|

ใบโพธิ์เปิดแผนปีหน้า รุกสินเชื่อรถเต็มสูบ ลั่นชิงอันดับหนึ่งใน3ปี
ASTVผู้จัดการรายวัน(14 กันยายน 2552)
กลับสู่หน้าหลัก
ไทยพาณิย์เปิดตัวรุกสินเชื่อรถยนต์เต็มสูบปีหน้า ลั่นพร้อมลุยทั้งปล่อยสินเชื่อใหม่และซื้อพอร์ต หวังแซงเจ้าเก่าครองมาเก็ตแชร์อันดับ 1 ภายใน 3 ปี ด้าน"ทิสโก้"ไม่สนขึ้นเป็นเบอร์หนึ่ง เน้นให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจมากกว่า คาด 4 เดือนที่เหลือแข่งขันสูง หลังยอดซื้อรถเริ่มกระเตื้อง
นายญนน์ โภคทรัพย์ รองผู้จัดการใหญ่ กลุ่มลูกค้าบุคคล ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)(SCB) กล่าวว่า ธนาคารมีแผนการที่จะรุกธุรกิจสินเชื่อรถยนต์แบบเต็มตัวในปี 2553 โดยมั่นใจว่าภายในระยะเวลา 3 ปีต่อจากนี้ ธนาคารจะสามารถขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในธุรกิจสินเชื่อรถยนต์เหนือผู้นำตลาดใน ปัจจุบันอย่าง กลุ่มทุนธนชาต (TCAP) และทิสโก้ (TISCO) ซึ่งปัจจุบันธนาคารมีส่วนแบ่งทางการตลาดเป็นอันดับ 3 ของธุรกิจนี้
“ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไรเป้าหมายของเราคือการเป็นเบอร์หนึ่งเท่านั้น ดังนั้นในปีหน้าเราจะรุกธุรกิจลิสซิ่งแบบเต็มตัว และภายใน 3 ปี เราจะต้องเป็นผู้นำของธุรกิจนี้เหนือทั้ง TCAP และ TISCO และเราจะทำได้อย่างแน่นอน” นายญนน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ธนาคารยังไม่สามารถบอกได้ว่าการที่จะขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจลิ สซิ่งนั้น จะเป็นการเติบโตด้วยตัวเอง หรือเป็นการเติบโตจากการซื้อพอร์ตเช่าซื้อ หรือการเทคโอเวอร์กิจการ เพราะเรื่องดังกล่าวต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในเวลานั้น เพราะเมื่อถึงเวลานั้นมีคนพร้อมขายธุรกิจให้กับเราด้วยราคาที่เหมาะสม เราก็จะใช้วิธีการซื้อกิจการเพื่อผลักดันให้เราเติบแบบก้าวกระโดด แต่หากไม่มีใครพร้อมขายเราก็มีศักยภาพที่จะเติบโตได้ด้วยตัวเอง
"การจะเติบโตนั้นมันเป็นไปได้ทุกทาง ทั้งโตด้วยตัวเอง หรือเทคโอเวอร์ธุรกิจ ถ้าหากมีใครอยากขายธุรกิจเราก็พร้อมเข้าซื้อด้วยราคาที่เหมาะสมและเป็น ประโยชน์กับเรา ซึ่งวิธีนี้เราจะโตแบบรวดเร็ว และหลายแบงก์ก็ทำกัน แต่ถ้าไม่มีใครขายเราก็เติบได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว” นายญนน์ กล่าว
ทั้งนี้ ธนาคารตั้งเป้าหมายที่จะเน้นการปล่อยสินเชื่อรถยนต์ให้กับกลุ่มรถยนต์ใหม่ และรถเก๋งเป็นหลัก เนื่องจากในปีหน้าเชื่อว่าภาวะเศรษฐกิจจะดีขึ้น โดยช่วงที่ผ่านมาของปีนี้จะเห็นว่าตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ใหม่และรถเก๋งมี สัญญาณฟื้นตัวชัดเจน แต่ในส่วนของรถกะบะยังมีสัญญาณชะลออยู่
ทิสโก้คาด4เดือนที่เหลือแข่งดุ
ด้านนายศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์ รองกรรมการอำนวยการ บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชี่ยล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ธนาคารไทยพาณิชย์เตรียมลงมาแข่งขันในธุรกิจลิสซิ่งนั้น จะทำให้เกิดการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในธุรกิจดังกล่าวทั้งเรื่องของราคา และการแย่งลูกค้าที่มีคุณภาพดี เพราะการที่มีธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ลงมาร่วมแข่งขันในธุรกิจนี้จะทำให้การ แข่งขันมีความรุนแรงมากกว่าปกติ
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทิสโก้เอง ไม่ได้ให้ความสนใจว่าคู่แข่งรายไหนจะเป็นเบอร์หนึ่ง แต่จะให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ในการทำธุรกิจมากกว่า โดยปัจจุบันทิสโก้อยู่ในอันดับ 2 ของธุรกิจลิสซิ่ง ซึ่งมีจำนวนฐานสินเชื่อเช่าซื้อประมาณ 9 หมื่นล้านบาท และมีส่วนแบ่งทางการตลาด(มาร์เก็ตแชร์)ในส่วนของสินเชื่อรถยนต์ใหม่อยู่ที่ 14%
ทั้งนี้ การที่ธนาคารไทยพาณิชย์มีข้อได้เปรียบจากการเป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทำให้ต้นทุนดอกเบี้ยเงินฝากต่ำกว่าเมื่อเทียบกับธนาคารขนาดกลาง แต่ต้นทุนด้านอื่นของของธนาคารขนาดใหญ่มีระดับที่สูงกว่าธนาคารขนาดกลาง ดังนั้นการแข่งขันจึงขึ้นอยู่กับกลยุทธ์เป็นสำคัญ ทั้งเรื่องการบริหารต้นทุน การบริหารความเสี่ยง และการให้บริการกับลูกค้า โดยปัจจุบันทิสโก้มีต้นทุนในการดำเนินงานอยู่ที่ประมาณ 50-55% ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกับแบงก์พาณิชย์ขนาดใหญ่ จึงเชื่อว่าจะไม่เสียเปรียบในการแข่งขันมากนัก
ทั้งนี้ ในช่วง 4 เดือนที่เหลือของปีนี้มองว่าตลาดรถยนต์จะกลับมาฟื้นตัวได้ โดยเฉพาะรถยนต์ขนาดเล็กและรถประหยัดพลังงาน ซึ่งจะเป็นตัวดึงให้กำลังซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคกลับคืนมา และจะส่งผลให้มีการแข่งขันทางสินเชื่อเช่าซื้อที่รุนแรงมากขึ้น และอาจต้องใช้วิธีกาแข่งขันเรื่องดอกเบี้ยเข้ามาเป็นกลยุทธ์ในการแข่งขันใน ช่วง 4 เดือนที่เหลือนี้
รับจำนวนสาขาไม่โตตามเป้า
นายนะเพ็งพาแสง กฤษณามระ รองผู้จัดการใหญ่ สายบริหารการขายและบริการ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า สาขาต่างประเทศของธนาคารในปัจจุบันยังคงมีการเติบโตแบบทรงตัว ซึ่งธนาคารเองก็เหลือสาขาดังกล่าวในต่างประเทศเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น คือที่ประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยสาขาต่างประเทศที่ตั้งอยู่ในกัมพูชายังคงทำรายได้ให้กับธนาคารอยู่ใน ระดับพอสมควร จากการปล่อยสินเชื่อวงเงินลงทุนให้กับนักลงทุนไทยที่ไปทำธุรกิจ แต่ยอดการปล่อยสินเชื่อยังไม่สามารถเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ธนาคารตั้งไว้ เพราะบริษัทที่ไปทำธุรกิจที่กัมพูชายังลงทุนไม่เต็มที่เท่าที่ควร เนื่องจากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจยังมีความผันผวนอยู่
ส่วนด้านสาขาของธนาคารในประเทศไทยในสิ้นปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 975 สาขาทั่วประเทศ โดยยอมไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีที่ต้องการขยายสาขาเพิ่มใน ปีให้ครบ 1,000 สาขา เนื่องจากยังไม่มีทำเลที่ตั้งเหมาะสมต่อการเปิดสาขาตามที่ธนาคารวางแผนไว้ อีกทั้งได้มีสาขาที่ทยอยปิดไป 2-3 แห่ง จากการที่ผลการดำเนินงานต้องประสบกับภาวะขาดทุนและมีบางสถานที่เริ่มมีทำเล ที่ไม่ดี
แต่อย่างไรก็ตาม ในปี 2553 ธนาคารตั้งเป้าหมายว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 1,000 สาขาในไตรมาส 1 ส่วนอีก 3 ไตรมาสที่เหลือจะพยายามขยายให้เกินกว่า 1,000 สาขา โดยคาดว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้าผลการดำเนินงานของทุกสาขาจะถึงจุดคุ้มทุน
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|