KTBยันต่างชาติถือไม่เกิน25%


ผู้จัดการรายวัน(25 กันยายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

ธนาคารกรุงไทย กำหนดดีเดย์ 9-10 ตุลาคมนี้ นำหุ้นที่กองทุนฟื้นฟูฯ ถืออยู่ 3,000 ล้านหุ้นออกขายให้กับนักลงทุนทั่วไป โดยแบ่งขายให้กับรายย่อยคนไทย 500 ล้านหุ้น และนักลงทุนสถาบันอีก 2.5 พันล้านหุ้น ระบุจัดสรรให้กับต่างชาติไม่เกิน 1.5 พันล้านหุ้น ด้านผู้บริหารธนาคาร ยันกองทุนฟื้นฟูฯ ยังถือหุ้นใหญ่กว่า 60% ขณะที่ต่างชาติถือต่ำกว่า 25% พร้อมเตรียมโรดโชว์ยุโรป และอเมริกา ก่อนกำหนดราคาขายเวลาเดียวกับอเมริกาในวันที่ 8 ตุลาคมนี้

นายพงศธร สิริโยธิน รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ธนาคารกรุงไทย หรือ KTB เปิดเผยถึงความคืบหน้าการแปรรูปและเสนอขายหุ้นให้กับประชาชน ว่าธนาคารเตรียมนำหุ้นออกขายไปในวันที่ 9-10 ตุลาคมนี้ โดยขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนนำเสนอข้อมูลการขายให้กับ นักลงทุนต่างประเทศ (โรดโชว์) ซึ่งการแปรรูปดังกล่าว จะนำหุ้นที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถืออยู่จำนวน 3,000 ล้านหุ้น ออกมาเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป

โดยการจัดสรรหุ้นครั้งนี้ จะแบ่งเป็นการเสนอขายให้กับนักลงทุนรายย่อยที่เป็นคนไทยจำนวน 500 ล้านหุ้น ซึ่งจะเปิดจองซื้อผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย และธนาคารอิสลามทั่วประเทศ

ส่วนหุ้นที่เหลือจำนวน 2,500 ล้านหุ้น จะเสนอขายให้กับนักลงทุนประเภทสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งนักลงทุนทั่วไปที่เป็นลูกค้าบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งการแบ่งสัดส่วน จะขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อของนักลงทุนแต่ละประเภท โดยเบื้องต้นกำหนดสัดส่วนขายหุ้นให้กับนักลงทุนประเภทสถาบันต่างประเทศสัดส่วน 60% ของจำนวนหุ้นที่ขายให้กับสถาบัน หรือไม่เกิน 1,500 ล้านหุ้น ส่วนจำนวนที่เหลือ 40% หรือ 1,000 ล้านหุ้น เสนอขายให้กับสถาบันภายในประเทศ

"แบงก์ยังคงกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติไว้ 25% ตามเกณฑ์เดิมที่ทางการได้กำหนดไว้ โดยขณะนี้ยังมีสัดส่วนเหลือที่จะให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นได้มากถึง 22% เพราะขณะนี้ต่าง ชาติถือหุ้นในแบงก์น้อยมาก ซึ่งหากคำนวณถึงตัวเลขที่ต่างชาติจะเข้ามาถือหุ้นเต็มเพดานจะต้อง ซื้อหุ้นของแบงก์ถึง 2,700 ล้านหุ้น จากจำนวนหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมดประมาณ 11,185 ล้านหุ้น และแบงก์มีทุนจดทะเบียนประมาณ 11,194 ล้านหุ้น จากราคาพาร์หุ้นละ 5.15 บาท"

นายพงศธร กล่าวว่า จำนวนหุ้นที่ธนาคารจะขายให้กับสถาบันมีเพียง 2,500 ล้านหุ้น หากสถาบันต่างชาติจะถือหุ้นในสัดส่วน 25% จะต้องซื้อหุ้นมากถึง 2,300 ล้านหุ้น โดยเชื่อว่าหากสถาบันการต่างชาติเข้ามาซื้อหุ้นของธนาคารตามสัดส่วนที่ธนาคารตั้งไว้คือ 60% ของจำนวนหุ้นที่ขายให้นักลงทุนสถาบันจะส่งผลให้สัดส่วน ต่างชาติถืออยู่ในธนาคารประมาณ 6-7% นับว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับสัดส่วนของผู้ถือหุ้นที่เป็นคนไทย ดังนั้น จึงไม่ต้องกังวลเรื่องของการบริหารธุรกิจ

สำหรับราคาของหุ้นนั้น จะถูกกำหนดไว้โดยวิธี Bookbuilding จากนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ หลังจากที่มีการโรดโชว์เสร็จสิ้นที่ใช้เวลาในการโรดโชว์ประมาณ 3 สัปดาห์ คาดว่าจะได้ข้อสรุปราคาวันที่ 8 ตุลาคม 2546 นี้ ซึ่งเท่าที่เดินทางไปโรดโชว์ในต่างประเทศแถบเอเชีย ฮ่องกง สิงคโปร์ ปรากฏว่าได้รับความสนใจอย่างมาก และมีการเสนอจำนวนหุ้นและราคามาให้ที่ปรึกษาทางการเงินและธนาคารได้พิจารณาแล้วปรากฏว่าเป็นราคาที่ธนาคารพอใจ

"ขณะนี้ราคาตามบัญชีของธนาคาร ณ เดือน มิถุนายน 5.75 บาทต่อหุ้น และราคาที่ซื้อขายอยู่ ในกระดานประมาณ 10 บาทต่อหุ้น"

สำหรับการโรดโชว์ต่างประเทศในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารได้ไปประเทศฮ่องกงพบ ปะกับกองทุนจำนวน 10 กองทุน และประเทศสิงคโปร์ พบกับกองทุนจำนวน 8 ราย ทั้ง 2 ประเทศมีกองทุนให้ความสนใจถึง 20 ราย และ ในกรุงเทพฯตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมาจนถึงวันนี้นับว่าได้รับความสนใจมากจากนักลงทุน โปรแกรมต่อไปจะเดินทางไปที่ประเทศญี่ปุ่น ลอนดอน จบที่สุดท้ายที่ประเทศอเมริกา ส่วนการกำหนดราคาพร้อมกัน คือ ในสหรัฐฯ กำหนดในวันที่ 7 ตุลาคม เวลา 6.00 น. ซึ่งตรงกับในประเทศ ไทย เวลา 6.00 น. ของวันที่ 8 ตุลาคม

หลังจากการขายหุ้นดังกล่าว สัดส่วนของกองทุนฟื้นฟูฯ จะเหลือถือหุ้นในธนาคารประมาณ 60% และคาดว่าจะปรับลดลงอีก เพราะจะมีหุ้นที่ใช้สิทธิประมาณ 450 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 15% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ซึ่งการขายหุ้นในครั้งนี้เชื่อว่าจะประสบความสำเร็จ ขายหุ้นได้หมดทั้งจำนวน เพราะถือว่าเป็นหุ้นที่มีปริมาณมาก นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจและจะช่วยให้ภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ

ดัชนีหุ้นปรับสูงขึ้นด้วย

"การขายหุ้นของธนาคารกรุงไทย ถือว่าเป็นการนำร่องให้กับรัฐวิสาหกิจอีกมากที่จะแปรรูป เท่าที่ทราบปลายปีนี้จะมีการเสนอขายหุ้นของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ออกขาย"

ด้านฐานะของธนาคาร ขณะนี้มีความมั่นคงและแข็งแกร่งมาก โดยมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้ (เอ็นพีแอล) ประมาณ 98,000 ล้านบาท คิดเป็น 10.3% ของสินเชื่อรวม ขณะที่อัตราส่วน เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงตามมาตรฐาน บีไอเอสอยู่ที่ประมาณ 10% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 8.5 % ประกอบกับบริษัท ฟิทช์ เรทติ้ง (ประเทศไทย) ยังได้ปรับเพิ่มอันดับเครดิต ภายในประเทศให้กับธนาคาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง

นอกจากนี้ในการประชุมคณะกรรมการบริหาร ได้มีมติเมื่อวันที่ 18 กันยายนที่ผ่านมา ให้ธนาคารสามารถจ่ายเงินปันผลพิเศษในอัตราส่วน 60% ของกำไรสุทธิสำหรับผลการดำเนินงาน ปี 2546 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการอนุมัติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในเดือนเมษายนปีหน้า

ขณะเดียวกัน ธนาคารได้มีการพัฒนาระบบไอที เพื่อนำไปสู่การเป็น Convenience Bank ในปลายปีนี้ จะมีการเชื่อมระบบงานต่างๆ เข้ากับระบบ Core Banking System ซึ่งเป็นระบบคอมพิวเตอร์หลักที่ได้มาตรฐานสากล



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.