ปี 54 เทคโนโลยีกลืนเมือง ไอทีแปลกใหม่ยุคลูกผสม


ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์(7 มกราคม 2554)



กลับสู่หน้าหลัก

ปี 2554 ความร้อนแรงของกระแสเทคโนโลยีได้รับการคาดการณ์ว่าจะระอุยิ่งขึ้น เป็นยุคที่ดิจิตอลลูกผสมจะสร้างประสบการณ์แปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลากหลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมต่อระหว่างชีวิตกับโลกอินเทอร์เน็ตที่แทบจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตมากยิ่งขึ้น จากอุปกรณ์พันธุ์ใหม่ที่จะพาเหรดกันมาเขย่าเมือง ไม่ว่าจะเป็น แท็บเลต สมาร์ทโฟน และสมาร์ททีวี ที่พร้อมจะโหมกระพือพายุลูกใหม่ๆ ที่จะกระหน่ำตลอดปีกระต่ายนี้

การเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีเกิดขึ้นทุกปี แต่ในปีกระต่ายนี้เทคโนโลยีน่าที่จะสร้างความหรรษาที่มากมายสีสันยิ่งขึ้น เพื่อสร้างสะพานนำพาผู้คนเปลี่ยนถ่ายไปสู่ยุคดิจิตอลแบบเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

“สิ่งที่จะเกิดขึ้นในปี 2554 คือยุคลูกผสม Hybrid & Transform ที่เป็นการผสมผสานระหว่างไอทียุคเก่าและยุคใหม่”

เป็นคำกล่าวของ ประสิทธิ์ วรฉัตราวณิช รองผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายนิวมีเดีย บริษัท เอ.อาร์.อินฟอร์เมชัน แอนด์ พับลิเคชัน จำกัด (มหาชน) หรือเออาร์ไอพี และว่า “พฤติกรรมของผู้บริโภคจะเริ่มเข้าสู่ยุคดิจิตอลมากขึ้น ทำให้แนวโน้มเทคโนโลยีในปี 2554 จะมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสที่ร้อนแรงของอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ”

ประสิทธิ์ มองถึงแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในปี 2554 จะอยู่บน 8 แนวโน้มหลักที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีแบบเดิมๆ จากฮาร์ดแวร์หลากหลายและแพลตฟอร์มจำนวนมาก โดยแนวโน้มแรกคือคนจะใช้สองอุปกรณ์แทนพีซี โดยสองอุปกรณ์นั่นก็คือสมาร์ทโฟนและแท็บเลตจะกลายเป็นพีซีเครื่องต่อไปสำหรับกลุ่มที่ไม่ต้องพิมพ์งานมากใช้เพื่อดูมากกว่า ทั้งนี้ ในปัจจุบันแท็บเลตนั้นทำงานได้แทบทุกอย่างในอุปกรณ์เดียว ขณะที่สมาร์ทโฟนก็กำลังจะมีพัฒนาการเป็นชิปดูอัลคอร์ และเพิ่มความเร็วระดับ GHz ในอนาคต

แนวโน้มที่สอง แท็บเลตจะกินตลาดแล็ปทอป มีการคาดการณ์ว่าแท็บเลตจะแย่งส่วนแบ่งตลาดโน้ตบุ๊กถึง 30% ซึ่งจากข้อมูลบริษัทวิจัย Goldman Sachs คาดว่าแท็บเลตทั่วโลกจะมียอดจัดส่ง 54.7 ล้านเครื่องในปี 2554 อย่างไรก็ตาม โน้ตบุ๊กจะเป็นสินค้าที่ขายดีในปีนี้เช่นเคย ส่วนที่จะลดลงคือตลาดเน็ตบุ๊ก

แนวโน้มที่สาม เน็ตบุ๊กจะไปที่คลาวด์ ประสิทธิ์ ให้เหตุผลว่าเน็ตบุ๊กไม่จำเป็นต้องเร็วกว่านี้หรือฉลาดกว่านี้ เพราะกูเกิลจะทำให้ผู้ใช้งานเริ่มผ่องถ่ายข้อมูลไปที่คลาวด์ และเมื่อคลาวด์มีการพัฒนามากขึ้น เน็ตบุ๊กก็จะฉลาดขึ้นตามไปด้วยจากการรับแอปพลิเคชั่นบนระบบคลาวด์โดยตรง

แนวโน้มที่สี่ วินโดวส์และอินเทล จะสะเทือน และอาจสูญเสียแชมป์ได้ จากการที่แท็บเลตถูกจำหน่ายออกสู่ตลาดจำนวนมาก ตัวอย่างชิปเออาร์เอ็ม (ARM) โปรเซสเซอร์ที่ได้ชื่อว่าเป็นชิปที่เร็วที่สุดและประหยัดพลังงานที่สุดบนอุปกรณ์โมบายในขณะนี้ และกำลังถูกเอ็นวิเดียและซัมซุงนำไปใช้ในการพัฒนาชิปเพื่ออุปกรณ์พกพา จุดนี้ทำให้มีความเป็นไปได้ว่า ระบบปฏิบัติการทางเลือกอย่างแอนดรอยด์และไอโอเอส (iOS) จะถูกผนวกรวมกับชิปเออาร์เอ็ม จนอาจมีอิทธิพลแทนที่แพลตฟอร์มวินโดวส์และอินเทลได้

แนวโน้มที่ห้า โลกจะเข้าสู่ยุคไฮบริดมีเดีย ในปี 2554 นี้ทุกคนจะพยายามจัดหาฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ และแอปสโตร์ ให้พร้อมที่สุด ประสิทธิ์คาดว่า อีบุ๊กจะกินตลาดสิ่งพิมพ์รวม 15-20% ในปี 2011 ทำให้ธุรกิจสื่อจะต้องเดินทางไปสู่ตลาดหนังสืออิเล็กทรอนิกส์เพราะทำให้ได้เงินเร็วขึ้น เนื่องจากเครื่องอ่านอีบุ๊กอย่างคินเดิล ทำให้การซื้อและการอ่านเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

แนวโน้มที่หก ไวรัสมือถือจะกระฉูด มีการระบุว่ายิ่งแอปพลิเคชั่นมือถือถูกใช้งานมากเท่าใด ไวรัสในสมาร์ทโฟนก็จะมากขึ้นเท่านั้น เพราะเพียงการดาวน์โหลดภาพวอลเปเปอร์ในสมาร์ทโฟน ก็มีความเสี่ยงได้รับไวรัสแฝงแล้ว ดังนั้น ในปัจจุบันผู้ผลิตซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสต่างเปิดตัวผลิตภัณฑ์ป้องกันไวรัสในสมาร์ทโฟนถ้วนหน้า โดยคาดว่าในปี 2554 ตลาดซอฟต์แวร์แอนตี้ไวรัสในสมาร์ทโฟนและแท็บเลตจะขยายตัวมากขึ้น

แนวโน้มที่เจ็ด สมาร์ททีวีจะโตและถือเป็นปีทองของสมาร์ททีวี ผู้ใช้สามารถชมรายการทีวีและแอปพลิเคชั่นบนทีวีเครื่องเดียวกันได้ ขณะเดียวกัน ตลาดทีวีสามมิติที่ไม่ใช่แว่นตาจะมีบทบาทในตลาดมากยิ่งขึ้น

แนวโน้มที่แปด โซเชียลเน็ตเวิร์กจะมีผลวงกว้าง แนวโน้มนี้จะโดดเด่นและใกล้ตัวคนออนไลน์มากที่สุด คือแนวโน้มการใช้งานเสิร์ชเอนจิ้นอย่างกูเกิลหรือยาฮูที่น้อยลง สวนทางกับแนวโน้มการใช้งานเครือข่ายสังคมเช่นเฟซบุ๊กที่จะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ตลาดเครือข่ายสังคมมีแผนการพัฒนาเพื่อต่อยอดการใช้งานอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่จะนำบริการโลเกชั่นเบสมาผูกกับโซเชียลเน็ตเวิร์กเพื่อทำการตลาด ซึ่งเชื่อว่าจะมีความแพร่หลายมากขึ้นในปี 2554

“การใช้กลไกโซเชียลเน็ตเวิร์กทำให้เราฉลาดขึ้นจะมีอิทธิพลมากขึ้น เราเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า Cloud sourcing คือผู้ใช้จะสามารถถามเครือข่ายสังคมของตัวเองได้ว่าจะแต่งตัวอย่างไร ซื้อของได้ถูกที่สุดที่ไหน ซึ่งอาจนำไปสู่การซื้อเป็นกลุ่มเพื่อให้ได้ราคาที่ถูกกว่า รวมถึงการตั้งกลุ่มผู้ชื่นชอบสิ่งของแบบเดียวกันในเครือข่ายสังคม ที่จะทำให้เกิดการต่อยอดด้านรายได้ในวงการอินเทอร์เน็ต”

เทรนด์ใหม่ปี 2554
สร้างประสบการณ์แปลก


ในมุมมองของยักษ์ใหญ่อันดับหนึ่งทางชิปเซต “อินเทล” นั้น ได้มีการวิเคราะห์เทคโนโลยีและเทรนด์ใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในปี 2554 ว่าจะเกิดประสบการณ์ใหม่ๆ จากการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีระบบการทำงานที่ฉลาด ทรงประสิทธิภาพและมีประโยชน์มากยิ่งขึ้น

“เทรนด์ใหม่ในปี 2554 จะสร้างประสบการณ์แปลกใหม่กับยุคที่อุปกรณ์ต่างๆ สามารถใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตได้” เอกรัศมิ์ อวยสินประเสริฐ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเทล ไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าว

อินเทลมองว่า แนวโน้มเทคโนโลยีของปี 2554 จะประกอบด้วย

1.สมาร์ททีวี-ใกล้จะเป็นจริงเข้าไปทุกที
อินเทลคาดว่า ผู้ผลิตโทรทัศน์ และอุปกรณ์เซตท็อปบ็อกซ์ ที่เป็นตัวแปลงสัญญาณระบบดิจิตอล จะเริ่มแข่งขันในตลาดสมาร์ททีวีอย่างพร้อมเพรียงกัน และภายในสิ้นปี 2554 บริษัทเหล่านี้จะสามารถประเมินทิศทางการยอมรับของผู้บริโภคสำหรับตลาดสมาร์ททีวีได้ โดยอินเทลมองว่าตลาดเอ็มเบดเดด ซิสเต็มส์ จะเป็นตลาดที่เป็นอนาคตของบริษัท เพราะอุปกรณ์เซตท็อปบ็อกซ์ ต่างต้องการพลังประมวลผล

2.สาวกแท็บเลต เข้าสู่ยุค “ไฮบริด” สิ่งที่จะได้เห็นคือแท็บเลตพีซีรูปแบบต่างๆ ตลอดจนระบบปฏิบัติการ จะมีจำหน่ายอย่างแพร่หลาย โดยคาดว่าจะมีอุปกรณ์รูปแบบใหม่ๆ ที่ผสมผสานกันระหว่างเน็ตบุ๊กชั้นเยี่ยมเข้ากับแท็บเลตชั้นยอด อินเทลเชื่อว่าผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ทุกค่ายจะมุ่งไปผลิตแท็บเลตออกมาแข่งขันในตลาดมากขึ้น และอุปกรณ์ตัวนี้จะไปกินตลาดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก และเน็ตบุ๊กบางส่วนแต่ไม่ใช่ทั้งหมด เหมือนกับที่สมาร์ทโฟนกำลังกินตลาดมือถือปรกติ หรือฟีเจอร์โฟน

3.ยอดขายโน้ตบุ๊กพุ่งแรง เนื่องจากโน้ตบุ๊กยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง เพราะมีคุณสมบัติด้านไฮเดฟฟินิชั่นและกราฟิกใหม่ๆ จากการมาของโปรเซสเซอร์อินเทลคอร์ไอซีรีส์ ในยุคที่ 2 ที่เป็นเทคโนโลยีการผลิต 32 นาโนเมตร ที่เพิ่มความสามารถในการทำงานด้านกราฟิกได้ดีกว่า ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถแปลงไฟล์วิดีโอไฮเดฟฟินิชั่นแบบ 720p ลงบนสมาร์ทโฟนได้เร็วกว่าเดิม โดยจะมีให้ผู้บริโภคได้เลือกใช้งานอย่างมากมาย รวมถึงระบบการแสดงผลไร้สาย ที่ทำให้สามารถส่งเนื้อหารายการต่างๆ ไปยังเครื่องรับโทรทัศน์เพื่อรับชมผ่านจอทีวี

ส่วนตลาดเน็ตบุ๊กในปี 2011 อินเทลมองว่าการพัฒนาโปรเซสเซอร์อินเทลอะตอมตัวใหม่ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงให้เน็ตบุ๊กมีขนาดบางและเบากว่าเดิม สามารถใช้งานแบตเตอรี่ได้ยาวนานขึ้น และยังทำให้เกิดอุปกรณ์ไฮบริด เช่นเน็ตบุ๊กพลิกหน้าจอเป็นแท็บเลต สามารถใช้งานหน้าจอแบบทัชสกรีนได้ ในขนาดจอที่มากกว่า 10 นิ้ว โดยเชื่อว่าในปี 2011 ทั่วโลกจะมีเน็ตบุ๊กขายได้กว่า 43 ล้านเครื่อง นอกจากนี้เน็ตบุ๊กจะสามารถเลือกใช้ระบบปฏิบัติการที่มีหลากหลาย อาทิ กูเกิล โครม โอเอส ไมโครซอฟต์ วินโดวส์ ลีนุกซ์ อูบุนตู หรือแม้แต่แอนดรอยด์ ยกเว้นเพียงแอปเปิลไอโอเอส (Apple iOS) ที่ไม่สามารถใช้งานบนโปรเซสเซอร์อะตอมได้

4.พีซีและอุปกรณ์อัจฉริยะ จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้ใช้มากขึ้นด้วย Context Aware หรือ Perceptual Computing ยกตัวอย่างเช่น อุปกรณ์พกพาที่เรียกว่า Personal Vacation Assistant ซึ่งใช้เทคโนโลยี context-aware computing ช่วยให้ผู้ใช้งานได้รับประสบการณ์ที่ดีที่สุดจากการเดินทางท่องเที่ยว อุปกรณ์พกพาดังกล่าวจะมีกล้องซึ่งประกอบด้วย “ฮาร์ดเซ็นเซอร์” ที่สามารถจดจำวัตถุและข้อมูลจากระบบจีพีเอส รวมทั้งข้อมูลจาก “ซอฟต์เซ็นเซอร์” ที่นักท่องเที่ยวป้อนเข้าเครื่อง เช่น ปฏิทิน หรืออาหารที่ชอบ เพื่อจะได้แนะนำสถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร ฯลฯ ได้ในทันที

5.กฎของมัวร์ ยังคงเป็นจริงต่อไป นวัตกรรมและเทคโนโลยีการผลิตใหม่ๆ จะเดินหน้าท้าทายผู้ที่ยังคิดว่า กฎของมัวร์ สิ้นสุดลงแล้ว เพราะว่าในปีต่อๆ ไป อุปกรณ์ใหม่นับพันล้านชิ้นจะมีสมรรถนะด้านการคำนวณและการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตสูง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานสูงตามไปด้วยอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งเป็นผลจากคุณสมบัติพิเศษต่างๆ ที่ฝังอยู่ในตัวชิปคอมพิวเตอร์ ขณะเดียวกันยังช่วยลดการใช้พลังงานของอุปกรณ์ได้อย่างมหาศาล และทำให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานยิ่งขึ้นอีกด้วย

6.ความปลอดภัยของข้อมูลที่สูงขึ้น จากความต้องการด้านไอทีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานที่ซับซ้อนมากขึ้น มีโมเดลการใช้งานใหม่ๆ เกิดขึ้น ซึ่งรวมถึงคลาวด์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อีกมากมายที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ความปลอดภัยของข้อมูลจะยังคงเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญในลำดับต้นๆ ตลอดปี 2554 อุตสาหกรรมไอทีจะยังคงเน้นความสำคัญของสมรรถนะสำหรับการปกป้องความปลอดภัยให้กับโครงสร้างพื้นฐานของตัวอุปกรณ์ และการรักษาความลับทั้งที่เป็นเรื่องส่วนตัวและที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ

7.ผู้บริโภคจะเชื่อใจแบรนด์ที่ไว้ใจได้ภายใต้สภาวะความไม่แน่นอน ในความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้บริโภคไตร่ตรองมากขึ้นสำหรับการตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะคิดแล้วคิดอีกก่อนตัดสินใจซื้อสินค้าที่เล็งอยู่ และมีแนวโน้มที่จะหันกลับไปใช้สินค้าแบรนด์ที่ตนเองคุ้นเคย เพราะทราบถึงประสิทธิภาพที่น่าเชื่อถือของสินค้าแบรนด์ดังกล่าวที่ตนซื้อไปก่อนหน้านี้

8.ปรากฏการณ์ที่ขับเคลื่อนโดยผู้บริโภคในแวดวงไอที (consumerization) ปี 2554 จะเป็นปีที่เห็นการทับซ้อนกันระหว่างอุปกรณ์สำหรับผู้ใช้งานทั่วไปและอุปกรณ์สำหรับองค์กร เห็นได้จากปี 2553 ที่มีการนำไอโฟนและโทรศัพท์แอนดรอยด์มาใช้ในองค์กร ทั้งนี้ พนักงานมีความต้องการอุปกรณ์ส่วนตัวเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ขณะที่ฝ่ายนายจ้างก็ต้องการขยายขอบเขตของการทำงานไปสู่อุปกรณ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น และเนื่องจากปีที่ผ่านมายอดขายของสมาร์ทโฟนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 54 ทำให้สมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทสำคัญทำให้พนักงานทำงานได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น และยังช่วยให้ผู้คนเชื่อมต่อถึงกันได้ตลอดเวลา นอกจากนี้ อิทธิพลของเครือข่ายสังคมออนไลน์มีส่วนช่วยผลักดันให้สมาร์ทโฟนเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในทุกประเทศของแถบเอเชียอีกด้วย ดังนั้น เทคโนโลยีต่างๆ เช่น เวอร์ชวลไลเซชั่น เทคโนโลยีป้องกันการโจรกรรม ระบบการจัดการจากระยะไกล และการรักษาความปลอดภัย จะเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอุปกรณ์เหล่านี้

9.ป้ายโฆษณาอัจฉริยะ ป้ายโฆษณาดิจิตอลแบบอินเตอร์แอกทีฟอย่างที่เห็นในภาพยนตร์ “Minority Report” จะได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง เพราะความโดดเด่นในด้านการโต้ตอบด้วยรูปแบบใหม่ๆ ซึ่งรวมถึงความสามารถในการจดจำใบหน้าและบุคลิกท่าทางต่างๆ ของคน

10.การปฏิวัติของผู้บริโภคในด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้บริโภคจะมีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมที่เพียงแค่พูดถึงเรื่องการจัดการด้านการใช้พลังงานไปสู่การปฏิบัติจริง โดยจะมีอุปกรณ์และบริการต่างๆ ที่ช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานภายในบ้าน นำเสนอในตลาดสำหรับผู้บริโภค

11.เทคโนโลยียานยนต์ จากการที่เทคโนโลยีล้ำสมัยต่างๆ ทำหน้าที่เหมือนระบบประสาทส่วนกลางของรถยนต์ในปัจจุบัน ทำให้เทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับรถยนต์จะยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดความสนใจได้อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นคุณสมบัติพิเศษด้านความบันเทิง การควบคุมสมาร์ทโฟนแบบแฮนด์ฟรีด้วยคำสั่งเสียง เทคโนโลยีความปลอดภัย หรือฟังก์ชั่นการขับขี่อัตโนมัติโดยรถยนต์ เป็นต้น

12.แนวโน้มที่สดใสของคลาวด์และเวอร์ชวลไลเซชั่น ทั้งนี้ คลาวด์สำหรับองค์กรจะเริ่มประสบความสำเร็จ เพราะมีการนำเสนอบริการใหม่ๆ ที่ใช้คลาวด์สำหรับธุรกิจมากขึ้น รวมถึงเครือข่ายสังคม จากการที่องค์กรธุรกิจขนาดใหญ่ส่วนมากมุ่งหน้าสู่การทำเวอร์ชวลไลเซชั่นสำหรับการใช้งานด้านไอทีของตนในปี 2553 ทำให้ในปี 2554 นี้ จะยังเห็นองค์กรนำโซลูชั่นที่ใช้กับคลาวด์มาใช้ภายในองค์กร นอกจากนี้ การเรนเดอร์ข้อมูลที่ใช้คลาวด์จะสามารถทำได้ภายในระบบ และสามารถส่งข้อมูลไปทั่วระบบเครือข่ายบรอดแบนด์ เพื่อส่งต่อไปยังอุปกรณ์ที่มีพลังการประมวลผลกราฟิกระดับปานกลางได้


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.