ฟันธงปีหน้าทุนค้าปลีกวูบ20% เหตุพรบ.ฯคุมเข้ม ครึ่งปี52โตต่ำเป้า


ASTVผู้จัดการรายวัน(25 สิงหาคม 2552)



กลับสู่หน้าหลัก

ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย ฟันธงปีหน้า ค้าปลีกย่ำแย่หนัก คาดเม็ดเงินลงทุนวูบหายกว่า 20% ทั้งระบบ เหตุทำเลดีหายาก ผนวกกับการคุมเข้มของพรบ.ค้าปลีก ขณะที่ภาพรวมครึ่งปีแรกนี้โตต่ำเป้าที่ 3-4%

นายธนภณ ตังคณานันท์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ทางสมาคมฯต้องการให้ภาครัฐบาลเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและนักลงทุนให้กลับคืนมาโดยเร็วที่สุด ไม่ว่าจะเป็นด้านการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเข้าสู่ระบบ การเร่งผลักดันโครงการขนาดใหญ่ให้เดินหน้าอย่างจริงจัง หรือการวางนโยบายต่อการกระตุ้นการลงทุนที่ชัดเจน เพราะว่าภาวะเศรษฐกิจขณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจค้าปลีกอย่างมาก

ขณะที่ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในช่วงครึ่งปีหลังนี้ มีแนวโน้มที่น่าจะดีกว่าในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา เพราะมองว่าเศรษฐกิจของไทยนั้นได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วและราคาน้ำมันในขณะนี้ก็อยู่ในระดับที่รทรงตัวแล้วคือเฉลี่ย 70-80 ดอลล่าร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งคงไม่น่าจะมีปัจจัยลบอะไรมาทำให้ตกตำลงไปอีก มั่นใจว่ากำลังซื้อของผู้บริโภคก็จะกลับคืนมาเหมือนเดิมด้วย

ขณะเดียวกันภาคการท่องเที่ยวของไทยก็เริ่มปรับต้วไปในทิศทางที่ดีขึ้นแล้วเช่นกัน โดยพิจารณาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ซึ่งมั่นใจว่า ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกทั้งระบบในไทยน่าจะมีประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท มีการเติบโตจากปีที่ผ่านมาประมาณ 5% แม้ว่าในช่วงครึ่งปีแรกนี้จะมีการเติบโตแค่ 3-4% ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 4-5%

ทั้งนี้ประเมินว่าในปี 2553 การลงทุนขยายธุรกิจของค้าปลีกจะชะลอตัวลงแน่นอนอย่างน้อย 10-20% จากปีนี้ เพราะมาตรการของ พระราชบัญญัติควบคุมอาคารและที่ดิน และ พรบ.ผังเมือง ที่ควบคุมการเปิดสาขาใหม่ของค้าปลีกขนาดใหญ่ จึงทำให้การเปิดสาขาใหม่นั้นยากขึ้นด้วย

ส่วนในปี 2552 นี้ คาดว่า มูลค่าการลงทุนทั้งระบบของธุกริจค้าปลีกในไทยจะมีประมาณ 40,000 ล้านบาท เติบโต 20% จากปีที่แล้วที่มีมูลค่าทั้งระบบประมาณ 30,000 ล้านบาท เพราะการชะลอตัวของเศรษฐกิจส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินการ การก่อสร้างต่ำลง งจึงทำให้ผู้ประกกอบการขยายสาขาในจังหวะนี้มากขึ้น

“ผู้ประกอบการภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลพิจารณาทบทวน กฎหมายต่างๆที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจค้าปลีกทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะว่าที่ผ่านมามีข้อบังคับที่เข้มงวดพอสมควร ส่งผลกระทบต่อการขยายธุรกิจ การขยายสาขาที่ใกล้กับโรงเรียนและวัดไม่สามารถทำได้ และไม่ได้รับอนุญาติให้เปิดโครงการใหม่จำนวนมากด้วย ส่วนพรบ.ค้าปลีกนั้นต้องการให้ภาครัฐทบทวนข้อมูลทุกด้านให้รอบคอบมากที่สุด และออกกฎหมายที่สามารถทำให้ทุกฝ่ายสามารถอยู่ร่วมกันได้และได้รับประโยชน์สูงสุด" นายธนภณกล่าว

นายธนภณกล่าวด้วยว่า ทางสมาคมฯได้ทำการสำรวจข้อมูลเบื้องต้นเพื่อนำเสนอให้กับภาครัฐเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาเพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดหรือควบคุมและส่งเสริมธุรกิจค้าปลีก โดยมูลค่าของธุรกิจค้าปลีกในไทยมีมูลค่าอยู่ประมาณ 1.77 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราส่วน 20% ของจีดีพีของประเทศไทย ซึ่งธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่หรือที่เรียกว่า โมเดิร์นเทรดมีมูลค่าประมาณ 5 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นสัดส่วน 30% ของมูลค่ารวมทั้งหมด ส่วนกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอีนั้นที่เกี่ยวข้องกับวงการค้าปลีกมีประมาณ 6-7 แสนราย ทั่วประเทศ

ขณะเดียวกันในธุรกิจค้าปลีกนี้ยังทำให้เกิดการจ้างงานสูงถึงกว่า 8 แสนคน และชำระภาษีทุกประเภทประมาณ 54,000 ล้านบาท หรือประมาณ 3.5% ของจำนวนภาษีทั้งหมดที่รัฐเก็บได้ 1.55 ล้านล้านบาท

นายธนภณกล่าวว่า ทั้งนี้เม็ดเงินทั้งหมดของธุรกิจค้าปลีกที่ไหลเข้าในระบบ ทางสมาคมฯจึงอยากให้ภาครัฐหันมาทบทวนมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวกับธุรกิจค้าปลีกอีกครั้งไม่ว่าจะเป็นพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร กฎหมายผังเมือง กฎกระทรวง หรือการออกกฎหมายค้าปลีก


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.