พรทิพย์ พรประภา ต้องเปลี่ยนมาใช้นามสกุล "ณรงค์เดช" แล้วผันเกษม
ณรงค์เดช ให้กลายเป็นกุญแจดอกสำคัญของ "พรประภา" อย่างแยกไม่ออก
นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบบังเอิญจริง ๆ พร้อมกับงัดง้างสัจธรรมค้าขายคนจีนเสียยับยุ่ยว่า
"บางครั้งความบังเอิญก็สร้างความสำเร็จขึ้นมาได้"
คู่ปึกส์คู่นี้เป็นบทพิสูจน์ที่ดี!!!
เกษมพบพรทิพย์ครั้งแรกในงานแต่งงานญาติคนหนึ่งของเธอ พร้อมติดคำพูดเหน็บแนบที่คนฟังคงไม่สบอารมณ์นักว่า
"พรทิพย์ที่ว่าสวยไม่เห็นสวยเลย"
ก็ยังดีที่สาวเจ้าเข้าใจว่านั่นเป็นการหยิกแกมหยอก ไม่งั้นโอกาสที่คนทั้งคู่จะกลายมาเป็นคู่ผัวตัวเมียที่ยิ่งใหญ่คู่หนึ่งในโลกธุรกิจปัจจุบันคงไม่เป็นจริง
เกษมแต่งงานกับพรทิพย์อย่างเอิกเกริกเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2512 ท่ามกลางเสียงค่อนแคะหนาหูว่า
"เขาได้ดีเพราะเมีย"
ถ้ามองเกษมอย่างผิวเผินคำตอบนั้นอาจเป็นจริง!
เกษม ณรงค์เดช เป็นคนเงียบ ลุ่มลึก แล้วยังเด็ดขาดเสียด้วย!!
คนที่พบความจริงข้อนี้เป็นคนแรกก็คือพี่ชายที่ชักนำเข้าสู่สนามธุรกิจนั่นแหละ
ประสิทธิ์ ณรงค์เดช นึกไม่ถึงเลยว่าน้องชายที่เขาฟูมฟีกขึ้นมานั้นจะสามารถฝืนยิ้มทนดูพี่ชายถูกแล่เนื้อเถือหนังให้ตายไปทีละน้อย
ๆ ในกรณีศึกผ้าอนามัยเซลล็อกซ์-สก็ตอเปเปอร์ ได้โดยไม่สะท้านหวั่นไหว
ปวดร้าวที่สุดของประสิทธิ์ซึ่งเขาไม่มีวันลืมได้เลยก็คือคนที่กล้ายัดเยียดความตายให้กับเขานั้นแท้ที่จริงก็เป็นน้องชายของเขานั่นเอง
ประสิทธิ์ซื้อบทเรียนครั้งนั้นในสนนราคาที่แพงลิบลิ่ว ก่อนประกาศตามล้างตามเช็ดน้องชายคนนี้อย่างถึงที่สุด
ถ้าใจคนเป็นคมกระบี่ที่เฉียบคมเหนือศาสตราวุธทั้งหลายใจที่แน่วนิ่งไม่ไหวติงต่อสรรพสิ่งรอบข้าง
เฝ้ารอคอย "เหยื่อ" พลัดหลงเข้ามาสังเวยความโหดเหี้ยมอย่างเย็นใจ
คนที่บรรลุความเข้าใจในข้อนี้ย่อมเป็นคนที่น่าเกรงกลัวเป็นอย่างยิ่ง
เกษม ณรงค์เดช น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มคนจำพวกนั้น เขาอาจไม่มีความโหดเหี้ยม
ทว่าความรัก ความยิ้มแย้มแจ่มใสที่เขาแสดงออกมาต่างหากที่น่าประหวั่นพรั่นพรึง
เกษมเป็นน้องชายประสิทธิ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง พื้นเพเดิมเป็นคน จ.
อุบลราชธานี จบชั้นมัธยมที่เซนต์คาเบรียล และเตรียมอุดม แล้วไปจบปริญญาตรีที่จุฬาฯ
จากนั้นจึงไปเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแคนซัส สมัยเรียนจุฬาฯ เขาดังมากในฐานะประตูฟุตบอลมือกาวที่มีไหวพริบดีเป็นเลิศ
ทักษะในการเป็นประตูฟุตบอลมีค่าอนันต์กับธุรกิจของเขาเป็นอย่างมากในปัจจุบัน
เนื่องจากผู้รักษาประตูเป็นคน ๆ เดียวที่มองเห็นเกมได้ทั่วถึง สามารถที่จะแก้เกมการเล่นให้เพื่อนร่วมทีมเล่นกันอย่างสบายใจได้ในสงครามธุรกิจ
เกษมจึงชอบการเป็นเสธฯ ที่คอยวางแผนให้คนสนิทเป็นคนเล่น
เกษมเริ่มชีวิตการทำงานในปี 2502 โดยเป็นอาจารย์อยู่ที่คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชีที่จุฬาฯ
เป็นอาจารย์สอนบรรยายที่จุฬาฯ แล้วไปเป็น CHIEF ACCOUNTANT ที่กรมทางหลวง
ที่นี่เขากลายเป็นลูกน้องคนสนิทของนุกูล ประจวบเหมาะ กระทั่งถึงปี 2512 จึงถูกประสิทธิ์พี่ชายดึงมาทำกิจการส่วนตัว
เกษมร่วมสร้างฐานะทางธุรกิจกับพี่ชายด้วยการทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ย่อท้อ
และระยะหลังเขาต้องปักหลักสู้เพียงคนเดียว ขณะที่ประสิทธิ์หันเหความสนใจไปกับงานการเมือง
ซึ่งสร้างความขุ่นข้องหมองใจแก่เกษมเป็นอย่างมาก
เพราะเกษมรู้สึกว่างานทั้งหมดเขาเป็นคนทำ ทว่าคุณงามความดีและผลประโยชน์อะไรต่อมิอะไร
พี่ชายเก็บกวาดเรียบไปเสียหมด ความอัดอั้นตันใจก็สั่งสมมานานก็เลยถึงจุดระเบิด
ประกาศแยกทางกันเดินเหมือนไม่ใช่ "ณรงค์เดช" ด้วยกันอย่างนั้น
ธุรกิจคือธุรกิจ ไม่มีพี่ไม่มีน้อง ภายหลังแยกตัวออกมาเกษมตัดสินใจเข้าร่วมทุนกับสก๊อต
เปเปอร์ อดีตพาร์ทเนอร์ของประสิทธิ์มานานแล้วเช่นกัน เมื่อหัวอกคนบาดเจ็บมาผนึกกำลังร่วมกัน
"การล่าสังหารทางธุรกิจที่ไม่เคยคำนึงถึงสายสัมพันธ์เก่าก็เลยบังเกิด"
พร้อมบทสรุปในฉากแรกเป็น "ความพ่ายแพ้อย่างหมดรูปของประสิทธิ์"
เกษมเป็นคนเอาจริงเอาจังในเรื่องการทำงานอย่างมาก ไม่จำเป็นแล้วเขาจะไม่ออกนอกหน้านอกตาเป็นอันขาด
ความเป็นจริงนี้ไม่ใช่รับรู้แค่การทำงานร่วมกับพี่ชายเท่านั้น หากเมื่อเขาเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของสยามยามาฮ่า
ซึ่งเป็นธุรกิจหนึ่งขอพ่อตาและเมีย เกษมก็ทำหน้าที่ได้รับขึ้นก่อผลกำไรให้กับบริษัทอย่างสูง
ผลกำไรสะสมร่วม 500 ล้านบาทของสยามยามาฮ่า ณ สิ้นปี 2529 โดยฝีมือการบัญชาการของเกษมในฐานะประธานกรรมการบริษัท
และเงินส่วนนี้ได้ถูกนำไปจุนเจือให้กับหลายบริษัทในเครือสยามกลการ ย่อมชี้ให้เห็น
"กึ๋น" ของเกษมได้ชะงัดนัก!!
เกษมกับความสำเร็จทุกแง่มุมของเขาช่างเป็นเรื่องบังเอิญเสียจริง ๆ ความเป็นไปของเขากับสยามยามาฮ่าก็ไม่ผิดไปจากทำนองนี้
ย้อนหลังไปเมื่อปี 2514 ตอนที่บริษัทยามาฮ่ามอเตอร์ญี่ปุ่น ซึ่งร่วมทุนกับสยามกลการในนามบริษัทสยามยามาฮ่ามาตั้งแต่ปี
2507 ประสงค์จะถอนตัวโดยให้เหตุผลว่า กรรมการผู้จัดการ ฮิโรชิ โคยสุจิ ต้องการกลับญี่ปุ่นและจะไม่มาเมืองไทยอีก
ซึ่งทำให้ขาดผู้บริหารที่มีอำนาจลงนามไปหนึ่งคน ดังนั้นจึงได้มีการประชุมตกลงกันเมื่อวันที่
31 ก.ค. 2514 ให้บริษัทยามาฮ่ามอเตอร์ โอนหุ้นที่ถืออยู่ 54,000 หุ้นให้กับสยามกลการ
ซึ่งยามาฮ่ามอเตอร์ก็ไม่ขัดข้อง
แต่การประชุมครั้งนั้นกลับขลุกขลักเมื่อ มร. โคยสุจิ ทนคิดถึงบ้านไม่ไหวหนีกลับญี่ปุ่นไปก่อน
ถาวร พรประภา เลยจับเอา เกษม ณรงค์เดช ลูกเขยที่กำลังข้าวใหม่ปลามันเข้ามาสอดรับตำแหน่งเดิมของ
มร. โคยสุจิทันที นับเป็นก้าวแรกของเกษมสู่สยามยามาฮ่าก่อนผยองได้ในวันนี้
ถาวรนั้นกล่าวกันว่าเขาใช้เวลาเพียง 2 ปีในการตรวจสอบเววเฉลียวฉลาดของลูกเขยคนนี้
ที่สุดจึงตกลงใจแยกบริษัทสยามยามาฮ่าออกจากสยามกลการเพื่อให้มีอิสระในการทำงาน
ในปี 2514 ซึ่งอีกเหตุผลหนึ่งมีคนบอกว่า "สยามยามาฮ่าคือของขวัญของเกษม-พรทิพย์"
ช่วงบริษัทสยามกลการประสบมรสุมด้านหนี้สินจากค่าเงินเยนแข็งตัวเมื่อเทียบกับเงินบาทประมาณปี
2526 เกษมและพรทิพย์ได้นำบริษัทสยามยามาฮ่าเข้ามาช่วยทั้งในรูปเงินให้ยืม
(ไม่คิดดอกเบี้ย) และค้ำประกัน L/C ให้
นี่เป็นข้อต่อที่สร้างความชื่นชมให้กับถาวรเอามาก ๆ เครดิตของสามี-ภรยาคู่นี้
เมื่อเทียบกับคนอื่น ๆ แล้วทั้งคู่ลอยลมบนยากที่จะร่วงหล่นเสียแล้ว
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจในแต่ละครั้งของสยามกลการค่อนข้างเป็นที่เชื่อได้ว่า
คนที่มีส่วนผลักดันอย่างมากคนหนึ่งคือเกษม บางคนเปรียบเขาเป็นเสนาธิการคู่ใจของคุณหญิงพรทิพย์
และอนาคตใหม่ของสยามกลการที่มีเมียเขาครอบครองอำนาจโดยเบ็ดเสร็จนั้น คนที่จะร่วมชี้ชะตากับคุณหญิงพรทิพย์ก็เป็นสามีของเธอคนนี้นี่เอง
ปี 2530 เกษมเดินหมากรุกเงียบทางธุรกิจ??
ปี 2531 คงถึงเวลาที่เขาจะเปิดเผยตัวเองสักที!!
โชคดีเป็นของถาวร พรประภาที่ได้ลูกเขยเฉียบฉลาดมาประสานเข้ากับความเข้มงวดของลูกสาวสุดรักได้อย่างเหมาะสมกลมกลืน!!