|

บาทแข็งฟาดสหพัฒน์ ปิดรง.ส่งออกรองเท้า-เสื้อ หวั่นต้มยำกุ้งซ้ำรอย
ASTV ผู้จัดการรายวัน(15 ตุลาคม 2553)
กลับสู่หน้าหลัก
บาทแข็งฟาดสหพัฒน์ ปิด รง.ส่งออก รองเท้า-เสื้อ ไปแล้ว "บุณยสิทธิ์" หวั่นปัญหาลามฉุดไม่อยู่ ไทยเกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรอบ 2 รุนแรงกว่าปี 40 ยอมรับ เครือสหพัฒน์ ปิดโรงงานส่งออก รองเท้า-เสื้อผ้า เดินหน้าผนึกญี่ปุ่นขยายตลาดอาเซียน
นายบุณยสิทธิ์ โชควัฒนา ประธานเครือสหพัฒน์ กล่าวถึงกรณีค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นประมาณ 29 บาทต่อดอลล่าร์ในขณะนี้ว่า ยังมีทิศทางแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการแข็งค่าจนถึงเศรษฐกิจพัง และสร้างผลกระทบครั้งใหญ่ให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจต้มยำกุ้งรอบที่ 2 เช่นเดียวที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2540 สร้างผลกระทบต่อรากหญ้า แต่หากเกิดรอบสองในครั้งนี้ จะสร้างผลกระทบทั้งรากหญ้าและระดับบน เพราะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของไทยยังไม่แข็งแกร่ง
ภาครัฐและธนาคารแห่งประเทศไทยควรหารือร่วมกัน และประชุมในระดับภูมิภาคอาเซียน เพื่อหาทางออกกรณีค่าเงินแข็งขึ้นทั้งภูมิภาค นอกจากนึ้เสนอมุมมองการแก้ไขคือ ทฤษฎี 2 อ่อน ได้แก่ 1.ทำให้ค่าบาทอ่อน ซึ่งควรอยู่ในระดับ 34-35 บาทต่อดอลล่าร์และ 2.ดอกเบี้ยอ่อน หากรัฐบาลควบคุมเงินบาทได้ดีมองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่กลับไม่ได้ดำเนินการอะไรแถมยังเปิดประตูให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนเก็งกำไร โดยที่ไม่มีมาตรป้องกัน
“ผมพูดเรื่องค่าเงินบาทมา 3 ปี เสนอทฤษฎี 2 อ่อน แต่แบงก์ชาติไม่เข้าใจ เราเหมือนขับรถลงเหวมานานแล้วจนชิน สิ่งที่กังวล คือ หากมีการเปลี่ยนรัฐบาลแล้วรัฐบาลใหม่ไม่เข้าใจ ไม่มีการต่อยอดเศรษฐกิจล้มแน่ๆ เพราะค่าเงินบาทแข็งกระทบต่อรากหญ้า ซึ่งเป็นประชากรใหญ่ของประเทศ ส่วนกลุ่มระดับบนไม่ได้รับผลกระทบ”
***สหพัฒน์ปิดโรงงานรองเท้า-เสื้อ***
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวว่า ผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ทำให้บริษัทตัดสินใจปิดโรงงานที่ผลิตเพื่อการส่งออกทั้งในกลุ่มรองเท้าและเสื้อ และคาดว่าผู้ประกอบการอื่นๆ คงปิดตัวไปบ้าง โดยรายได้การส่งออกของสหพัฒน์เหลือไม่ถึง 20% จากที่ผ่านมาสัดส่วน 30% และผลประกอบการปีนี้ของบริษัท คาดว่าเติบโตไม่ถึง 5% จากรายได้ 1.4 แสนล้านบาท หลังจากเมื่อต้นปีตั้งเป้าเติบโต 10%
ด้านนายสันติ วิลาสศักดานนท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนา อินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ประเทศไทยต้องเตรียมรับมือกับค่าเงินบาทที่แข็งค่า สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ยังมีอำนาจการต่อรองเมื่อเทียบกับผู้ประกอบการรายเล็กหรือย่อยอาจจะได้รับผลกระทบ
**ผนึกญี่ปุ่นขยายตลาดอาเซียน***
นายบุณยสิทธิ์ กล่าวต่อว่า เครือสหพัฒน์ได้ร่วมมือธุรกิจกับบริษัทสึรุฮะ โฮลดิ้งส์ อิงค์ เพื่อขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากเป็นตลาดที่สำคัญมีประชากรมากกว่า 600 คน มีกำลังการซื้อมหาศาล และผลจากการเปิดการค้าเสรีอาเซียน ทำให้ภาษีนำเข้าลดลง 0% โดยสหพัฒน์จะนำสินค้าจากญี่ปุ่น ภายใต้แบรนด์M’s one จำหน่ายในไทยผ่านทางร้าน 108 ช็อปและบาลานซ์
ขณะที่บริษัทสึรุฮะนำสินค้าในเครือสหพัฒน์ อาทิ บีเอสซี ไปจำหน่ายในญี่ปุ่น และใช้ไทยเป็นศูนย์กลางขยายธุรกิจร้านค้าปลีกเพื่อสุขภาพและความงามในอาเซียน เพราะระบบลอจิสติกส์ดี โดยบริษัทสึรุฮะกำลังจะตั้งสำนักงานและเปิดช็อปในประเทศไทย
ทั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่บริษัทมีการเซ็นสัญญา เพื่อขยายธุรกิจต่างประเทศ จากที่ผ่านมาจะเน้นการร่วมทุนเป็นหลัก นอกจากนี้เรายังมีการแลกเปลี่ยนโนว์ฮาวด์ต่างๆ และหากได้รับการตอบรับที่ดี ก็มีแนวโน้มร่วมทุนกับบริษัทสึรุฮะ ซึ่งปัจจุบันเป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจค้าปลีกและเพื่อสุขภาพครบวงจรเป็นอันดับ 4 ของญี่ปุ่น มีรายได้ 3 แสนล้านเยน มีสาขาทั้งหมด 940 สาขา ปีหน้าเพิ่มเป็น 1,000 สาขา และ5ปี ขยายเพิ่มเป็น 1,500 สาขา และมีรายได้ 5 แสนล้านเยน
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|