มินิโกลด์หนุนตลาดอนุพันธ์สดใสไตรมาส4 คาดราคาทองทำนิวไฮ


ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์(10 สิงหาคม 2553)



กลับสู่หน้าหลัก

บล.ฟิลลิปมองน้องใหม่มินิโกลด์ฟิวเจอร์ส์ช่วยหนุนวอลุ่มสองเท่าตัว เหตุราคาต่อหน่วยต่ำไม่ต้องใช้เงินมาก พร้อมใช้แผนดึงลูกค้าเทรดหุ้นเดิมมาเทรดดอนุพันธ์เพิ่ม คาดไตรมาส4ปีนี้ยังมีโอกาสได้เห็นทอง 1,250-1,300 เหรียญต่อออนซ์ได้

กิดาการ สุวรรณธรรมา ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจอนุพันธ์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า การที่ตลาดอนุพันธ์แห่งประเทศไทยได้อนุญาตให้มีการซื้อขายสัญญาล่วงหน้าที่อ้างอิงทองคำขนาด 10 บาทต่อ 1 สัญญา หรือมินิโกลด์ฟิวเจอร์ส คาดว่าจะช่วยให้ปริมาณการซื้อขายสัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้าปรับตัวเพิ่มจาก 7 เดือนที่ผ่านมาซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 3,000 สัญญา/วัน ก็จะมีโอกาสปรับตัวขึ้นเป็น 8,000-9,000 สัญญา/วัน ในหลังของปี

“มองว่านักลงทุนโดยทั่วไปมีความต้องการลงทุนในสัญญาที่มีขนาดเล็กมากกว่า โดยเฉพาะนักลงทุนรายใหม่ หรือผู้ที่ต้องการเข้ามาลองลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สก็คงจะเริ่มจากมินิโกลด์ฟิวเจอร์สก่อน โดยค่าคอมมิชชั่นและการวางหลักประกันของมินิโกลด์ฟิวเจอร์สจะคิดในสัดส่วนเพียง 1 ใน 5 ของโกลด์ฟิวเจอร์ที่อ้างอิงทองคำน้ำหนัก 50 บาท”

สำหรับแผนการขยายฐานลูกค้าในครึ่งปีหลัง ตั้งเป้าเพิ่มจำนวนนักลงทุนในตลาดอนุพันธ์อีกประมาณ 1,700-1,800 บัญชี จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 1.6 พันบัญชี โดยจะเน้นไปที่ลูกค้าที่มีบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์กับ บล.ฟิลลิปอยู่แล้วซึ่งมีกว่า 24,000 หมื่นบัญชี

ส่วนกรณีที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อนุญาตให้ บลจ.เปิดซื้อขายกองทุน ETF ทองคำ ทั้งในและต่างประเทศได้นั้นคาดว่าจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายสินค้าโกลด์ฟิวเจอร์ส เนื่องจากกลุ่มลูกค้าและรูปแบบการลงทุน มีความแตกต่างกัน

ทั้งนี้การลงทุนในกองทุนETF ทองคำ ผู้ลงทุนจะต้องใช้เงินเต็มจำนวนในการซื้อ ขณะที่การลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สใช้เงินในการวางหลักประกันเพียง 10% นอกจากนี้การลงทุนในETF ทองคำ จะเป็นการลงทุนระยะยาว ซึ่งต่างจากการลงทุนในโกลด์ฟิวเจอร์สที่จะมีการชำระแค่ส่วนต่างและจะมีเจ้าหน้าที่การตลาดคอยแจ้งเตือนเมื่อราคาที่ซื้อไว้ลดลงทำให้ต้องวางหลักประกันเพิ่ม

ด้าน ปิ่นแก้ว สันติเมธวิรุฬ นักกลยุทธ์อนุพันธ์ บล.ฟิลลิป(ประเทศไทย) ได้มองทิศทางโกลด์ฟิวเจอร์สในช่วงต่อจากนี้จนถึงสิ้นปีว่ายังคงผันผวนแต่มีโอกาสปรับตัวขึ้นได้แม้มีแรงกดดันจากการที่นักลงทุนคาดหวังเชิงบวกต่อภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ยังไม่แน่ชัด รวมถึงความคืบหน้าในการแก้ปัญหาหนี้สินของประเทศยุโรป รวมถึงกรณีที่รัฐบาลประเทศต่างๆ อัดฉีดเม็ดเงินในการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมา

"ตอนนี้เศรษฐกิจของประเทศในเอเชียฟื้นตัวมากกว่าภูมิภาคอื่นๆส่งผลให้ยังมีความต้องการทองคำเพื่อใช้ป้องกันความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อ เพราะทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัย โดยเราคาดว่าปีนี้ราคาทองคำน่าจะมีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 1,250-1,300 เหรียญ/ออนซ์ เทียบเท่ากับราคาโกลด์ฟิวเจอร์สที่ 18,700-19,500 บาท ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นได้ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้"

ดังนั้น นักลงทุนสามารถทำกำไรได้จากการเข้าสะสมทองคำ หรือถือสถานะ Long ในโกลด์ฟิวเจอร์สในจังหวะที่อ่อนค่าหรือพักฐานที่มีโอกาสลดลงไปทดสอบที่ 1,100-1,150 เหรียญ/ออนซ์ หรือคิดเป็นน้ำหนักทองคำบาทละ 16,500-17,200 บาท เพราะเมื่อมองในมุมอุปสงค์ที่จะสนับสนุนให้ราคาทองคำฟื้นตัวกลับมา คือความต้องการจากอุตสาหกรรมจิวเวลรีที่จะเข้าสู่ช่วงไฮซีซันช่วงปลายปี แม้ที่ผ่านมาราคาจะมีการชะลอในช่วงไตรมาส 3 แต่หากภาวะเศรษฐกิจโลก โดยการแก้ปัญหาต่างๆยังไม่มีความชัดเจนโอกาสที่กองทุนจะกลับมาลงทุนในทองคำเพิ่มขึ้นอีกครั้งก็มีความเป็นไปได้สูง

ในการลงทุนโกลด์ฟิวเจอร์สในช่วงหนึ่งเดือนข้างหน้าจากนี้ ในสัญญาณทางเทคนิคพบว่าราคาทองคำน่าจะมีแนวโน้มผันผวนจนถึงอ่อนค่า เพราะนักลงทุนจะโยกย้ายเงินไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงมากขึ้น แต่นักลงทุนต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ หากออกมาเป็นเชิงลบก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้มีการเข้าถือทองคำอีกครั้ง ดังนั้นกลยุทธ์ช่วงนี้คือ ให้ขายเมื่อราคาขึ้นและให้ซื้อเมื่อราคาลดลง ตามทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาทองคำโลกที่จะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,166-1,220 เหรียญ/ออนซ์ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส4 ซึ่งเป็นไฮซีซั่นของทองคำ


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.