"วินิจ สุรพงษ์ชัย-คนที่ทำอะไรโดยไม่ตั้งใจ เขาวันนี้ลินตาส-เขาพรุ่งนี้ที่....?"


นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2530)



กลับสู่หน้าหลัก

ไม่มากคนนักหรอกที่จะโชคดีมีโอกาสเข้าไปชมกระบวนการผลิต การบริหารงานภายในตลอดจนการวางแผนพัฒนาผลิตภัณฑ์และการตลาด ชนิที่เรียกว่าเจาะเข้าไปเก็บรายละเอียดจนเกือบจะทุกรูขุมขนของ พีแอนด์จี ได้ง่าย ๆ

จะเป็นเพราะความเมตตาปราณี หรือชื่นชมในฝีไม้ลายมือที่เฝ้าติดตามมาหลายปีดีดักก็ยากแท้จะรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ ในหมู่คนจำนวนน้อยที่จะตกทองก้อนใหญ่ ก็รวมเอา วินิจ สุรพงษ์ชัย จอมยุทธโฆษณาของเมืองไทยอยู่ด้วยคนหนึ่ง

และที่น่าแปลกใจมากไปกว่านั้นก็คือว่า โดยปกติพีแอนด์จี มอบความไว้เนื้อเชื่อใจด้านทำโฆษณาสินค้าทุกตัวกับบริษัท ซาทชิ แอนด์ ซาทิ (ปัจจุบันเข้ามาบริหารเทดเบสท์) ทว่าวินิจกลับเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของ เอสเอสซี แอนด์ บี ลินตาส ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของซาทชิและเป็นคีย์สำคัญที่ลินตาสหมายมั่นจะให้คุมตลาดเอเชีย

แล้วทำไมจู่ ๆ วินิจถึงเข้าไปในพี แอนด์ จี?

"ผมก็ไม่รู้เหตุผลเหมือนกันว่าเป็นเพราะอะไร บอกได้ก็เพียงว่าปกติ พี แอนด์ จี ไม่ปล่อยให้คนนอกเข้าไปล่วงรู้เส้นสนกลในได้ง่าย ๆ วินิจเองยังพูดให้ฟังว่า เขานั้นทึ่งกับ พี แอนด์ จี มากขนาดแผนกวิจัยและคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ยังใช้คนร่วม 300 คน" เพื่อนสนิทของวินิจกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

"ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมวินิจถึงมีโอกาสเช่นนี้ได้ ว่าไปแล้วควรจะเป็นคนของริชาร์ดสัน วิคส์ที่น่าจะได้รับสิทธิ์นี้มากกว่า แต่ถ้าดูถึงยุทธิวิธีทำสงครามตลาดของ พี แอนด์ จีแล้วเขามุ่งใช้กระสุนด้านโฆษณามากอาจจะเป็นไปได้ว่าพี แอนด์ จีกำลังเดินหมากจับหัวใจด้านนี้ให้ถึงแก่น" ผู้บริหารของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ท่านหนึ่งกล่าว

ไม่ว่าพี แอนด์ จี จะเดินหมากสองชั้นสามชั้นอย่างไรนั้นนั่นเป็นปรากฏการณ์ในอนาคตที่จะต้องติดตามดูกันต่อไป แต่กล่าวโดยตัวของ วินิจ สุรพงษ์ชัยเพลย์บอยกลับใจวัย 47 ปีที่ชอบกล่าวกับใคร ๆ เสมอว่า "ผมมันคนแปลกเข้าสู่วงการไหนบางทีก็ไม่ได้ตั้งใจอะไรนัก"

ก็เพราะคำกล่าวอย่างนี้ ยิ่งทำให้เขาต้องเป็นที่น่าสนใจมากขึ้น !

วินิจ สุรพงษ์ชัย เกิดในครอบครัวที่ทำงานผลิตกล่องกระดาษลูกฟูก ทางบ้านต้องการที่จะเห็นเขาเป็นวิศวกรหรือไม่ก็นักวิทยาศาสตร์ แต่เจ้าตัวกลับเถลไถลไปเอาดีทางด้าน อินดัสเตรียล ดีไซน์ โดยจบการศึกษาด้านนี้จากวิทยาลัยเลสเตอร์ประเทศอังกฤษ

แต่วิชาที่ร่ำเรียนมากลับนำความท้อแท้ใจมาให ้เมื่อมาทำงานและได้ออกแบบโต๊ะตัวหนึ่งที่ตัวเองคิดว่ามันสุดยอดแล้ว ทว่าในด้านตลาดกลับล้มเหลวไม่มีชิ้นดีเนื่องจากสินค้ามีราคาแพงเกินไป จากจุดนี้เลยทำให้ต้องหันเหเปลี่ยนวิชาชีพกลับมาช่วยทางบ้านทำกล่องขาย

เป็นเพราะธุรกิจทางบ้านไม่ใหญ่โตมากนัก เมื่อต้องปะทะกับคู่แข่งที่มีกำลังเหนือกว่าในที่สุดเขาก็ต้องขายกิจการให้กับต่างชาติก่อนที่หนี้สินจะบานทะโร่ไปทั้งเมือง บทเรียนของความพ่ายแพ้ครั้งนั้นเป็นครูที่ดียิ่งสำหรับเขา เป็นความฝังใจที่ยากนักจะลืมเลือน

วินิจหอบหิ้วเอาบาดแผลและความเจ็บปวดเข้าไปสมานในรังของเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ แต่เขาก็ทำงานที่นี่ได้เพียงสองปีกว่า ๆ ก็ชิงลาออก ด้วยเหตุผลที่ไม่มีอะไรมากไปกว่าที่เจ้าตัวบอกว่า "ไม่อาจทนฝืนบางสิ่งบางอย่างต่อไปได้ การทำงานช่วงนั้นเป็นการฝืนจริง ๆ"

เพื่อนสนิทของวินิจบอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า "สมัยนั้นวินิจเป็นนักเที่ยวตัวยง เขาเที่ยวแบบหัวราน้ำอาจเป็นเพราะความเก็บกดหลาย ๆ อย่าง"

แต่สองปีในเบอร์ลี่ฯ ยักษ์ใหญ่ด้านคอนซูเมอร์ โปรดักซ์อีกรายหนึ่ง ได้สอนอะไรต่อมิอะไรหลายสิ่งหลายอย่างให้วินิจเรียนรู่ช่องทางหนีทีไล่ในตลาดสินค้ายังจดจำมั่นอยู่ในสมอง และพร้อมเสมอที่จะถูกจุดประทุนำขึ้นมาใช้ได้ทุกเมื่อ

หากเป็นความต้องการของเขาและของใครก็ได้ที่อยากจะโด่งดังในตลาดนี้

หลังจากออกจากงานที่เบอร์ลี่ฯ เคว้งคว้างอยู่ระยะหนึ่งจนถูกเพื่อนดึงตัวให้เข้าไปทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารลูกค้า (เออี) กับลินตาส และที่นี่ก็เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของวินิจ เขาพลิกผันชีวิตใหม่จากดำเป็นขาวในไม่กี่พริบตา สร้างความก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างรวดเร็ว

สินค้าหลายตัวผ่านมาในมือของเขา!

สินค้าเกือบทุกตัวถูกเขาอ่านเสียจนทะลุปรุโปร่ง!!!!

ในสงครามการตลาดโดยเฉพาะ BATTLE CONSUMER ซึ่งไม่ใช่สงครามเบ็ดเสร็จแบบต้องกรีฑารุกขยี้ให้ย่อยยับแป็นผุยผงในครั้งเดียว หากแต่ต้องมากไปด้วยลีลาลูกเล่นอันแพรวพราว แน่นอนสิ่งเหล่านี้วินิจซึมซับมาพอตัวทีเดียว

เขาอาจไม่ใช่มือกระบี่ที่หนึ่ง แต่แน่ล่ะเขาก็ย่อมไม่เป็นสองรองใครเช่นกัน!!!

ด้วยความไม่ตั้งใจเมื่อ 14 ปีก่อนที่ปักหลักอยู่กับลินตาสวันนี้วินิจ สุรพงษ์ชัย พิสูจน์คุณค่าและความสามารถของเขาให้เป็นที่ประจักษ์แล้วว่า เพชรเม็ดงามหากได้รับการเจียระไนอย่างพิถีพิถันก็พร้อมที่จะเจิดจรัสเปล่งแสงแวววาว จากอดีตเออีตัวเล็ก ๆ วินิจได้ผลักดันตัวเองให้ก้าวถึงระดับกรรมการผู้จัดการ

เป็นถึงมืออันดับ 3 ของลินตาส เอเจนซี่โฆษณาที่มีบิลลิงสูงสุดของเมืองไทยในปัจจุบัน

วินิจยังเป็นคนที่รักเด็กเขาเคยตั้งความหวังไว้ว่า ช่วงหนึ่งของชีวิตอยากทำอะไรเพื่อเด็ก ๆ บ้างไม่ว่าจะเป็นงานด้านโฆษณาที่กำลังจับอยู่ หรือด้านไหนก็ได้ที่เปิดโอกาสให้เขาเข้าไป...ทุกวันนี้วินิจต้องโม่งานอย่างหนักและดูเหมือนวันข้างหน้าอาจจะหนักขึ้นเป็นสองเท่า

เพราะเดี๋ยวนี้ติดต่อไปถึงเขาทีไร ก็ได้แต่เสียงตอบรับจากเลขาฯหน้าห้องว่า "คุณวินิจไปต่างจังหวัด" จนทำให้สิ่งที่เราอยากรู้ต้องค้างคาเป็นปริศนา

"ผู้จัดการ" จึงไม่อาจคอมเมนท์อะไรไปได้มากไปกว่าที่หลาย ๆ คนสงสัยกันว่า ทำไมวินิจจึงสามารถเข้าไปดูงานใน พี แอนด์ จีที่อเมริกาได้อย่างชนิดที่คาดไม่ถึง...แต่พรุ่งนี้ของวินิจจะเป็นอย่างไรนั้นคำตอบนี้ใช่ว่าจะล่องลอยอยู่ในสายลม

จากความสามารถและประสบการณ์ที่สั่งสม หากจะเป็นเครื่องการันตีให้มีใครอีกคนได้หลงชื่นชมในตัวเพลย์บอยกลับใจผู้นี้ ก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกเกินไปมิใช่หรือ?



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.