chick to clicks

โดย ไพเราะ เลิศวิราม
นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2544)



กลับสู่หน้าหลัก

นับจากนี้ ซีพีกรุ๊ป กำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ของการเคลื่อนย้ายองค์กรเข้าสู่โลกการค้าบนอินเทอร์เน็ต การเปิดตัวบริษัทเอเชียฟรีวิลล์ ไม่ใช่การเริ่มต้นธุรกิจแบบธรรมดา แต่นี่คือ เดิมพันครั้งใหม่ของธุรกิจที่กำลังจะได้ชื่อว่า bricks and clicks เรื่องโดย ไพเราะ เลิศวิราม pairoh@manager.co.th

"การสร้างมอลล์ในอากาศสร้างได้ไม่ยากเหมือนกับห้างสรรพสินค้าจริงๆ ที่ต้องลงทุนมหาศาล แต่ Mall ในอากาศ ขอให้มีคอมพิวเตอร์ก็มีสิทธิเข้ามาชอปปิ้ง ไม่ว่าจะอยู่ในประเทศไทยหรือที่ไหนๆ คนจึงมองว่าอินเทอร์เน็ตนั้นยิ่งใหญ่ใน ศตวรรษหน้า และบังเอิญทีเอเป็นบริษัทที่พร้อมที่สุดในประเทศ ที่จะให้บริการ"

ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวกับ "ผู้จัดการ" เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 ซึ่งเป็นช่วงเวลา ที่เขากำลังครุ่นคิดอย่างมาก ถึงการใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต จากการนำ e-commerce มาใช้กับธุรกิจ ถึงแม้ว่าแนวคิดในช่วงนั้นของธนินท์ ยังอยู่ในช่วงของการทำความชัดเจนให้กับกลุ่มธุรกิจที่เป็นอยู่ แต่หลังจากนั้นเพียงแค่ 2 เดือน ธนินท์ก็ได้ข้อสรุปของการตัดสินใจขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่ e-business อย่างเต็มตัว

แรงขับดันของกลุ่มซีพีมาจากความจำเป็นในหลายส่วน ด้วยกัน กลุ่มซีพีนั้นเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้กับการผลิต เป็นพื้นฐานความรู้ดั้งเดิม เป็นสิ่งที่ธนินท์ได้เรียนรู้มาแล้วอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ธุรกิจการเกษตรรวม ถึงธุรกิจสื่อสารโทรคมนาคม

แต่แรงบีบคั้นที่มากไปกว่านั้น คือ ความจำเป็นในการพัฒนาตัวเองให้เท่าทันกับการเปลี่ยน แปลงของระบบการค้าโลก ทั้งในแง่ของเงินทุนจากต่างประเทศ และเคลื่อนย้ายจากผู้ผลิตอาหาร ระดับโลก ไปสู่การสร้างและบริหารเครือข่ายการขายอาหารของโลก (ผู้จัดการรายเดือนกุมภาพันธ์ 2543) เป็นเรื่องจำเป็นที่ซีพีจะต้องเรียนรู้การสร้างกลไกการทำธุรกิจแนวใหม่ที่ต้องสอดคล้องความ เป็นไปของระบบสากลที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นตัวเชื่อม เป็นสิ่งที่กลุ่มซีพีไม่อาจปฏิเสธได้

การถือกำเนิดบริษัทเอเชียฟรีวิลล์ ที่ก่อตั้งขึ้นในเดือนเมษายน 2543 จึงมีความหมายมากกว่าเป็นการเปิดธุรกิจให้บริการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (market place) ที่เป็นระบบจัดซื้อ e-Procure-ment ที่ให้สำหรับองค์กรธุรกิจขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็กมาใช้งานเท่านั้น ที่ลึกลงมากกว่านั้น ก็คือ ความพยายามในการขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่ธุรกิจ e-business อย่างเป็นรูปเป็นร่าง และชัดเจนที่สุด ของกลุ่มซีพีนับจากนี้

"นับตั้งแต่ 1-2 ปีข้างหน้านี้ เอเชียฟรีวิลล์คงจะต้องทำงานตรงนี้หนัก" คำกล่าวของศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น จำกัด ลูกชายคนที่สองที่มีบทบาทที่สุดในธุรกิจสื่อสาร บอกถึงความสำคัญในภาระหน้าที่ของบริษัทเอเชียฟรีวิลล์ ที่จะเป็นเสมือน "บันได" ขั้นแรกในการ เรียนรู้

ในมุมมองของศุภชัยแล้ว เขาเชื่อในความสำคัญ และความจำเป็นที่จะต้องก้าวเข้า สู่ธุรกิจ e-business การจัดตั้งเอเชียฟรีวิลล์ สำหรับศุภชัยแล้วจะเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนองค์กรของกลุ่มซีพี ที่จะสามารถขยายผลต่อเนื่องไปยังการใช้งานในจุดอื่นๆ ขององค์กร

"นี่เป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้เกิดการขยาย ตัวเหมือนกับโดมิโน ที่จะส่งผลกระทบไปยังจุดอื่นๆ เปรียบเสมือนเป็นเส้นเลือดฝอยที่จะถูกเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน การเกิด market place มันเหมือนกับระบบไอทีของระบบเศรษฐกิจ มันจะเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วย centralize ทำให้เกิด economic of scale"

การคลุกคลีอยู่ในธุรกิจโทรคมนาคม ที่ ต้องดูแลองค์กรขนาดใหญ่อย่างบริษัทเทเลคอม เอเซีย เจ้าของสัมปทานโทรศัพท์ 2.6 ล้านเลขหมายที่มีบริษัทยักษ์ใหญ่สื่อสารข้ามชาติเป็นพันธมิตร และต้องติดต่อกับซัปพลายเออร์ ทำให้ศุภชัยสามารถรับรู้ถึงความจำเป็นของการ นำ e-commerce มาใช้ในเครือซีพีได้อย่างรวดเร็ว

ถึงแม้ศุภชัยจะให้ความสนใจกับ e-commerce มากเพียงใดก็ตาม แต่ภาระหน้าที่ของเขาที่ทีเอก็หนักหนาทำให้เขาไม่สามารถปลีกตัวมาสำหรับธุรกิจใหม่ ที่ต้องใช้เวลาและการศึกษาอย่างจริงจัง เพราะทีเอยังอยู่ในช่วงของการสร้างองค์กร จากองค์ประกอบทั้งภาย ในและภายนอกองค์กร การแปลงสัมปทาน และการเตรียมพร้อมสำหรับการแข่งขันในอนาคต

แต่การจะเลือกใช้ผู้บริหารในเครือที่อยู่เดิม ก็อาจมีกรอบ กติกา และประสบการณ์เดิมที่เป็นของตัวเอง ทำให้มุมมองของการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ e-business ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยการเรียนรู้ใหม่ และสามารถมองเห็นภาพรวมขององค์กรถูกจำกัด

การได้ ม.ล.สุภสิทธิ์ ชุมพล อดีตหัวหน้ากลุ่มธุรกิจการเงินสถาบัน บริษัท UBS Warburg จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมที่สุดในช่วงเวลาดังกล่าว

ม.ล.สุภสิทธิ์ผ่านประสบการณ์ด้านวาณิชธนกิจมา 12 ปีเต็ม ทั้งการควบรวมกิจการ และการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ เคยทำดีลสำคัญๆ มาหลายโครงการรัตนสิน นครธน แทค และยูคอม ประนอมหนี้ และการอยู่ในองค์กรที่เป็นบริษัทข้ามชาติด้านการเงิน ทำให้มองเห็นแนวโน้มของธุรกิจ e-commerce ในระดับโลก นับเป็นข้อต่อสำคัญของการเริ่มต้นในการก้าวเข้าสู่โลกอินเทอร์ เน็ตขององค์กรขนาดใหญ่อย่างซีพีอย่างเป็นจริงเป็นจัง ที่สำคัญ ม.ล.สุภสิทธิ์ เป็นอีกผู้หนึ่งที่ให้ความสนใจและต้องการผันตัวเองเข้าสู่ธุรกิจ e-commerce "e-commerce เป็นเรื่องของการจัดการข้อมูล การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้กับการดำเนินธุรกิจ ผมเชื่อว่านี่คือ big issue ที่ทุกคนต้องปรับตัว" การเลือก ม.ล.สุภสิทธิ์ มาเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการขับเคลื่อนองค์กรเข้าสู่ e-business จึงไม่ได้อยู่ที่การพัฒนาในเรื่องของเทคโนโลยี หรือการขยายไปสู่ธุรกิจใหม่ในโลกดอทคอม แต่เป็นเรื่องของการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม และสอดคล้องกับสภาพขององค์กร และที่สำคัญคือ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของธุรกิจที่แท้จริง สิ่งแรกที่กลุ่มซีพีทำหลังจากได้ทีมงาน และจัดตั้งบริษัทเอเชียฟรีวิลล์ขึ้นมา ก็คือ การว่าจ้างบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ที่ปรึกษาองค์กรและการเงินระดับโลกเข้ามาประเมินศักยภาพธุรกิจของกลุ่มซีพีในการปรับเข้าสู่ e-business เพื่อนำผลที่ได้มาใช้ในการกำหนดยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ การประเมินของบอสตัน คอลซัลติ้ง จะครอบคลุมธุรกิจที่มีอยู่ทั้งหมดของ กลุ่มซีพีตั้งแต่ธุรกิจการเกษตร ค้าปลีก โทรคมนาคม ปิโตรเคมี รถจักรยานยนต์ ไม่ได้จำกัดเฉพาะธุรกิจของกลุ่มซีพีที่อยู่ในไทยเท่านั้น แต่รวมไปถึงเครือข่ายธุรกิจของกลุ่มซีพีทั่วโลก ม.ล.สุภสิทธิ์เล่าถึงวิธีการประเมินของบอสตันว่า จะดูจากขีดความรู้ความสามารถของกลุ่มซีพีในด้านต่างๆ ไม่วาจะเป็นเรื่องของความรู้ของธนาคาร การระดมเงินทุน ในตลาดหุ้น การส่งออก เนื่องจากการขับเคลื่อนองค์กรขนาดใหญ่ไปสู่โลกใบใหม่ ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะทำอะไร แต่อยู่ที่ว่าจะนำขีดความรู้ความสามารถที่มีอยู่ไปประยุกต์ใช้กับ e-business ในด้านใดได้บ้าง

"เขาดูว่าขีดความสามารถของเราที่จะไปสู่ e-business ในด้านไหนบ้าง และต้องใช้เงินลงทุนเท่าไร รวมถึงการเปลี่ยนแปลงคน เช่น ถ้าเราขาดคน เราต้องจ้างคนแบบไหนที่จะทำให้ยุทธศาสตร์เหล่านี้เป็นจริงขึ้นมาได้" ม.ล.สุภสิทธิ์กล่าว

หลังจากใช้เวลา 2-3 เดือนในการประเมินผลขีดความสามารถทั้งหมด บอสตันคอนซัลติ้ง ได้ข้อสรุปถึงแนวทางในการทำธุรกิจ e-business ให้กับกลุ่มซีพีมาทั้งหมด 38 โครงการ แต่การจะเริ่มดำเนินการพร้อมกันทุกโครงการเป็นไปไม่ได้ ต่อมาทีมงานของม.ล.สุภสิทธิ์ จึงได้นำมาพิจารณาคัดเลือกให้เหลือ 4 โครงการนำร่องที่จะเริ่มดำเนินงานได้ก่อน

"เป็น 4 กลุ่มธุรกิจ ที่เราประเมินแล้วว่ามีรูปธรรมที่เป็นไปได้มากที่สุด ที่จะทำให้เกิดตลาด การค้าอิเล็กทรอนิกส์ และจะถูกใช้เป็นโครงสร้างหลักของการเข้าสู่ธุรกิจ e-commerce ของกลุ่มซีพีในช่วงของการเริ่มต้น" ม.ล.สุภสิทธิ์ อดีตวาณิชธนกิจ วัย 38 ปี กล่าวกับ "ผู้จัดการ"

ธุรกิจ 4 กลุ่มเหล่านี้ ประกอบไปด้วย Food Exchange, E-Procurement, Retailers Exchange และ Multi Access Portal จะเห็นได้ว่า ธุรกิจทั้ง 4 ประเภทนี้ ครอบคลุมธุรกิจหลักของกลุ่มซีพีไว้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจการเกษตร ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจสื่อสารโทร คมนาคม และทั้งหมดนี้ได้ถูกคาดหมายว่าจะเริ่มขึ้นได้ภายใน 1 ปี

อย่างไรก็ตาม การเริ่มต้นธุรกิจด้วยการทำ market place ที่เป็นเรื่องของระบบการจัดซื้ออิเล็กทรอนิกส์ (e-Procurement) ถึงแม้ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญอย่างหนึ่งในแวดวงธุรกิจ แต่ก็สามารถสะท้อนให้เห็นได้ว่ากลุ่มซีพีไม่ต้องการมุ่งเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงไปสู่ e-business อย่างเข้มงวดมากนัก

แน่นอนว่า ธุรกิจทั้งหมดที่อยู่ภายในกลุ่มซีพี จะได้ประโยชน์จากระบบจัดซื้อใหม่ หรือ e-procurement ในการลดค่าใช้จ่ายในการ จัดซื้ออุปกรณ์สำนักงานลงร่วมกันได้ ทั้งยังเป็นการเตรียมพร้อมใหักับองค์กรของกลุ่มซีพี ที่จะได้เรียนรู้ และปรับตัวเข้าสู่วิถีทางในการทำ ธุรกิจแนวใหม่ ที่จะใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือ สำคัญไปพร้อมๆ กัน โดยที่ยังไม่ได้ลงลึกไปถึง การเปลี่ยนแปลงกลไกภายในของธุรกิจ ซึ่งเป็น เรื่องที่ต้องใช้เวลา

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับกลุ่มซีพี ที่จะสามารถก้าวเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ตได้ทันที โดยไม่ต้องใช้เวลามากมาย เหมือนกับอีก 3 โครงการ ที่ต้องใช้ความระมัดระวัง และอาศัยเวลาในการดำเนินการมากกว่า

เพราะถึงแม้ว่าจะต้องมีการปรับปรุงองค์กรที่เกิดจะรองรับกับระบบการใช้งาน ในระบบ e-Procurement แต่ก็ทำในส่วนของระบบการจัดซื้อ ยังไม่จำเป็นที่จะต้องลงลึกไปถึง supply chain management เหมือนกับการ สร้างตลาดอิเล็กทรอนิกส์ ที่เป็นการค้าขายวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต ซึ่งจำเป็นจะต้องมีการ เปลี่ยนแปลงโครงสร้างองค์กรของธุรกิจเพื่อให้รองรับกับการใช้งาน

นั่นหมายความว่า กลุ่มซีพีมีเวลาที่จะสร้างการเรียนรู้ และการลองผิดลองถูก เพราะ ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม ซึ่งแต่ละธุรกิจมีวัฒนธรรม และรากฐานของธุรกิจของตัวเอง ที่ยังต้องใช้เวลาในการ transform ก่อนจะลงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์จากธุรกิจพื้นฐานในมือของกลุ่มซีพี

"ตรงนี้มันง่ายที่สุด เพราะยังไม่เกี่ยวกับระบบ supply chain management หรือระบบ consumer relation management ซึ่งองค์กรจะต้องสร้างความพร้อมใหักับตัวเองอย่างมาก" ม.ล.สุภ สิทธิ์บอกกับ "ผู้จัดการ"

ความหมายของ ม.ล.สุภสิทธิ์ จึงอยู่ที่ว่าองค์กรจะมีขีดความสามารถมากน้อยเพียงใด เป็น สิ่งที่สำคัญและจำเป็นมากที่สุด "สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ก็คือ การที่เราต้องปรับวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับความสามารถในการใช้งาน เพราะไม่มีประโยชน์ถ้าซื้อเทคโนโลยีมาแล้วใช้ไม่ได้ ก็เท่ากับการมีขยะราคาแพง" ม.ล.สุภสิทธิ์กล่าว

หากมองลึกลงไปมากกว่านั้น การเริ่มต้นด้วยระบบ e-Procurement จะทำให้กลุ่มซีพียังไม่ก้าวเข้าสู่ e-business โดยลำพัง แต่ยังสามารถพ่วงเอาพันธมิตรที่เป็นผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายเล็ก ไม่ว่าจะเป็นเครือซิเมนต์ไทย ที่มองเห็นประโยชน์ของการประหยัดต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าร่วมกันได้ และนั่นย่อมหมายถึงพลังในการก้าวเข้าสู่โลกของ e-commerce ที่จะได้รับการยอมรับได้รวดเร็วกว่าหากโครงการสำเร็จลุล่วง และเป็นการยอมรับที่มากพอ

สิ่งที่มองข้ามไม่ได้สำหรับการทำตลาดการค้าอิเล็กทรอนิกส์ ก็คือ ความเชื่อถือ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องดึงองค์กรขนาด ใหญ่เข้ามาร่วมในการเป็นพันธมิตร เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เป็นที่ยอมรับจากผู้ซื้อและผู้ขายที่จะมาใช้บริการนี้

นอกจากนี้การจัดสร้าง market place นั้นไม่เหมือนกับการสร้าง "ตลาด" ในโลกใบเก่า ที่จะมีเฉพาะผู้ซื้อและผู้ขายในตลาดเท่านั้น แต่ในโลกของอินเทอร์เน็ต การทำ market place จะสามารถเชื่อมโยงไปสู่ e-marketplace อื่นๆ ได้ทั่วโลก และนี่คือ บันไดขั้นแรกของการขยายไปสู่การสร้าง market place ที่จะถูกนำมาใช้ในอุตสาหกรรมของกลุ่มซีพี ซึ่งจะถูกสร้างขึ้นเป็นลำดับต่อไปหลังจากการสร้างการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นภายในองค์กร

"และนี่คือสาเหตุที่ตั้งเอเชียฟรีวิลล์ขึ้นมา ในตลาดการค้าโลก มันออนไลน์หมดแล้ว ถ้ายังส่งใบ invoice ยังส่งแฟกซ์มันไม่เวิร์คหรอก และการที่ต้องไปเปิดหน้าร้านอยู่ต่างประเทศ ทั้งๆ ที่เขามาติดต่อซื้อขายกับเราได้ เราต้องมี market place เกิดขึ้น ไม่ใช่ e-Procurement เท่านั้น แต่จะมีหลาย market place เกิดขึ้นในแต่ละอุตสาหกรรม" ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัทเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่นกล่าว

Food Exchange คือ หนึ่งในแผนธุรกิจ e-commerce ที่ถูกกำหนดไว้อย่างชัดเจน และเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับซีพี อุตสาหกรรมอาหาร เป็นธุรกิจหัวหอกหลักของกลุ่มซีพีที่จำเป็นต้องพัฒนาตัวเองอย่าง ต่อเนื่อง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองในการแข่งขัน ที่เปลี่ยนแปลงไป อันเป็นแรงบีบคั้นที่ทำให้ซีพีจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ต เพราะความจำเป็นของซีพีนับจากนี้ ก็คือ เคลื่อนย้ายตัวเองจากผู้ผลิตที่มีเครือข่ายการผลิตอาหารระดับโลก ไปสู่การสร้างและบริหารเครือข่ายการขายอาหารของโลก ซีพีจะต้องเรียนรู้การสร้างเครือข่ายการตลาดที่เป็นความจำเป็นขั้นใหม่ที่มีอินเทอร์เน็ตเป็นเครื่องมือสำคัญ

การเกิด vertical market place ในแต่ละอุตสาหกรรม ตามความหมายของศุภชัย ที่นอกจากจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการลดต้นทุน การเพิ่มขีดความสามารถจัดการวัตถุดิบ สต็อกสินค้า ที่จะได้จากการใช้ประโยชน์ข้อมูล ที่ได้รับมาจัดการในเรื่องเหล่านี้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ผลพวงที่จะตามมาก็คือ เครือข่ายการตลาด (network market ing) ที่จะเชื่อมโยงกันทั่วโลก ซึ่งจะทำให้ธุรกิจทั้งหมดสามารถใช้ประโยชน์ร่วม (synergy) ระหว่างกันได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ซีพีจำเป็นต้องก้าวให้ทัน

ตรงกับสิ่งที่ธนินท์กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ถึงความต้องการของซีพี ในการสร้าง network marketing ที่จะมาสนับสนุนแนวทางของการพัฒนาไปสู่การผลิตสินค้าสำเร็จรูป ที่สามารถรองรับกับตลาดเฉพาะมากขึ้น และมีความหลากหลาย ซึ่งจำเป็นจะต้องมีเครือข่ายที่จะมา รองรับแนวคิดเหล่านี้ ผลที่ตามมาก็คือ การก้าว ไปสู่โลกของ e-commerce

ความตั้งใจของกลุ่มซีพี ก็คือ หลังจากปูพื้นด้วยระบบ e-Procurement เพื่อให้ทุกองค์กรของกลุ่มซีพีได้เรียนรู้ได้ระดับหนึ่งแล้ว จากนั้นกลุ่มซีพีจะนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาห-กรรมในเครือซีพี ซึ่งจะเป็นการลงลึกไปสู่การสร้างตลาดในระดับลึก หรือที่เรียกว่า vertical market place ซึ่งจะมีความยุ่งยากในการดำเนิน การมากกว่า

เพราะถึงแม้ว่า การสร้างระบบ Food Exchange จะมีรูปแบบใกล้เคียงกับการสร้างระบบ e-Procurement นั่นคือ การสร้างตลาดกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าผ่านทางอินเทอร์เน็ต

แต่สิ่งที่แตกต่างกัน ก็คือระบบ Food Exchange ไม่ใช่การซื้อขายโต๊ะ เก้าอี้ กระดาษ แต่เป็นการซื้อขายวัตถุดิบที่จะใช้ในการผลิต องค์กรที่จะพัฒนาไปสู่ระบบนี้จะต้องมีความพร้อมมากกว่า ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเพียงแค่แผนกจัดซื้อเท่านั้น แต่จะต้องมีระบบหลังบ้าน (back office) ที่ดีพอ เช่น การติดตั้ง supply chain management และ consumer relationship management เพราะจะต้องเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตโดยตรง และนั่นคือ ความท้าทายของซีพีนับจากนี้ เช่นเดียวกับธุรกิจค้าปลีกของกลุ่มซีพี ที่เป็นอีกยุทธศาสตร์ที่สำคัญ ที่ถูกกำหนดอยู่ในแผน การเข้าสู่ e-commerce สาขาของ 7-Eleven กว่า 1,000 สาขาเข้าถึงผู้บริโภคได้ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง เป็นพลังของเครือข่ายที่ซีพีเชื่อมั่นว่าจะสามารถเชื่อมโยงเข้าสู่โลกการค้ายุคใหม่ได้เป็นอย่างดี ความน่าสนใจของร้าน 7-Eleven อยู่ที่การที่จะใช้ประโยชน์จากเครือข่ายเหล่านี้ทำตัวเป็น "ผู้ให้บริการ" แก่ผู้ประกอบธุรกิจ e-commerce ที่จะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้โดยตรง การดำเนินงานในส่วนนี้จึงเป็นทั้ง b2b2c คือ เชื่อมโยงตั้งแต่การให้บริการระหว่างธุรกิจด้วยกัน จนถึงผู้บริโภค คนสุดท้าย

ถึงแม้ว่าการเข้าสู่ e-commerce ของ 7-Eleven จะเป็นแค่การชิมลางในการใช้ประโยชน์จากเว็บไซต์ เพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการวางขายสินค้าบางประเภท ที่ไม่สามารถนำไปวางจำหน่ายตาม ร้าน 7-Eleven ได้ ซึ่งมูลค่าการซื้อขายยังมีไม่มากนัก

แต่ในช่วงหลายปีมานี้ ซีพีเซเว่นอีเลฟเว่น พยายามเรียนรู้การนำเทคโนโลยีมาใช้ประโยชน์ ภายในอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสร้างระบบออนไลน์ข้อมูลการซื้อขายสินค้า ระบบสต็อก การนำระบบเครื่องชำระเงิน ณ จุดขาย (point of sales) รวมถึงการทำโครงการกระเป๋าสตางค์ อิเล็ก ทรอนิกส์ หรือ electronic purse ซึ่งซีพีได้ร่วมมือกับคอมแพค และธนาคารอีก 3 แห่ง เพื่อให้ลูกค้าสามารถใช้บัตรเดบิตที่เติมเงินได้จากบัญชีเงินฝาก ในการนำไปซื้อสินค้าและบริการในร้าน 7-Eleven

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในช่วงหลายปีมานี้ธุรกิจสื่อสารได้กลายเป็นธุรกิจหลักของกลุ่มซีพี ที่ธนินท์ ให้ความสำคัญอย่างมาก และกำลังมีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในแง่ของเทเลคอมเอเซีย คอร์ปอเรชั่น หรือทีเอ นอกจากจะเป็นองค์กรที่มีความพร้อมใน การเข้าสู่ e-business ได้เร็วที่สุด และง่ายที่สุด เนื่องจากเป็นองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอทีโดยตรง มีการนำระบบไอทีสมัยใหม่ นำเอาซอฟต์แวร์ SAP มาใช้งานภายใน มี IT capability ที่ดี ทีเอยังเป็นองค์กรที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ e-business ในฐานะผู้วางโครงสร้างพื้นฐาน เพราะฉะนั้นยิ่งมูลค่าการซื้อขายผ่านตลาดอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มมากเท่าไร ความต้องการใช้เครือข่ายก็ต้องเพิ่มไปด้วย แต่นั่นเป็นเพียงผลพลอยได้ที่ทีเอได้รับเท่านั้น

โมเดลของการเคลื่อนย้ายสู่การทำธุรกิจ e-commerce ที่ทีเอและธุรกิจสื่อสารได้ถูกกำหนดไว้ ก็คือ การสร้างจุดเชื่อมต่อ (convergence) เพื่อให้ผู้ใช้บริการสื่อสารของทีเอทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น โทรศัพท์พื้นฐาน เคเบิลทีวี พีซีที ให้บริการอินเทอร์เน็ต สามารถเข้าถึงข้อมูลเดียวกันได้อย่างสะดวก โดยไม่มีเรื่องความแตกต่างของมาตรฐานของอุปกรณ์มาเป็นอุปสรรค ศุภชัยเรียกระบบนี้ว่า Multi Access Portal concept

จุดสำคัญของระบบ Multi Access Portal จึงทำหน้าที่ในการแปลงภาษา และ platform ของ แต่ละ network ที่แตกต่างกันให้มาอยู่บนภาษาเดียวกัน

"ยกตัวอย่าง ถ้าจะใช้อีเมลผ่านมือถือต้องมีอีเมล 1 ตัว พีซีต้องมีอีเมลอีกตัว พอไปทางด้าน เคเบิลทีวี ต้องมีอีเมลอีกตัว ผู้ใช้บริการไม่สะดวก ต้อง access ถึง 3 อีเมล" ศุภชัยให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางดังกล่าว ซึ่งเขาคาดหมายว่าระบบนี้จะต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 30-40 ล้านเหรียญ

การใช้ประโยชน์จากระบบ Multi Access Portal ไม่จำกัดอยู่เฉพาะธุรกิจสื่อสารในกลุ่มทีเอ เท่านั้น แต่ยังเปิดกว้างสำหรับธุรกิจสื่อสารอื่นๆ ที่จะสามารถใช้ประโยชน์ร่วมด้วย นอกจากนี้ ระบบ Multi Access Portal จะเชื่อมโยงเข้ากับ market place ใน 3 ส่วนที่มีอยู่ ผลที่ตามมาก็คือ การที่องค์กรธุรกิจจะสามารถใช้ประโยชน์จากอินเทอร์เน็ตในการลดต้นทุนในการทำธุรกิจแล้ว ยังสามารถนำเสนอสินค้าและบริการถึงมือผู้บริโภคผ่านอุปกรณ์เหล่านี้ได้โดยตรง ในรูปแบบของการทำ b2b2c

"อุตสาหกรรมอาหารจะได้ประโยชน์ ซื้อสินค้าได้ถูกลง ขายของได้มากขึ้น และเมื่อเชื่อมโยงเข้ากับเครือข่ายค้าปลีก จะสามารถเชื่อมต่อขายสินค้า ในลักษณะของ b2c ได้เลย เพราะเรามีโครงสร้างโทรคมนาคมที่ถูกเชื่อมต่อกันเป็นพื้นฐาน"

โมเดลของการทำ e-commerce ในส่วนของธุรกิจสื่อสาร จึงเป็นลักษณะเดียวกับธุรกิจค้าปลีก นั่นคือการที่จะมีธุรกิจที่ให้บริการตั้งแต่ธุรกิจไปจนถึงผู้ใช้ปลายทาง หรือ b2b2c นั่นเอง

แต่อุปสรรคของการทำระบบ Multi Access Portal นี้ไม่ได้อยู่ที่เรื่องของเทคโนโลยี ที่นับว่า ยังเป็นเรื่องใหม่มาก และยังอยู่ในช่วงของการเริ่มต้น แต่สิ่งที่ยากก็คือ การที่จะต้องได้รับความร่วมมือจากผู้ให้บริการโทรคมนาคม (โอเปอเรเตอร์) ที่จะต้องยินยอมพร้อมใจที่จะพัฒนาระบบนี้ร่วมกัน เพื่อให้การใช้งานแพร่หลาย ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในกลุ่มทีเอเท่านั้น

โมเดลของธุรกิจ e-commerce ทั้ง 4 รูปแบบ จะไม่ถูกจำกัดเพียงเท่านั้น แต่จะเป็นการวางรากฐานของการเคลื่อนย้ายเข้าสู่ new economy ที่จะสานต่อไปยังโครงการอื่นๆ ที่ต่อเนื่อง

"e-strategy มีแล้ว แต่เรายังบอกไม่ได้ว่า ขอบเขตของมันจะไปถึงจุดไหน" ม.ล.สุภสิทธิ์กล่าว

ภาระหน้าที่ของ ม.ล.สุภสิทธิ์ ก็คือ การที่จะต้องทำงานใกล้ชิดกับบริษัทในกลุ่มซีพีทั้งหมด ในการที่จะนำพาองค์กรเหล่านั้นก้าวเข้าสู่ e-commerce อย่างราบรื่นที่สุด จำนวนพนัก-งาน จาก 13 คน เพิ่มขึ้นเป็น 130 คน ภายในเวลาไม่ถึงปี พร้อมกับภารกิจที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

"เป็นเรื่องของการเลือกเทคโนโลยีให้เหมาะกับธุรกิจเก่า และให้ทุกคนมองเห็นประโยชน์ และมองเห็นมูลค่าเหมือนกัน ทำอย่างไรจะทำให้องค์กรเป็น enable" ม.ล.สุภ-สิทธิ์บอกว่า สิ่งที่มองข้ามไม่ได้ ก็คือ การปรับวิธีการทำงานใหม่ให้สอดคล้องกับประสิทธิ ภาพและความสามารถในการใช้งาน และที่ขาด ไม่ได้ก็คือ การที่ต้องมองพื้นฐานของธุรกิจที่ แท้จริงด้วย

"ผมทำอะไรผมต้องดู bottom line เป็น หลักอยู่แล้ว ทำธุรกิจแล้วต้องมีรายได้ อย่าลืมว่า บริษัทต้องเลี้ยงตัวเองได้"

และที่สำคัญ การเริ่มต้นของเอเชีย ฟรีวิลล์ และแผนยุทธศาสตร์ของธุรกิจทั้ง 4 โครงการนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้นำองค์กร ไม่ให้ความสำคัญ ทุกวันนี้ ไม่เพียงแต่ ม.ล.สุภ สิทธิ์และผู้บริหารของเอเชียฟรีวิลล์จะรายงานความคืบหน้าของบริษัทเอเชียฟรีวิลล์โดยตรงต่อ "ท่านประธานธนินท์" เท่านั้น พันธมิตรรายใหญ่ ในโครงการ e-Procurement ส่วนหนึ่งมาจากความช่วยเหลือของธนินท์

จึงไม่แปลกที่บนชั้น 24 ของตึกฟอร์จูนทาวเวอร์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัทเอเชียฟรีวิลล์ ที่แม้ว่าการตกแต่งยังไม่เรียบร้อยดี จะมีโอกาส ได้พบกับประธานธนินท์ ที่มาดูแลความเรียบ ร้อยด้วยตัวเองอยู่เสมอๆ

เพราะนี่คือ ก้าวแรกของการเคลื่อนย้าย องค์กรของกลุ่มซีพี ที่จัดได้ว่าเป็นองค์กรเก่าแก่ในโลกธุรกิจใบเดิม หรือ bricks and mortar ในการก้าวเข้าสู่โลก new economy ที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.