|

เบอร์ลี่ฯเร่งมือปิดดีลคาร์ฟูร์ รับเกม “เจริญ” ลุยธุรกิจครบวงจร
ASTVผู้จัดการรายวัน(22 กรกฎาคม 2553)
กลับสู่หน้าหลัก
เบอร์ลี่ยุคเกอร์ ลั่นสนเข้าประมูลซื้อกิจการคาร์ฟูร์ สอดรับยุทธศาสตร์ “เจริญ สิริวัฒนภักดี” ลุยธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เหตุยังขาดช่องทางค้าปลีกอย่างเดียว รับศึกษาคาร์ฟูร์ 3 ประเทศ สานแผนบุกอาเซียน ลุยเวียดนามหนัก อัดงบลงทุนผุดโรงงานทิชชู ซื้อกิจการช่องทางจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค ทุ่ม 3,000 ล้านบาท ซื้อกิจการมาลายากล๊าส ผงาดสู่ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วเอเชียอาคเนย์ สิ้นปีโต 10% กวาด 25,300 ล้านบาท
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) (BJC) กล่าวว่า ยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ซึ่งเป็น 1 ใน 5 ธุรกิจของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ต้องการทำธุรกิจตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพื่อเข้ามาเติมเต็มการดำเนินธุรกิจ 5 กลุ่มของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ประกอบด้วย กลุ่มสินค้าอุตสาหกรรม กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค กลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ กลุ่มเทคนิค และกลุ่มต่างประเทศ โดยเป็นการลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในรูปแบบการเข้าซื้อกิจการ ร่วมทุน หรือลงทุนเอง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บริษัทมีความสนใจเข้ายื่นประมูลซื้อกิจการไฮเปอร์มาร์เก็ตของคาร์ฟูร์ หลังจากคาร์ฟูร์ เอวี ประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศขายกิจการใน 3 ประเทศ คือ ไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ และที่ปรึกษาทางการเงินของคาร์ฟูร์ได้ติดต่อมายังบริษัท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการต่อยอดธุรกิจของเบอร์ลี่ฯ ให้ครบวงจรทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ หรือตั้งแต่การเป็นผู้ผลิต จัดจำหน่ายสินค้าสู่ผู้บริโภค ผ่านช่องทางค้าปลีกของตัวเองต่อไป
ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ทราบรายละเอียดในช่วงเวลาของการประมูล ซึ่งกำลังรอความชัดเจน โดยบริษัทได้ศึกษาธุรกิจคาร์ฟูร์ใน 3 ประเทศ คือ ประเทศไทย มีจำนวน 39 สาขา มาเลเซีย 20 สาขา สิงคโปร์ 2 สาขา เพราะเท่าที่ทราบการขายครั้งนี้จะขายใน 3 ประเทศ หรือขายเป็นแพกเกจ เพื่อต่อยอดสินค้าในเครือของเบอร์ลี่ฯ ในภูมิภาคนี้ต่อไปและเป็นโอกาสการธุรกิจของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ ในระยะยาว
“เราสนใจจะเข้าร่วมประมูล หากประมูลได้ค้าปลีกจะเป็นธุรกิจใหม่ที่สามารถเติมเต็มธุรกิจได้ครบวงจรทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้ระยะยาว เพราะขณะนี้สิ่งที่เรายังขาดคือ ช่องทางการขายสู่ผู้บริโภค” นายอัศวิน กล่าว
นายอัศวิน กล่าวว่า บริษัทพิจารณาแหล่งเงินทุนโดยเลือกรูปแบบที่เหมาะสม ซึ่งเป็นการเพิ่มทุนให้กับบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ เพื่อเข้าประมูลการซื้อกิจการคาร์ฟูร์ เนื่องจากพบว่าขณะนี้ มีผู้ประกอบการทั้งในประเทศและต่างประเทศสนใจเข้ายื่นประมูลในครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม การลงทุนธุรกิจของบริษัทในแต่ละปี ต้องพิจารณาถึงผลตอบแทนที่ได้รับมากกว่า 10% ซึ่งรูปแบบการทำธุรกิจมีทั้งที่เข้าไปบริหารเอง หรือในลักษณะให้คู่ค้าบริหาร เป็นต้น
***ลงทุนผุดโรงงาน-ซื้อกิจการลุยอาเซียน***
นายอัศวิน กล่าวต่อว่า นโยบายตลาดต่างประเทศ บริษัทวางแผนขยายตลาดอาเซียนในเชิงรุก โดยขยายฐานกลุ่มลูกค้าจากจำนวนประชากรอาเซียน 600 ล้านคน จากปัจจุบันรายได้จากการส่งออก 5-6% เท่านั้น มาจากเวียดนาม เขมร และพม่า ดังนั้น บริษัทจึงสนใจเข้าไปลงทุนสร้างโรงงาน ควบรวมกิจการ ในแต่ละประเทศ เพื่อลดต้นทุนด้านการขนส่ง
สำหรับปีนี้บริษัทลงทุนในต่างประเทศ 300-400 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลงทุนในประเทศเวียดนามเป็นหลัก โดยได้ทุ่มงบ 100 ล้านบาท สร้างโรงงานกระดาษทิชชู รวมถึงสนใจทำธุรกิจขนมขบเคี้ยว และมีแผนขยายธุรกิจสู่สินค้ากลุ่มอื่นๆ อาทิ ของใช้ส่วนบุคคล ขณะที่ในช่วง 2 เดือนนี้ กำลังอยู่ระหว่างการเจรจาธุรกิจเกี่ยวกับช่องทางขายกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคเพื่อใช้เป็นช่องทางกระจายสินค้าสู่ เขมร พม่า อีกทั้งบริษัทยังลงทุนเกี่ยวกับเครื่องจักร 700-1,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ บริษัทได้ปูพรมธุรกิจในประเทศเวียดนาม โดยร่วมทุนกับบริษัท โอเว่น -อิลลินอยส์ (NYSE:OI) จัดตั้งบริษัท บีเจซี โอ-ไอ กล๊าส (BJC O-I Glass Pte.Ltd.) เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม นี้ ทุ่มงบ 221.7 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เข้าซื้อกิจการบริษัท มาลายากล๊าส โปรดักส์ ซึ่งเป็นธุรกิจผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วของบริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ โฮลดิ้ง บีเอชดี โดยสุทธิจากการหักหนี้และส่วนของผู้ถือหุ้นบีเจซีมีสัดส่วนการลงทุน 89.3 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือราว 3,000 ล้านบาท สำหรับโรงงานมาลายากล๊าสมีทั้งหมด 4 แห่ง คือ ประเทศไทย อยู่ในจังหวัดสระบุรี ประเทศจีน มาเลเซีย และ เวียดนาม
สำหรับการบริหารจัดการมาลายากล๊าส ในกลุ่มธุรกิจประเทศมาเลเซีย และเวียดนาม บีเจซีจะบริหารร่วมกับ O-I ในสัดส่วน 50:50 ในส่วนของโรงงานในประเทศไทย บีเจซีเข้าถือหุ้นและรับผิดชอบการบริหาร ในขณะที่ O-I จะบริหารโรงงานในประเทศจีน ซึ่งการเข้าซื้อกิจการในครั้งนี้ ส่งผลให้กำลังการผลิตกำลังผลิตบรรจุภัณฑ์แก้วเพิ่มขึ้นอย่างกระโดดจาก 2,400 ตันต่อวันเป็น 3,300 ตันต่อวัน สู่ผู้นำในเอเชียอาคเนย์
ผลประกอบการปีนี้บริษัทตั้งเป้าเติบโต 10% หรือ 25,300 ล้านบาท จากเมื่อปีที่ผ่านมา 23,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการส่งออก 5-6% และในประเทศ 94-95% ซึ่งผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกมีการเติบโตตามเป้าหมาย โดยปัจจุบันที่บริษัทมีโครงสร้างธุรกิจ 5 กลุ่มหลัก 1. กลุ่มอุตสาหกรรม 2.กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค มีสินค้าหลัก เช่น สบู่นกแก้ว, มันฝรั่งตราเทสโต้ เป็นต้น 3.กลุ่มสินค้าเวชภัณฑ์ 4.กลุ่มสินค้าเทคนิค และ 5.กลุ่มต่างประเทศ
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|