัทเงินทุนนั้นดูว่าง่ายมันก็ง่ายแต่ถึงจุดจุดหนึ่งคุณต้องใช้ความสามารถและความรู้จริงๆ เช่น

LIABILTY MANAGEMENT นี่ไม่ใช่คุณจู่ๆ เข้ามาในวงการนี้แล้วคุณจะทำได้ทันที"นักบริหารบริษัท

แนวทางการลงทุน ทุกคนมุ่งไปที่ของตายคือการลงทุนที่ดินมีเหตุผลอยู่บางประการที่นำไปสู่การวินาศวิสันตะโรของสถาบันเงินทุนในปี 2527

ประการแรกคือการที่ฐานของธนาคารไม่กว้างพอที่จะรองรับการเจริญเติบโตของบรรดาผู้ประกอบการส่วนที่ต้องการจะโตให้เร็วกว่าเดิม

เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงในสังคมธุรกิจเมืองไทยว่า เราขาดระบบ VENTURE CAPITAL คือการที่มีสถาบันการลงทุนมาร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการที่มีความคิดความสามารถแต่ขาดเงินทุนดำเนินการ)



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.