นครเก่าแก่อายุ 120 ปี

โดย เจษฎี ศิริพิพัฒน์
นิตยสารผู้จัดการ 360 องศา( กันยายน 2552)



กลับสู่หน้าหลัก

ด่าหนัง (หรือดานัง) ก่อนถูกเปลี่ยน เป็นพื้นที่ "ยกดินแดน" ให้ฝรั่งเศส โดยพระราชกฤษฎีกาเมื่อวันที่ 27 เดือน 8 ปีชวด (1 ต.ค. 2431) โดยกษัตริย์โด่งค้าญ และผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ได้อนุมัติอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 3 ต.ค. 2431 ด่าหนังเดิมตั้งอยู่ในกลุ่ม ต.บิ่ญท้ายหะ ของอำเภอหว่าวาง จังหวัดกว๋างนาม ขอบเขตขั้นต้นของ "ดินแดนที่ยกให้" นี้ประกอบด้วย 5 ตำบล สังกัดกลุ่ม ต.บิ่ญท้ายหะของอำเภอ หว่าวาง คือ ต.หายเจิว ต.เฟือกนิญ ต.ถาจทาง ต.นามเยือง และ ต.หน่ายเฮียน มีเนื้อที่รวม 20,000 เอเคอร์ (10,000 เฮกตาร์)

ถึงปี 2444 เนื่องจากถูกแรงบีบในฐานะอาณานิคมของฝรั่งเศส กษัตริย์ถ่าญท้าย ต้องออกพระราชกฤษฎีกาวันที่ 15 ม.ค.2444 ตัดเฉือน ต.เซวินด๊าน ต.ถากย้าน ต.เลียนตรี่ ต.บิ่ญเถวิ่น ต.เซวินหว่า ต.ทาญ เค ต.ดงห่าเค ต.อานเค สังกัดอำเภอหว่าวาง และ ต.หมีเค ต.อานหาย ต.เตินท้าย ต.หน่ายเฮียนดง ต.เมินกวาง ต.หวิญเอียน สังกัดอำเภอเยียนเฟือก ให้เข้าไปอยู่ใน "ดินแดนยกให้ด่าหนัง" ถึงจุดนี้ "ดินแดนยกให้" ได้ขยายกว้างทั้ง 3 ทิศ คือทิศตะวัน ตกและตะวันตกเฉียงเหนือ ที่ยืดยาวถึงช่องเขาหายเวิน ยอดรวมประกอบด้วย 19 ตำบล ในนั้นมี 13 ตำบลฝั่งซ้าย และ 6 ตำบลฝั่งขวา เนื้อที่ได้เพิ่มขึ้น 4 เท่าของ "ดินแดนยกให้" ครั้งแรก

หลังจากได้เป็นเจ้าของเมื่อวันที่ 24 พ.ค.2432 ผู้สำเร็จราชการอินโดจีนออกกฤษฎีกาก่อตั้งนครด่าหนัง ตามรูปแบบ การจัดเป็นนครชั้นที่ 2 ดังนั้น นับถึงวันนี้นครด่าหนังมีอายุครบรอบ 120 ปี

เพียงในช่วงเวลาอันสั้น หลังจากก่อตั้งนคร ในขอบเขตภายในตัวเมือง บรรดาสำนักงานทางการอาณานิคมผุดขึ้นเป็นแถว โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจถูกก่อสร้างด้วยเทคนิคทันสมัย ถนนหลาย สายเป็นรูปร่าง วิ่งคู่ขนานหรือตัดมุมฉากกัน กิจกรรมการคลัง อุตสาหกรรม การค้าเกิดขึ้นอึกทึก พลเมืองอพยพไปดำรงชีพค้าขายนับวันเพิ่มขึ้น

ต้นคริสต์ศตวรรษที่ 20 ประชากรของ "ดินแดนยกให้" ประมาณ 10,000 คน ปี 2463 เพิ่มขึ้น 46,355 คน ถึงปี 2486 เพิ่มขึ้นเป็น 50,900 คน

วันที่ 28 ก.ค.2483 กองทัพญี่ปุ่นยึดและวางกำลังที่นครด่าหนัง เปลี่ยนสถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่นทางทหารและทางด้านพลาธิการในภาคกลางตอนล่าง จนถึงวันที่ 20 ก.ค.2488 จึงส่งคืนให้รัฐบาลเตริ่น ตร่อง กิม กว่า 1 เดือนต่อมา วันที่ 26 ส.ค.2488 ประชาชนด่าหนังลุกฮือ ยึดอำนาจรัฐมาอยู่ในมือของตน ในปีแรกภายหลังการปฏิวัติเดือนสิงหาคม นครมีชื่อใหม่เรียกว่า "ถ่าญท้ายเฟียน"

ตั้งแต่ปี 2490 ถึงปี 2497 กองทัพฝรั่งเศสกลับมายึดครองนครแห่งนี้อีกครั้ง หวนกลับมาใช้ระบอบปกครองแบบ "ดินแดนที่ยกให้" อีก รื้อฟื้นเรียกชื่อเดิม Tourane ก่อสร้างสถานที่แห่งนี้เป็นฐานที่มั่นทางทหารขนาดใหญ่และเปลี่ยนเป็นที่มั่นทางยุทธศาสตร์สำหรับอินโดจีนตอนกลาง ในช่วงนี้ประชากรด่าหนังไม่เพิ่มขึ้นแต่กลับน้อยลง เนื่องจากหลายคนอพยพไปพื้นที่เสรีทางทิศใต้ จังหวัดกว๋างนามในช่วงปี 2495 นับประชากรได้ 45,834 คน เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2495 ทางฝ่ายปฏิวัติ โดยนายกรัฐมนตรีประเทศสาธารณรัฐประชา ธิปไตยเวียดนาม ได้ออกกฤษฎีกาที่ 129/TTg ผนวกเอานครด่าหนังเข้าอยู่ในจังหวัด กว๋างนาม ตั้งชื่อเป็นจังหวัดกว๋างนาม-ด่าหนัง

หลังปี 2497 ด่าหนังยังคงเป็นหน่วยบริหารขึ้นตรงส่วนกลางอำนาจรัฐไซ่ง่อน มีเนื้อที่ 79.1 ตร.กม. ประชากร 391,963 คน ปี 2505 เขตแดนด่าหนังได้ขยายออกไป 2-3 ของพื้นที่อำเภอหว่าวาง ประกอบด้วยส่วนหนึ่งของ บ.หว่าฟุ สังกัด ต.หว่ามิญ พื้นดินทั้งหมดที่ล้อมรอบนครทางทิศใต้และทิศตะวันตก ถูกแยกออกตั้งแต่วันที่ 19 พ.ย.2494 เพื่อขยายสนามบินและท่าเรือ ต.หว่าเถวิ่น และส่วนหนึ่งของ บ.หว่าอาน ต.หว่าฟาต ผ่านการขยาย ครั้งนี้ เนื้อที่ด่าหนังเพิ่มขึ้น 83 ตร.กม. ด่าหนังขณะนั้นแบ่งเป็น 3 เขตคือ เขต 1 เขต 2 และเขต 3

ปลายปี 2505 คณะพรรคเขต 5 ทางฝ่ายปฏิวัติ ตัดสินใจแบ่งจังหวัดกว๋างนาม-ด่าหนัง ตั้งเป็น 2 จังหวัด คือ จ.กว๋างนาม ตั้งแต่ อ.เกว๊เซิน เข้ามาถึง อ.ตามกี่ และ จ.กว๋างด่า ตั้งแต่ อ.ยุยเซวียน ออกไปถึง อ.หว่าวาง รวมทั้งด่าหนัง

ปี 2508 กองทัพอเมริกาเลือกด่าหนัง เป็นจุดแรกเพื่อยกพลขึ้นบกบุกเข้าปฏิบัติการสงครามรุกรานเวียดนาม ด่าหนังถูกเปลี่ยนเป็นฐานทัพผสมและการบริการสงครามแห่งหนึ่ง ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอเมริกาในภาคใต้ (รองจากไซ่ง่อน) แขนงงานอุตสาหกรรมของนครมีเล็กน้อยเหมือนพิการ และขึ้นอยู่กับต่างประเทศ พื้นฐานเทคนิคที่สำคัญรับใช้การสงคราม แขนงงานหัตถกรรมไม่พัฒนา แขนงงานอาชีพเก่าแก่ถูกกลบฝัง ทุ่งนาที่บริเวณชานนครถูกทิ้งร้าง

ในขณะที่จำนวนคนจากเขตบ้านเกิด หลบหนีลูกระเบิดและกระสุนปืนสงครามไปดำรงชีพที่ด่าหนัง นับวันมากขึ้น ทำให้ประชากรที่นี่พุ่งขึ้น ปี 2509 มี 146,000 คน ถึงปี 2518 ตัวเลขได้เพิ่มขึ้นเกือบ 1,000,000 คน ความหนาแน่นประชากร 13,000 คน/ตร.กม. ในช่วงปี 2517 บางคนให้ข้อสังเกต ว่าในเวลานั้น "ด่าหนังไม่อาจมีรูปร่างของจังหวัด หรือนครเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมท้องถิ่นให้เข้มแข็งทันทีในสงคราม เหมือนสถานที่ต่างๆ ในภาคเหนือเวียดนามช่วงปี 2508-2515"

วันที่ 29 มี.ค.2518 ประวัติศาสตร์ด่าหนังก้าวไปสู่หน้าใหม่ คือสร้างสรรค์และพัฒนาในสันติภาพและเอกราช เดือน ก.พ. 2519 จ.กว๋างนาม และ จ.กว๋างด่า รวมตัว กันเป็น จ.กว๋างนาม-ด่าหนัง 3 เขตของด่าหนัง เป็นหน่วยขึ้นตรงจังหวัด ถึงวันที่ 30 ส.ค.2520 ทั้ง 3 เขตรวมตัวกันเป็นนครด่าหนัง

ปี 2539 ตามมติวันที่ 6 พ.ย. ในการประชุมครั้งที่ 10 ของรัฐสภาสมัยที่ 9 ได้อนุมัติให้แยกด่าหนัง ออกจาก จ.กว๋างนาม เป็นหน่วยบริหารขึ้นตรงส่วนกลาง

วันที่ 1 ม.ค.2540 นครด่าหนังกลายเป็นหน่วยบริหารใหม่อย่างเป็นทางการ มีเนื้อที่ธรรมชาติ 1,248.4 ตร.กม. ในนั้นเป็นเนื้อที่ ภายในนคร 205.78 ตร.กม. ประชากร 663,115 คน

เมื่อกลายเป็นนครขึ้นตรงส่วนกลาง ด่าหนังได้รับการแบ่งเป็น 5 เขต (เขตหายเจิว เขตทาญเค เขตเซินตร่า เขตหงูห่าญเซิน และเขตเลียนเจี๋ยว) และ 2 อำเภอ (อ.หว่าวาง และ อ.หว่างซา) ประกอบด้วย 33 ย่าน และ 14 ตำบล ถึงปี 2548 ตามมติรัฐบาลที่ 102 ลงนามวันที่ 5 ส.ค.2548 อ.หว่าวาง แยกออกเป็น 2 หน่วยบริหารคือ อ.หว่าวาง ประกอบด้วย 11 ตำบล และเขตเกิ๋มเหละ ประกอบด้วย 6 ย่าน นับถึง ช่วงปัจจุบันนี้ ด่าหนังมีทั้งหมด 6 เขต และ 2 อำเภอ ประกอบด้วย 56 ย่านและตำบล ประชากรขึ้นถึง 834,000 คน

วันที่ 23 ต.ค.2540 นายกรัฐมนตรีลงนามมติอนุมัติแผนผังทั้งชุดเกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจ-สังคมของด่าหนัง ถึงปี 2553 กำหนดให้สถานที่แห่งนี้เป็นหนึ่งในบรรดาศูนย์เศรษฐกิจสำคัญของภาคกลาง และของทั้งประเทศ ถึงวันที่ 15 ก.ค.2546 นายกรัฐมนตรีลงนามมติที่ 145 รับรองด่าหนังให้เป็นนครชั้นที่ 1 วันที่ 16 ต.ค.2546 กรมการเมือง พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม มีมติที่ 33-NQ/TW ว่าด้วยการก่อสร้างและพัฒนานครด่าหนัง ในช่วงความเป็นอุตสาหกรรมและความทันสมัยของประเทศ สร้างด่าหนังให้สะดวกและเพิ่มโอกาสใหม่บนเส้นทางแห่งการพัฒนา

ภายหลังกว่า 10 ปีที่กลายเป็นนครขึ้นตรงส่วนกลาง ด่าหนังได้มีการพัฒนาแบบก้าวกระโดด โฉมหน้านครเปลี่ยนแปลง แน่นอนด้วยโครงการก่อสร้างตึกหลายชั้น ถนนมากขึ้น และบรรดาสะพานข้ามแม่น้ำห่าน การเติบโต GDP อยู่ในระดับสูง นครกำลังเป็นรูปร่าง เป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมเข้มแข็ง การค้า-การบริการได้ขึ้นถึงระดับเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค วัฒนธรรม-สังคม มีการเปลี่ยนแปลงหนักแน่น ด้วยการเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นด่าหนัง จึงเป็นหนึ่งในบรรดานครใหญ่ของทั้งประเทศที่น่าจับตาอย่างแท้จริง


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.