วีดีโอการ์ตูนญี่ปุ่น กำลังถูกพลิกโฉม

โดย เดือนเพ็ญ ลิ้มศรีตระกูล
นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2538)



กลับสู่หน้าหลัก

เด็กๆ ที่นิยมชมชอบหนังการ์ตูนทุกคน น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักชื่อบริษัท วิดีโอสแควร์ เพราะวิดีโอการ์ตูนญี่ปุ่นมากมายที่เด็กๆ ชื่นชอบนั้นล้วนแล้วแต่เป็นลิขสิทธิ์ของวิดีโอสแควร์ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอน อิกคิวซัง ดรากอนบอล หรือเซเลอร์มูน ที่เป็นขวัญใจของคุณหนู

คนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของวิดีโอสแควร์คือ ร.ต.อ.อำพล ภูมิวสนะ ซึ่งสะสมวิทยายทุธ์ในวงการการ์ตูนมาเกือบ 20 ปี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการบริษัทวิดีโอสแควร์ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

อำพลเริ่มเข้าสู่โลกหนังการ์ตูนญี่ปุ่นหลังจากได้รับการชักชวนจาก "ประมุท สูตระบุตร" ในสมัยนั้นเป็นผู้อำนวยการองค์การสื่อสารมวลชน ให้เข้ามาร่วมงานในตำแหน่งหัวหน้าแผนกธุรกิจที่สถานีโทรทัศน์ช่อง 9 ขณะนั้นอำพลยังรับราชการตำรวจอยู่ แต่ด้วยความที่อยากใช้วิชาการบริหารธุรกิจที่ร่ำเรียนมาให้เกิดประโยชน์เขาจึงลาออกจากราชการมาทำงานให้ช่อง 9 ตามคำชักชวน

ภารกิจสำคัญที่อำพลได้รับมอบหมายให้ทำคือการทำให้เรตติ้งของช่อง 9 ซึ่งอยู่ในสภาพที่ตกต่ำมากกระเตื้องขึ้นมาให้ได้ ยุคนั้นภาพยนตร์กำลังภายในของช่อง 3 เป็นที่นิยมชมชอบของผู้ชมทั่วประเทศโดยเฉพาะเรื่องกระบี่ไร้เทียมทาน กระแสความนิยมดังกล่าว ทำให้ช่อง 9 ซึ่งเคยเป็นผู้ผลิตละครดังๆ อยู่ในสถานะลำบาก

ช่วงแรกอำพลคิดแก้ปัญหาด้วยการนำภาพยนตร์ชีวิตรักอมตะของจีนนำเข้ามาฉายเพื่อดึงคน แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม แม้ต้องลงทุนถึงขนาดฝืนกฎ กบว. ด้วยการถ่ายทอดเสียงภาษาจีนทางวิทยุเพื่อหวังดึงดูดความสนใจจากคนจีนก็ตาม

เมื่อไม่ประสบความสำเร็จกับหนังหนังอมตะของจีน อำพลก็ตัดสินใจนำหนังการ์ตูนญี่ปุ่นเข้ามาฉาย เพราะได้ความคิดจากการสังเกตพฤติกรรมของลูกชาย 4 คนของเขาที่วันๆ สนใจดูแต่หนังการ์ตูนอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อได้รับความเห็นชอบจากประมุท เขาก็เริ่มนำหนังการ์ตูนประเภทหุ่นยนต์ต่างๆ เข้ามาฉาย

"หนังการ์ตูนที่ผมซื้อมาฉายในช่วงแรกเป็นประเภท Super Natural ทั้งหลาย เพราะต้องการเอามาสู้กับหนังกำลังภายในของช่อง 3 ตอนนั้นเราไม่ได้คิดถึงผลประโยชน์ที่ อ.ส.ม.ท.จะได้ ต้องการเพียงดึงเรตติ้งก่อน นอกจากนี้เอเยนซี่ที่เราไปขายโฆษณาก็ไม่สนใจ เขาว่าเด็กเป็นกลุ่มผู้ชมที่ไม่มีอำนาจซื้อ ขณะที่ผมมองในมุมกลับกันว่าเด็กนี่แหละที่จะลงไปนอนดิ้น เพื่อบีบบังคับให้พ่อแม่ควักกระเป๋าซื้ออะไรทุกสิ่งที่เขาต้องการได้แต่ช่วงนั้นความคิดของผมยังไม่ได้ผล" อำพลย้อนอดีตให้ฟัง

แต่ในที่สุดความคิดของเขาก็เป็นผล หลังจากนำหนังการ์ตูนหุ่นยนต์มาฉายได้ประมาณ 1 ปี เขาก็ไปได้ลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนเรื่องโดราเอมอน แมวมหัศจรรย์มาในช่วงที่หนังสือการ์ตูนเรื่องนี้กำลังอยู่ในความสนใจของนักอ่าน

และแมวโดราเอมอนนี่แหละที่เข้ามาช่วยชุบชีวิตของช่อง 9 ไว้ได้ หลังจากที่โดราเอมอนดังแล้ว หนังการ์ตูนญี่ปุ่นทุกเรื่องที่มาฉายทางช่อง 9 ขายดีหมด ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่สถานีโทรทัศน์สามารถหารายได้หลักได้จากหนังการ์ตูน จากอดีตที่ฉายเป็นของแถม

นอกจากช่อง 9 จะได้ดีกับหนังการ์ตูนแล้วตัวอำพลเองก็กลายเป็นผู้ที่มีสายสัมพันธ์กับบริษัทที่ขายการ์ตูนของญี่ปุ่นที่ดีที่สุดในประเทศไทยคนหนึ่งไปด้วย โดยเฉพาะสายสัมพันธ์กับนายฮิโนชิ คอนโด ผู้บริหารระดับสูงของแอนิเมชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนญี่ปุ่นสำหรับฉายทางโทรทัศน์และวิดีโอรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ลิขสิทธิ์หนังการ์ตูนดังๆ ในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นโดราเอมอน อิคคิวซัง นินจาฮาโตริ ดรากอนบอล รวมทั้งเซเลอร์มูนก็ล้วนแต่อยู่ในมือเขาทั้งสิ้น

หลังจากสร้างความสำเร็จให้กับช่อง 9 แล้ว อำพลก็โบกมืออำลา อ.ส.ม.ท.มาทำธุรกิจส่วนตัว คือ เปิดบริษัทจำหน่ายเครื่องมือสื่อสาร รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาซึ่งรับผิดชอบหน้าที่ติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์หนังจีนและหนังการ์ตูนญี่ปุ่นให้กับบริษัทผู้ผลิตวิดีโอในเมืองไทยควบคู่กันไปด้วย

"ผมเป็นคนแรกที่ทำวิดีโอลิขสิทธิ์ในประเทศไทยโดยติดต่อขอซื้อลิขสิทธิ์หนังกำลังภายในจากทีวีบีให้กับบริษัทเบสท์ ซึ่งเป็นผู้ทำวิดีโอลิขสิทธิ์เจ้าแรกในไทยเช่นกัน เริ่มจากเรื่องกระบี่ไร้เทียมทานและอื่นๆ อีกมากมาย"

หลังจากเบสท์เลิกราวงการไป วิดีโอสแควร์ก็ดึงตัวอำพลมานั่งเป็นที่ปรึกษา หน้าที่หลักของเขาคือ การติดต่อซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนญี่ปุ่นเพื่อมาทำวิดีโอ ซึ่งเดือนๆ หนึ่งวิดีโอสแควร์ผลิตวิดีโอการ์ตูนออกสู่ตลาดประมาณ 15 เรื่อง เกือบทั้งหมดเป็นวิดีโอที่ถูกลิขสิทธิ์ทั้งสิ้น

"แม้ว่าจะพูดว่าที่ผ่านมาเราไม่เคยมีปัญหาลิขสิทธิ์เพราะเราเป็นเจ้าเดียวที่ติดต่อซื้อลิขสิทธิ์วิดีโอ แต่ก็มีบางเรื่องที่การขอลิขสิทธิ์ล่าช้า เราจึงต้องผลิตออกไปขายก่อนที่จะย้อนไปเสียค่าลิขสิทธิ์หลังจากที่ตำลงกันได้ เพราะหากไม่ทำเช่นนั้นก็จะมีบริษัททำการ์ตูนผีจริงๆ ออกมาก่อน ดังนั้น ในช่วงที่กฎหมายลิขสิทธิ์จะมีผลบังคับในวันที่ 21 มีนาคม 2538 เราก็มีการการรองรับ คือ ตั้งบริษัทนีโอ อินเตอร์เนชั่นแนล ขึ้นมาใหม่เพื่อทำหน้าที่ขอลิขสิทธิ์โดยเฉพาะ"

นอกจากนี้วิดีโอสแควร์ยังกำลังเผชิญกับการท้าทายจากบริษัท ไรท์ พิคเจอร์ ซึ่งเริ่มหันมาจับตลาดการ์ตูนในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากไรท์ พิคเจอร์ พยายามที่จะเข้ามาสู่ตลาดนี้ ด้วยการเสนอซื้อลิขสิทธิ์กับผู้ผลิตในราคาแพงกว่าที่วิดีโอสแควร์เคยซื้อได้ เพื่อแก้ปัญหาที่บริษัทไม่สามารถซื้อลิขสิทธิ์การ์ตูนได้ในช่วงแรกเพราะไม่เป็นที่รู้จัก

การเข้ามาของไรท์ พิคเจอร์ นอกจากจะทำให้ราคาลิขสิทธิ์วิดีโอหนังการ์ตูนญี่ปุ่นสูงขึ้นมา 4-5 เท่าแล้ว ญี่ปุ่นยังมีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีการขายลิขสิทธิ์จากเดิมที่ขายในราคาเหมาเรื่องละประมาณ 500-1,000 ดอลลาร์ในช่วงเวลากาถือครองลิขสิทธิ์ 3-5 ปี มาเป็นการคิดค่าลิขสิทธิ์เป็นเปอร์เซ็นต์จากยอดผลิตคูณด้วยราคาขาย โดยค่าลิขสิทธิ์คงจะอยู่ระหว่าง 8-15% ซึ่งจะทำให้ราคาลิขสิทธิ์สูงขึ้นอย่างแน่นอนด้วย

"ตลาดนี้เป็นตลาดที่เราคุมมานาน ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเราก็ต้องปรับตัวให้อยู่ในตลาดนี้ให้ได้" อำพลยืนยันสถานภาพให้กับวิดีโอสแควร์



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.