1,300 th Anniversary of Ancient Nara

โดย ภก.ดร. ชุมพล ธีรลดานนท์
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา( กันยายน 2553)



กลับสู่หน้าหลัก

อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ Heijokyo ซึ่งเคยจำเริญรุ่งเรืองและเสื่อมสลายตามวัฏจักรของการเกิดและดับสูญนั้น เนรมิตขึ้นมาใหม่อย่างอลังการในวาระเฉลิมฉลองครบรอบปีที่ 1,300 พร้อมไปกับมรดกโลกอีกหลายแห่งภายในอุทยานประวัติศาสตร์ของจังหวัด Nara

ราวต้นศตวรรษที่ 3 ถึงกลางศตวรรษที่ 8 อารยธรรมญี่ปุ่นยุคโบราณได้เริ่มขึ้นในบริเวณลุ่มน้ำ Yamato ที่ไหลผ่านเขตจังหวัด Nara ไปทางตะวันตกลงสู่อ่าวที่เมือง Osaka ในระหว่างสมัย Kofun (ค.ศ.250-538) จนถึงสมัย Asuka (ค.ศ.538-710) ซึ่งมีการย้ายเมืองหลวงกันอยู่บ่อยครั้งเนื่องเพราะคติความเชื่อในเชิงจิตวิญญาณและ/หรือเหตุผล ทางการเมืองจนกระทั่งในปี ค.ศ.708 จักรพรรดินี Gemmei ทรงมีพระดำริย้ายเมืองหลวงจาก Fuji warakyo ไปยังที่ราบบริเวณจังหวัด Nara ในปัจจุบัน กลายเป็นหลักไมล์เริ่มต้นของสมัย Nara (ค.ศ.710-794) เมื่อเมืองหลวงแห่งใหม่ได้รับการสถาปนา ขึ้นเป็นการถาวรในนามของ Heijokyo ที่วางผังเมืองขนาดใหญ่ตามแบบอย่างของนครฉางอางในสมัยราชวงค์ถังของจีน (ดูภาพประกอบ) ซึ่งสะท้อนอารยธรรมที่รับมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ นอกจากนี้ยังได้วิทยาการหลายแขนง เช่นกฎหมาย, การปกครอง, การศึกษาจากการดำเนินความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนและเกาหลี

แม้จะมีบันทึกการย้ายเมืองหลวงไปที่ Kunikyo ในระหว่างปี ค.ศ.740-745 แต่ในแง่ประวัติศาสตร์ถือว่าการลงหลักปักฐานที่ Heijokyo ในฐานะเมืองหลวงถาวรแห่งแรกของ ญี่ปุ่นเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญเปรียบเสมือนประตูบานใหญ่ที่เปิดกว้างรับอารยธรรมจากภายนอกผสมผสานกับวัฒนธรรมและวิถีแนวคิดในแบบญี่ปุ่นที่วิวัฒน์ไปสู่ความเป็นอารยประเทศในยุคต่อมา

วัดเก่าแก่อายุนับพันปีหลายแห่งใน Nara เป็นประจักษ์พยานสำคัญที่บ่งบอกถึงความเลื่อมใสในพุทธศาสนาซึ่งเผยแผ่เข้ามาทางเส้นทางสายไหมผ่านจีนสู่คาบสมุทรเกาหลีจนกระทั่งถึงญี่ปุ่น กระนั้นก็ดีในช่วงปลายสมัย Nara พระสงฆ์เข้ามามีบทบาทเหนือชุมชนรวมถึงก้าวก่ายนโยบายการเมืองมากจนเกิดความวุ่นวาย และนำไปสู่การตัดสินใจย้ายเมืองหนีอิทธิพลของพระไปยัง Nagaoka เป็นเวลา 10 ปีก่อนที่จะสถาปนาเมืองหลวงขึ้นมาใหม่อีกครั้งที่ Heiankyo (ปัจจุบันคือจังหวัด Kyoto) ในขณะเดียวกันพระราชวัง Heijokyo และร่องรอยของอารยธรรมในสมัยนั้นก็ค่อยๆ จางหายไปตามกาลเวลากลายเป็นพื้นที่เพาะปลูกมานานกว่าพันปี

จากบันทึกประวัติศาสตร์ระบุว่าพื้นที่บริเวณด้านตะวันตกของจังหวัด Nara ในปัจจุบันนั้นเคยเป็นที่ตั้งของ Heijokyo ซึ่งดึงดูดความสนใจของนักโบราณ คดีเรื่อยมาตั้งแต่สมัย Edo (ค.ศ. 1603-1868)

วิทยาการสมัยใหม่ผลักดันให้การวิจัยในสาขาโบราณคดีก้าวหน้าขึ้นเป็นลำดับ จนกระทั่งสามารถขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในปี ค.ศ.1964 แสดงให้เห็นร่องรอยของ Suzakumon นำไปสู่การวิจัยต่อเนื่อง ยังค้นพบ Toin Teien สวนด้านตะวันตกของพระราชวัง เดิมในปี ค.ศ.1967 รัฐบาลญี่ปุ่นอนุมัติงบประมาณจำนวน มหาศาลสนับสนุนการค้นคว้าวิจัยเพื่อบูรณะ Heijokyo ที่เลือนหายไปขึ้นมาใหม่อย่างถูกต้องและสมบูรณ์แบบเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานรำลึกต้นกำเนิดแห่งความ ภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติ ญี่ปุ่นซึ่งสะท้อน วิสัยทัศน์ที่ให้ความสำคัญต่อคุณค่าการอนุรักษ์อดีตอันเป็นพื้นฐานความรุ่งโรจน์ของปัจจุบัน

ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ยื่นเสนอขอขึ้นทะเบียนโบราณสถานจำนวน 8 แห่งประกอบด้วยวัดสำคัญ 5 แห่งคือ Todaiji, Toshiji, Gangoji, Yakushiji, Kofukuji, ศาลเจ้า Kasuga, ป่า Kasukayama ในบริเวณสวนสาธารณะนาราอันกว้างใหญ่และพระราชวัง Heijokyo เป็นมรดกโลกในปี ค.ศ.1998

ปีนี้เป็นวาระครบรอบ 1,300 ปีแห่งการสถาปนา Heijokyo มี Event ฉลองตั้งแต่ 24 เมษายนถึง 7 พฤศจิกายนซึ่งแบ่งออกเป็น 6 ส่วนครอบคลุมพื้นที่ทั่วทั้งจังหวัด Nara โดยเฉพาะในอาณาบริเวณอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ World Heritage Site ซึ่งเป็นที่ตั้ง ของพระราชวัง Heijokyo อันประกอบไปด้วย

(1) Daigokuden ใช้เวลา 9 ปีสร้างขึ้นมาใหม่ตามข้อมูลทางประวัติศาสตร์ด้วยงบประมาณกว่า 200 ล้านดอลลาร์ ในอดีตใช้เป็นท้องพระโรงออกว่าราชการของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ซึ่งตั้งตระหง่านอยู่บนฐานอิฐที่รับน้ำหนักอาคารทั้งหลังอันสะท้อนความก้าวหน้าทางวิศวกรรมในสมัยนั้น บนเพดานภายในห้องโถงกลางโดดเด่นด้วยภาพเขียนของสัตว์มงคลประจำทิศทั้งสี่และภาพ 12 นักษัตร

จากถนนทางด้านหน้าของ Daigoku-den มุ่งตรงสู่ทิศใต้ระยะทางราว 4.5 กิโล เมตร เป็นที่ตั้งของอาคาร

(2) Suzakumon ที่สร้างขึ้นมาใหม่เช่นกัน การขุดค้นพบฐานของอาคารซึ่งเป็นประตูทางเข้าเขต Heijokyo จากทางทิศใต้นี้เป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่การค้นพบส่วนอื่นๆ ของพระราชวังเดิม

(3) สวนญี่ปุ่นโบราณ Toin Teien ภายในพระราชวังนี้ได้รับอิทธิพลมาจากสถาปัตยกรรมของจีนซึ่งผสมเข้ากับปรัชญาของญี่ปุ่นกลายเป็นต้นแบบ สวนญี่ปุ่นในสมัยต่อมา นอกจากนี้ยังมี

(4) Kunaicho หรือ Ministry of Imperial Household ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือในบริเวณวังเก่า ซึ่งใช้เป็นสถานที่จัดแสดงพระราชสมบัติ และเครื่องเรือน

อีกส่วนที่ควรค่าแก่การเข้าชมคือพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ Heijokyo (Rekishikan) สร้างเป็นเรือที่ใช้เดินทางไปติดต่อสัมพันธ์ทางการทูตกับจีนซึ่งมีขนาดเท่าของจริง ภายในมีโรงภาพยนตร์ขนาด ย่อมให้ความรู้ด้านประวัติศาสตร์และการสร้าง Heijokyo นอกจากนั้นภายในบริเวณงานยังมีกิจกรรม หลากหลาย เช่น ศูนย์แสดงวัฒนธรรม, การประดิษฐ์ สิ่งของ, ขบวนพาเหรดสลับการแสดงบนเวที ในลักษณะของ Theme park

ข้อเท็จจริงประการหนึ่งคือในสายตาของนักท่องเที่ยวนั้น เมือง Nara เป็นเมืองที่มีขนาดเล็กสามารถเดินทางโดยรถไฟจาก Kyoto หรือ Osaka ได้ภายในครึ่งชั่วโมง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเป็นการท่องเที่ยวแบบไปเช้าเย็นกลับ หากแต่ในความเป็นจริงแล้ว มีรายละเอียดปลีกย่อยที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย ซึ่งงานนี้เป็นโอกาสดีที่จะนำเสนอมุมมองใหม่ให้กับนักท่อง เที่ยวได้ใช้เวลาใน Nara นานขึ้นกว่าเดิม นั่นหมาย ถึงสัมฤทธิผลในเชิงเศรษฐกิจที่จะตามมา

ดังนั้นแผนการประชาสัมพันธ์ทั้งระดับภาย ในประเทศและนานาชาติจึงออกมาในลักษณะการให้ทั้งข้อมูลและความสะดวกในการเดินทางด้วย Free Shuttle Bus ตั้งแต่สถานีรถไฟ JR Nara และสถานี รถไฟ Yamato Saidaiji ถึงประตูทางเข้างานรวมถึง Free Heartful Tram ภายในบริเวณอนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ ซึ่งสถานที่จัดแสดงแต่ละแห่งมีระยะ ห่างกันเกินกว่าหนึ่งกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีจักรยาน ให้เช่าในกรณีที่ต้องการเดินทางอย่างอิสระ ยิ่งไปกว่านั้นนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติสามารถเข้าชมได้ฟรี ตลอดงานเพียงแค่แสดงหนังสือเดินทาง

แม้ว่าการเฉลิมฉลอง 1,300 ปีแห่งการสถาปนา Heijokyo กำลังจะจบลงในอีกไม่กี่เดือนนับจากนี้แต่อนุสรณ์สถานประวัติศาสตร์ภายในเมือง Nara ที่หวนคืนกลับมานี้จะทำหน้าที่ส่งผ่านเรื่องราวรากฐานชนชาติญี่ปุ่นต่อไปตราบนานเท่านาน


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.