สายสัมพันธ์ของสุระฯ กับธนาคารสยามนั้นมีมาตั้งแต่สมัยที่สุระฯ ขายหุ้นในบริษัทเทพารักษ์ที่ดินให้กับกลุ่มจอห์นนี่ มา และสหายเพื่อทำหมู่บ้านทิพวัลย์
ส่วนสุระฯ และกุรดิษฐ์ จันทร์ศรีชวาลา ก็ใช้บริการทองของธนาคารเอเชียทรัสต์สมัยธารวนิชกุลยังรุ่งเรืองอยู่อย่างสะดวกสบาย
โดยเมื่อ 18 ปีที่แล้ว กุรดิษฐ์ได้ทำโอดีไว้เป็นเงิน 1,750,000 โดยมีซิงห์ผู้พี่คือสุระฯ
เป็นผู้ค้ำประกัน
ตั้งแต่ปี 2510 จนถึงวันนี้ สองพี่น้องสกุลจันทร์ศรีชวาลาก็ใช้เงินเกินบัญชีไปทั้งหมด
23,954,899.67 บาท นี่ยังไม่ได้บวกดอกเบี้ยจนถึงปัจจุบัน
นอกจากนั้นแล้ว กุรดิษฐ์ยังขายลดเช็คอีก 2 ใบเป็นเงิน 1,756,000 บาท และยังมีดอกเบี้ยคงค้างอีก
666,378.49 บาท
และตั้งแต่ 16 มิถุนายน 2520 กุรดิษฐ์ฯ ได้ออกตั๋วแลกเงินให้ธนาคารเอเชียทรัสต์อาวัลอีก
4 ใบ รวมทั้งสิ้นอีก 7,385,000 บาท โดยสั่งจ่ายให้บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์คาเธ่ย์ทรัสต์ในวันที่
16 มิถุนายน 2521
ทั้งหมดนี้ กุรดิษฐ์ฯ และสุระฯ ผู้พี่ ได้จำนองที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้างมูลค่า
4,900,000 บาทไว้
ทุกอย่างก็คงจะราบรื่นเหมือนเดิมทุกประการถ้าไม่ใช่เพราะจอห์นนี่ มา ตัดช่องน้อยแต่ผู้เดียวไป
พอจอห์นนี่ไปแล้ว เกษมก็มาแทน
ทุกอย่างมันก็ต้องว่ากันใหม่ตั้งแต่ต้น
เกษม จาติกวณิช และวารี หะวานนท์ ไม่ได้เอี่ยวกับสุระฯ และกุรดิษฐ์เลยไม่ว่าเรื่องอะไรทั้งสิ้น
นอกจากไม่ได้เอี่ยวแล้ว ยังต้องมานั่งเวียนหัวกับเรื่องเก่า ๆ ของจอห์นนี่และเรื่องของกุรดิษฐ์ฯ
กับสุระฯ ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่เกษมและวารีเวียนหัว
ก็เลยแก้เวียนหัวด้วยการฟ้องเรียกหนี้คืนทั้งสิ้น 38,205,736 บาท บวกค่าทนายอีก
200,000 บาทเท่านั้นเอง