ธุรกิจกองทุนรวมปรับกลยุทธ์บริหารช่วงตลาดหุ้นเก็งกำไรหุ้นเล็ก ผู้บริหารกองทุนต้องปรับพอร์ตบางส่วน
เลือกหุ้นเล็กพื้นฐานดีเก็บไว้ เหตุช่วงหลังที่นักลงทุนหันเล่นหุ้นขนาดเล็ก
ผู้จัดการกองทุนรวมต่างๆ ปรับตัวไม่ทัน ตกขบวนเป็นแถว ขณะที่ผลตอบแทนหุ้นไทยตั้งแต่ต้นปีนี้ถึงปัจจุบัน
กว่า 59% แล้ว คาดอีก 12 เดือนข้างหน้า หุ้นไทยให้กำไรอีกอย่างต่ำ 25% แนะนักลงทุนปรับลดพอร์ตลงทุนช่วงนี้
ที่ "คุณเน็ต" ท่วมตลาดฯ แต่แนวโน้มระยะกลาง-ยาว หุ้นไทยยังฉลุย ขณะที่ช่วงที่ผ่านมา
ลงทุนหุ้นฟันกำไรมากกว่าตราสารหนี้บาน
นายมาริษ ท่าราบ กรรมการผู้จัดการ บลจ. ไอเอ็นจี (ประเทศไทย) ในเครือกลุ่มไอเอ็นจีจากเนเธอร์แลนด์
ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน กล่าวว่าการบริหารกองทุนช่วงที่ตลาดหุ้นอยู่ในภาวะเก็งกำไรปัจจุบัน
ขึ้นกับความสามารถผู้บริหารกองทุนแต่ละคนจะปรับพอร์ตอย่างไร บางแห่งอาจมีหุ้นขนาดใหญ่หรือเล็กสัดส่วนแตกต่างกัน
แต่คงจะต้องปรับพอร์ต
ส่วนบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ING ปรับพอร์ตลงทุนบ้างแต่ไม่มาก ซึ่งจะจัดสรรว่า
ควรเพิ่มน้ำหนักการลงทุนกลุ่มใดบ้าง เมื่อตลาดหุ้นอ่อนตัวลง เขามองว่าเป็นจังหวะการเข้าลงทุนมากกว่า
บริษัทก็เพิ่มน้ำหนักกลุ่มวัสดุก่อสร้าง เคมีภัณฑ์ และกลุ่มสื่อสาร ส่วนกลุ่มธนาคารพาณิชย์
เป็นกลุ่มปกติ แต่แนวโน้มจะปรับเพิ่มขึ้น ต้องรอดูสถานการณ์ก่อน
"การบริหารของกองทุน ING ส่วนใหญ่จะมีการผสมในพอร์ตการลงทุน ทั้งหุ้นขนาดเล็ก
และใหญ่ เพื่อให้เกิดความสมดุล แต่หุ้นขนาดเล็กก็ต้องเป็นหุ้นพื้นฐานดี ช่วงที่ตลาดฯ
ผันผวนปัจจุบัน บริษัทก็มีการปรับหุ้นบางตัวเข้าออกบ้าง" นายมาริษกล่าว
คาดลงทุนหุ้น 12 เดือนฟันกำไร 25%
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางที่ดี ทั้งในแง่พื้นฐานและสภาพคล่องซื้อ
ขายหุ้น ถ้ามองจุดนี้หากสัดส่วนราคาหุ้นต่อกำไร (พีอี) ตลาดหุ้นไทย 11 เท่า เทียบอัตรากำไรต่อหุ้น
30% ปี 2547 ยังเป็นตลาดฯ น่าลงทุน คาดว่าอัตราผลตอบแทนช่วง 12 เดือนข้างหน้า จะไม่ต่ำกว่า
25% แน่นอน
เขากล่าวว่าการบริหารกองทุน ING ส่วนกองทุนหุ้นทุนเฉลี่ย 1 ปีย้อนหลัง ผลตอบแทน
83% ขณะที่ 9 เดือนย้อนหลัง 73% ส่วน 6 เดือน ย้อนหลัง 60.70% ด้าน 3 เดือนย้อนหลัง
31% ขณะที่ 1 เดือนย้อนหลัง 11%
ส่วนกองทุนที่ลงทุนตราสารหนี้ 1 ปีย้อนหลัง 3.9-4.2% ช่วง 9 เดือนย้อนหลัง 3.6-3.8%
ช่วง 6 เดือนย้อนหลัง 2.95-3.0% ช่วง 1 เดือนย้อนหลัง 1.5-1.7%
สำหรับการลงทุนช่วงนี้ เขาแนะนำนักลงทุน ควรติดตามปัจจัยพื้นฐานหุ้นที่จะลงทุนให้ดี
หาก ลงทุนแล้วมีกำไรระดับที่ตัวเองคาดหวัง น่าจะขายทำกำไรก่อน หากตลาดฯ อ่อนตัว
จึงกลับเข้าลงทุนใหม่
ทางด้านนายวนา พูลผล ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บลจ. บีโอเอ ในเครือธนาคารเอเชีย
กล่าวว่าการบริหารกองทุนของบริษัท แม้จะมีหุ้นขนาดเล็กอยู่ในพอร์ตบ้าง แต่จะเลือกที่ปัจจัยพื้นฐานมากกว่า
กองทุนจะเก็งกำไรตามนักเก็งกำไรที่กำลังท่วมตลาดฯ ขณะนี้
ส่วนใหญ่ จะลงทุนเมื่อตลาดฯ อ่อนตัว เป็นการทยอยเก็บหุ้นบางตัวมากกว่า เพราะเชื่อว่าแนวโน้มตลาดฯ
จะปรับตัวขึ้นได้ระยะกลาง-ยาวต่อเนื่อง
"ช่วงที่ตลาดฯ ผันผวน และหุ้นขนาดเล็กมีการปรับตัวขึ้นแรง บริษัทมีการปรับกลยุทธ์โดย
เข้าไปเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี แทนหุ้นขนาดเล็กที่มีการเก็งกำไรเป็นหลัก"
นายวนากล่าว
อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยช่วงนี้ อยู่ในภาวะเก็งกำไรมากเกินไป สังเกตจากมูลค่าซื้อขาย
ที่เพิ่มขึ้นสูงจากช่วงก่อน รวมทั้งตัวเลขบัญชีหักกลบลบหนี้หุ้นเดียวกันในวันเดียวกัน
(Net Settlement) สูงมากจึงไม่ควรลงทุน
เขากล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทย ยังอยู่ในทิศทางที่ดีระยะยาว เพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทยรองรับอยู่แล้ว
การที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นและแนวโน้มจะแข็งค่าต่อเนื่อง เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะได้รับผลดีจากค่าเงินแข็ง
หุ้นไทยฟันกำไรปีนี้ 59%
สำหรับอัตราผลตอบแทนการลงทุนบริษัท ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบัน 59% แนวโน้มการลงทุน
จะลงทุนตราสารทุนมากกว่าตราสารหนี้ เพราะอัตราผลตอบต่ำกว่า แต่ถือว่าความเสี่ยงน้อยกว่า
บริษัทมีแผนจะออกกองทุนใหม่ เป็นกองทุนแบบผสมยืดหยุ่นอีก 1 กอง มูลค่า 1-2 พันล้านบาทกลาง
ต.ค.นี้ โดยยื่นขออนุญาตสำนักงาน ก.ล.ต. แล้ว จะเน้นขายลูกค้าธนาคารแม่