บาห์เรน : แดนสวรรค์ของนักขุดทอง

โดย ธานี ลิ้ม
นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

ประเทศสุดท้ายของการท่องโลกอาหรับกับคณะการค้าไทย นำโดยปิยะบุตร ชลวิจารณ์ อดีตนายแบงก์ผู้พลิกผันมานั่งเก้าอี้ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็คือ ประเทศบาห์เรน (Bahrain)

สำหรับบาห์เรนนั้นดูเหมือนประเทศไทยจะเชื่อมสัมพันธ์กันอย่างเงียบๆ มาตลอด กระทั่งมาเป็นข่าวครึกโครมก็ตรงที่รัฐบาลบาห์เรนเซ็นสัญญายกพื้นที่บนศูนย์การค้า ให้กรมส่งเสริมการส่งออกไปจัดแสดงสินค้าไทยแบบฟรีๆ ไม่เสียเงินสักบาทเดียว เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งครั้งนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีถึงกับเดินทางไปเป็นสักขีพยานด้วยตนเอง

ไม่เพียงเท่านั้น บาห์เรนยังเซ็นสัญญาข้อตกลงกับไทยเรื่องเขตการค้าเสรี ไทย-บาห์เรน (FTA : Free Trade Area) เมื่อ 29 ธันวาคม 2545 เพื่อให้สินค้าไทย กับบาห์เรนไหลเวียนกันโดยไม่ต้องเสียภาษีอากร โดยเฉพาะสินค้าเกษตรของไทย ซึ่งชาติอาหรับเป็นตลาดเป้าหมายใหม่ของไทยจะได้ประโยชน์มาก

ผลแห่งข้อตกลงได้ข้อสรุปที่จะให้สินค้า 626 รายการลดภาษีเบื้องต้น (Early Harvest) ลงเหลือ 0% และ 3%

จึงนับว่าบาห์เรนเป็นประเทศในกลุ่มอาหรับที่รัฐบาลไทยมีข้อตกลงทางการค้าอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด

อีกจุดหนึ่งที่เล็งกันก็คือ ความที่บาห์เรนมีพื้นที่ติดกับประเทศซาอุดีอาระเบีย มีสะพานรถวิ่งข้ามถึงกันและมีการติดต่อการค้าระหว่างกันชุกชุม แต่เมื่อไทยกับซาอุฯ ร้าวฉานเพราะเรื่องเพชรซาอุฯ ทำให้ไทยไม่สามารถยกขบวนสินค้าและแรงงานเข้าไปได้

บาห์เรนจึงน่าจะเป็น "สะพานการค้า" สำคัญในอนาคต

แต่ที่สำคัญคือ สินค้าไทยเองจะต้องมีกระบวนการพัฒนาแบบยั่งยืนผ่านระบบด้านสุขอนามัย การตรวจสอบสินค้า และการรับรองเป็นสินค้า Halal จึงจะสามารถเข้าไปขายในชาติแถบอาหรับได้

คงไม่ใช่เฉพาะชาติเหล่านี้เท่านั้นที่เน้นควบคุมคุณภาพและมาตรฐานสินค้านำเข้า หากแต่ระบบการกีดกันการค้า ซึ่งพลิกรูปแบบจากระบบกำแพงภาษีมาเป็นระบบการตรวจสอบคุณภาพและมาตรฐาน ทำให้ทุกชาติในโลกหันมาใช้กรรมวิธีนี้ โดยเฉพาะกลุ่มอียู ญี่ปุ่น แม้กระทั่งอเมริกาเองก็ยังทยอยออกกฎระเบียบด้านสาธารณสุขอย่างต่อเนื่อง โดยอ้างถึงการคุ้มครองผู้บริโภคภายในประเทศ จึงส่งผลกระทบต่อนโยบาย "ครัวไทย-ครัวโลก" พอสมควร

สำหรับบาห์เรนแล้วเป็นแหล่งขุดทองของคนไทยอีกแห่ง หลังจากซาอุฯ ปิดประเทศห้ามแรงงานไทยและคูเวตถูกอิรักถล่ม ก็ทำให้คนไทยย้ายเข้ามาทำงานในบาห์เรนมากขึ้น คนไทยส่วนใหญ่จะเข้ามาทำงานก่อสร้าง เป็นพ่อครัวและเชฟประจำร้านอาหารไทยในโรงแรมหรูของบาห์เรน

ปัจจุบันมีคนไทยทำงานในบาห์เรน 2,000 คน

นอกจากนี้ก็มีร้านอาหารไทยหลายแห่งที่ตั้งขึ้น แต่กลับมีคนจีนเป็นเจ้าของเสียส่วนใหญ่ ทำให้รัฐบาลไทยพยายามที่จะหันมาจัดระเบียบร้านอาหารไทยในต่างแดนให้ได้มาตรฐาน เหมือนต้นแบบไทยแท้

กล่าวสำหรับประเทศบาห์เรนนั้นเป็นหมู่เกาะเล็กๆ (archipelago) ที่ยื่นออกมาในอ่าวเปอร์เซีย ห่างจากฝั่งทะเลแถบประเทศซาอุดีอาระเบีย 15 ไมล์ ประกอบด้วยเกาะต่างๆ 35 เกาะ มีพื้นที่รวมเพียง 620 ตารางกิโลเมตร พื้นที่เต็มไปด้วยทรายและหิน ทำให้ดูแห้งแล้งเหมือนกับประเทศอาหรับที่ตั้งอยู่กลางทะเลทรายแม้จะเป็นเกาะก็ตาม

บาห์เรนมีประชากรเพียง 7 แสนคน เป็นชาวบาห์เรน 63% ชาวเอเชีย 19% อาหรับอื่นๆ 10% และอิหร่าน 8% เมืองหลวงชื่อ Manama ใช้สกุลเงินดีน่า (Bahrain dinar : BHD) ซึ่ง 1 เหรียญฯ สหรัฐฯ เท่ากับ 0.38 ดีน่า

บาห์เรนได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี 2514 และเริ่มฟื้นฟูประเทศด้วยผลิตผลจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ และทรัพยากรทางทะเล ล่าสุดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2545 ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยมีกษัตริย์เป็นประมุข จึงได้มีนโยบายเปิดเสรีการค้าและมีแนวทางการค้าระหว่างประเทศมากขึ้น

การค้าระหว่างไทยกับบาห์เรนนั้นไทยเสียดุลการค้า เพราะนำเข้าน้ำมัน เครื่องเพชรพลอย อัญมณี แร่ธาตุต่างๆ จากบาห์เรน เมื่อปี 2545 ไทยนำเข้าสินค้าจากบาห์เรน 56.55 ล้านเหรียญฯ หรือประมาณ 2,262 ล้านบาท (40 บาทต่อเหรียญฯ) ขณะที่บาห์เรนนำเข้าสินค้าประเภทเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบเหล็กกล้า เสื้อผ้าสำเร็จรูป เป็นต้น โดยปี 2545 ไทยขายสินค้าให้บาห์เรนได้ 34.94 ล้านเหรียญฯ หรือ 1,397.6 ล้านบาทเท่านั้น

ธุรกิจการค้าในบาห์เรนนับว่าเติบโตอย่างมาก อัตราเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ประมาณ 3.8% มีอัตราเงินเฟ้อเพียง 0.4% กำลังซื้อของคนในบาห์เรนถือว่าสูงเพราะมีรายได้ต่อหัวสูงถึง 18,220 เหรียญฯ หรือประมาณ 728,800 บาทต่อปี

ทำให้มีห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้าผุดขึ้นเป็นจำนวนมาก ในบาห์เรนสินค้าที่มีอนาคตของไทย ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า เครื่องประดับ อัญมณี เฟอร์นิเจอร์น่าจะมีลู่ทางสดใส โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้าว ซึ่งไทยเตรียมที่จะเจาะตลาดบาห์เรนมากขึ้น เพราะบาห์เรนนิยมข้าวจากไทยรวมทั้งผลไม้กระป๋อง

สำหรับแนวโน้มอนาคตของบาห์เรนนั้น นับว่าน่าสนใจยิ่งสำหรับนักธุรกิจไทยซึ่งรัฐบาลมีสายสัมพันธ์อันดีต่อกันมาตลอด จึงน่าจะเร่งรีบสานสายสัมพันธ์ระหว่างเอกชนกับเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการร่วมมือการค้าภายในข้อตกลงเขตการค้าเสรีไทย-บาห์เรน การจัดแสดงสินค้าไทยอย่างยิ่งใหญ่ เพราะนอกจากจะได้ตลาดบาห์เรนแล้ว ตลาดซาอุฯ ก็จะเป็นเป้าหมายต่อไปอย่างไม่ยากเย็นนัก

การเดินทางไปเปิดการค้าหลังจากสงครามอิรัก-สหรัฐฯ ยุติลงเพียงไม่กี่วันสำหรับ 4 ประเทศคือ เลบานอน เยเมน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน จึงเป็นการทะลวงการค้าครั้งสำคัญของรัฐบาลไทยกับชาติอาหรับไม่น้อย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.