เมื่อ พีแอนด์จี. ลั่นกลองรบ ยุทธหัตถีทางการตลาดย่อมดุเดือด เหนือฟ้าย่อมมีฟ้านั้นคือใคร?


นิตยสารผู้จัดการ( เมษายน 2530)



กลับสู่หน้าหลัก

ตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ที่มีมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทกับท่าทีของพรอกเตอร์ แอนด์ แกรมเบิล (พีแอนด์จี.) ยักษ์ใหญ่จากอเมริกาที่มีข่าวเล็ดลอดค่อนข้างหนักแน่นว่า พร้อมแล้วจะฟาดงวงฟาดหางในเมืองไทยนั้นในความรู้สึกของหลายคนอาจมองว่าเป็นการขยับตัวที่ช้าไปหลายก้าว แต่หลายสิบปีที่พีแอนด์จี. เฝ้ามองการเคลื่อนไหวอย่างไม่หันเห น่าจะเป็นสัญญาณบ่งบอกปรากฏการณ์ในอนาคตได้เป็นอย่างดี ถ้าทุกอย่างไม่เปลี่ยนแปลงสมรภูมิที่มียักษ์ใหญ่ดาหน้าเรียงรายรอรับศึกอยู่แล้ว คงถึงจุดเดือดที่จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางการตลาดหลาย ๆ อย่างในบ้านเรา

นิตยสารฟอร์จูนฉบับเดือนสิงหาคม 1986 รายงานยอดขายในระยะครึ่งปีแรกของบริษัทชั้นนำทั่วสหรัฐอเมริกาผลปรากฏว่าพรอกเตอร์ แอนด์ แกรมเบิล หรือ พีแอนด์จี. พุ่งแรงขึ้นมาในอันดับที่ 22 ทำรายได้ถึง 13,552,000,000 เหรียญสหรัฐ สูงสุดในกลุ่มบริษัทสินค้าอุปโภคบริโภคด้วยกัน

สำหรับคู่แข่งที่บดบี้จี้ติดกันมาตลอดเช่น คอลเกตฯ และยูนิลีเวอร์ กลับถูกเบียดตกโค้งหล่นมาอยู่ในอันดับที่ 73 และ 177 โดยทำรายได้เพียง 5,019,698,000 เหรียญสหรัฐ และ 2,099,348,000 เหรียญสหรัฐตามลำดับ

สถิตินี้ราวกับจะประกาศให้รู้ว่าอาณาจักรนี้เป็นของ พีแอนด์จี. เพียงผู้เดียว!

และนับตั้งแต่ที่เหยี่ยวภูเขา พีแอนด์จี. ทุ่มเงินมากกว่า 23,000 ล้านบาทตัดหน้ายูนิลีเวอร์ด้วยการเข้าไปเทคโอเวอร์กิจการของริชาร์ดสัน วิกส์ทั่วทุกแห่งในโลกเมื่อกลางปีที่แล้ว ทั้งนี้เพื่อใช้เป็นฐานขยายไลน์สินค้าทาทางด้านคอสเมติก ยิ่งเป็นการตอกลิ่มสำทับหนักแน่นขึ้นว่า

ถึงเวลาที่ พีแอนด์จี. จะสำแดงพลานุภาพอย่างไม่หวั่นเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหมรายไหนอีกต่อไป!

เกมกดประสาทที่ถูกลบคมเที่ยวนั้นทำเอายูนิ ลีเวอร์ ต้องยอมทิ้งเค้กก้อนใหญ่เพื่อเข้าไปเทคโอเวอร์กิจการของ ชีสเบอร์พอนด์ ซึ่งเป็น LEADER SHIPS อีกรายหนึ่งทางด้านคอสเมติก โดยมุ่งหวังใช้เป็นแนวปะทะสกัดกั้นการรุกของ พีแอนด์จี. อย่างเต็มที่ (ปัจจุบันลีเวอร์ฯ ในเมืองไทยได้เข้าไปทำตลาดให้ชีสเบอร์พอนด์เรียบร้อยแล้ว)

การแผ่อิทธิพลเข้าไปครอบครองริชาร์ดสัน วิคส์ ได้สำเร็จนอกจากจะทำให้ พีแอนด์จี. ได้ฐานด้านคอสเมติกโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยแรงปลุกปั้นมากนักแล้วนั้น ยังส่งผลดีต่อการขยายตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ที่มีเป็นทุนเดิมด้วย เพราะริชาร์ดสัน วิคส์ได้ชื่อว่าเป็นบริษัทข้ามชาติอีกรายหนึ่งที่มีเครือข่ายดุจใยแมงมุมแฝงเร้นไปทั่วทุกมุมโลก

ดังนั้นหาก พีแอนด์จี. จะบูมสินค้าคอนซูเมอร์สั่นสะเทือนบัลลังก์ของคู่แข่งที่ชิงรุกสร้างบารมีทางการตลาดไปก่อนหน้า ในบางประเทศก็ย่อมไม่ใช่เรื่องยากเย็นเหมือนหนูคิดลองดีราชสีห์แต่อย่างใด?

กับตลาดเมืองไทยที่ริชารด์สัน วิคส์มาลงหลักปักฐานไม่น้อยกว่า 17 ปีแล้วนั้น ก็มีข่าวเล็ดลอดออกมาอยู่เนือง ๆ ตั้งแต่กลางปีที่แล้วว่า พีแอนด์จี. พร้อมแล้วที่จะตัดสินใจกรีฑาทัพเผด็จศึกเข้ามาอย่างจริงจังเฉกเช่นคอลเกตฯ และลีเวอร์ฯ ที่เข้ามาโซ้ยเงินไทยไปแล้วหลายหมื่นล้านบาทในแต่ละปี!

"เราได้รับนโยบายให้ทำการวิจัยตลาดมานานแล้ว คิดว่าไม่เกินกลางปีนี้จะสามารถวางสินค้าตามจุดต่าง ๆ ได้อย่างแน่นอน ผลิตภัณฑ์ที่จะ LAUNCH ออกมาในนามของ พีแอนด์จี. และริชาร์ดสัน วิคส์คงเป็นสินค้าที่เคยให้บอร์เนียวทำตลาดมาแล้ว เช่น สบู่เซฟการ์ด สบู่ไอโวลี่ ผ้าอ้อม แพมเพิส ยาสีฟันเครสต์" แหล่งข่าวในริชาร์ดสัน วิคส์ตอกย้ำท่าทีที่ค่อนข้างจริงจังกับ "ผู้จัดการ"

"คิดว่า พีแอนด์จี. เข้ามาแน่ จะช้าหรือเร็ว จะค่อยเป็นค่อยไปหรือจู่โจมแบบเต็มกำลังต้องรอดูเขาอีกระยะ เพราะช่วงนี้ยังปิดตัวเงียบอยู่มาก แต่ทุกค่ายก็เตรียมรับศึกหนักที่จะเกิดขึ้นนี้แล้ว" แหล่งข่าวในบริษัทเบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัดเผยกับ "ผู้จัดการ" อีกทางหนึ่ง

แน่นอนละว่า เมื่อใดที่ พีแอนด์จี. เข้ามาแบบเต็มกำลังรบพฤติกรรมทางการตลาดคงเปลี่ยนรูปปรับโฉมกันจ้าละหวั่น!

แต่ว่าไปแล้วสินค้า พีแอนด์จี. ได้แตกหน่อแตกแนวในเมืองไทยมาไม่น้อยแล้วเช่นกัน เมื่อ 20 ปี ก่อนบริษัทดีทแฮล์มจำกัด เป็นตัวแทนจำหน่าย สินค้าที่ขายก็มี สบู่เซฟการ์ด สบู่ไอโวรี่ ยาสีพันเครสต์ แต่เพราะเป็นการนำเข้าที่เสียภาษีสูงบวกกับราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ในตัว

ตลาดที่ดีทแฮล์มยอมเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงจึงสะบักสะบอมเกือบไม่มีชิ้นดี!

ดีทแฮล์มยอมรับบทคนดีที่แสนช้ำปิดทองหลังพระอยู่ประมาณ 7-8 ปี ก็ต้องยอมยกธงขาว โดยหันไปเป็นเอเยนต์ให้กับ "เดนซ่า" ซึ่งเป็นคู่แข่งสำคัญของ พีแอนด์จี. ในขณะนั้นแทน

หลังจากถูกดีทแฮล์มตัดเยื่อใย พีแอนด์จี. จึงหันไปหาบริษัท บอร์เนียว จำกัด (ช่วงนั้นยังไม่ถูกเทคโอเวอร์โดยอินซ์เคป) ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่าย (DISTRIBUTOR) ที่มีโครงสร้างทางการตลาดแข็งแกร่งและกำลังมาแรงจับสินค้าตัวไหนเป็นเงินเป็นทองไปทั้งสิ้น

ทว่าบอร์เนียวก็ดิ้นไม่หลุดไปจากปัญหาเดียวกับที่ดีทแฮล์มแคยประสบ ซ้ำร้ายยังถูกตีกระหน่ำจากผู้ลักลอบนำเข้าสินค้าทางชายแดนภาคใต้ ที่ไปขนเอาสินค้าของ พีแอนด์จี. มาขายจนเกร่อ เคราะห์กรรมที่เผชิญเล่นเอาบอร์เนียวเกือบจะต้องยอมศิโรราบไปอีกราย

ดีแต่ว่าช่วงนั้นรัฐบาลมาร์กอสไฟเขียวให้ พีแอนด์จี. เข้ามาตั้งฐานในประเทศฟิลิปปินส์ บอร์เนียว ที่แต่ก่อนนำเข้าโดยตรงจากอเมริกาจึงหันไปนำเข้าจากฟิลิปปินส์แทนซึ่งเป็นผลดีเพราะสามารถลดค่าโสหุ้ยต่าง ๆ ที่ทำให้สินค้ามีราคาแพงลงไปได้ไม่น้อย

เมื่อผนวกกับทีมงานการตลาดที่ค่อนข้างจะแข็งแกร่งของบอร์เนียมซึ่งมี ชาญชัย ลีลาวัฒนสุขเป็นแกนนำ เลยส่งผลให้สถานภาพสินค้า พีแอนด์จี. ในตลาดเมืองไทยสามารถฟันฝ่าขวากหนามและเติบโตขึ้นมาในระดับที่น่าพอใจพอควร โดยเฉพาะสามารถจับติดกลุ่มลูกค้าชั้นสูงได้อย่างเหนียวแน่น

จนเมื่อ พีแอนด์จี. เข้าไปเทคโอเวอร์ ริชาร์ดสัน วิคส์ พร้อมกับแสดงท่าทีจะโผผินบินผยองด้วยปีกของตนเองในปัจจุบัน โดยดึงสินค้ากลับมาจากบอร์เนียวความหวานชื่นที่เคยมีเมื่อวันวาน วันนี้จึงเหลือไว้แต่ร่องรอยของความจางจืดที่คนบอร์เนียวทุกระดับไม่ยอมปริปากพูดถึง พีแอนด์จี. อีกเลย

แหล่งข่าวในดีทแฮล์มกล่าวเพิ่มเติม "ผู้จัดการ" ถึงท่าทีซ่อนลึกมาช้านานของ พีแอนด์จี. ว่าเดิมทีเดียว พีแอนด์จี. จะใช้เมืองไทยเป็นฐานใหญ่ในเอเชียมากกว่าจะไปตั้งในฟิลิปปินส์ แต่ติดขัดที่ว่าสถานการณ์บ้านเมืองในช่วงก่อนปี 2516 ในประเทศไทยมีแต่ข่าวเลวร้ายเกี่ยวกับสงครามชายแดน เขมร-ลาว เลยทำให้ พีแอนด์จี. ไม่มั่นใจสถานภาพในการลงทุน

"ตอนนั้นก็มีการทำวิจัยความเป็นได้ของตลาดกันแล้ว แต่อย่างว่าบ้านเราช่วงนั้นลุกเป็นไฟเขาเลยหันไปหาฟิลิปปินส์แทน แต่ตอนนี้เหตุการณ์เป็นปกติ และความน่าจะลงทุนของเมืองไทยก็สูงกว่าประเทศในแถบเอเชีย จึงเชื่อแน่ว่าถึงเวลาที่ พีแอนด์จี. จะต้องเข้ามาจริง ๆ" แหล่งข่าวกล่าว

ข่าวการเคลื่อนไหวของ พีแอนด์จี. อาจเป็นไปได้น้อยมาก ถ้าไม่สอดคล้องกับข่าวที่ว่า ริชาร์ดสัน วิคส์ ได้แอบซุ่มเงียบซื้อกิจการโรงงานผลิตสบู่แห่งหนึ่งไว้ในมือเรียบร้อยแล้วก่อนหน้าที่จะมีนโยบายจากบริษัทแม่ (พีแอนด์จี.) ให้เร่งศึกษาและวิจัยความเป็นไปได้ของตลาดอย่างรีบด่วน

แน่นอนหาก พีแอนด์จี. ตัดสินใจเคลื่อนกองทัพสินค้าเข้ามาในตลาดเมืองไทยความเป็นไปได้ทางเดียวที่จะต่อกรกับผู้ที่มาก่อนได้อย่างสมน้ำสมเนื้อก็คือ จะต้องแปลงสภาพสินค้าจากที่เคยนำเข้าและเสียภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูงจนไม่สามารถเปิดตลาดได้กว้างขวาง ให้กลายเป็นสินค้าท้องถิ่น (LOCAL PRODUCT) ซึ่งสามารถยันกันในเรื่องราคาและมีโอกาสเบียดแทรกได้ง่ายขึ้น

แต่จะทำเช่นนั้นได้ พีแอนด์จี. จะต้องมีโรงงานผลิตสินค้าเป็นของตัวเองในเมืองไทย

เมื่อริชาร์ดสัน วิคส์ จัดแจงแต่งองค์ทรงเครื่องไว้เรียบร้อยเยี่ยงฉะนี้ก็จะเข้าล็อคเหมาะเหม็ง!

"เกมนี้เชื่อว่ามีการเบิกทางกันมานานพอสมควร พีแอนด์จี. ไม่ทะเร่อทะร่าเข้ามาโดยไม่ดูตาม้าตาเรือแน่ การที่เขาจะเป็น LOCAL PRODUCT ที่ไม่ต้องเสียภาษีสูงเชื่อว่าจะเปิดเกมด้วยตลาดสบู่ซึ่งมีภาพพจน์ค่อนข้างดี (BRAND IMAGE) มาแล้วกับเซฟการ์ด ตลาดสบู่ในอนาคตสะเทือนแน่นอน เพราะเซฟการ์ดใหม่อาจมีราคาอยู่ในช่วง 12-15 บาทซึ่งต่ำกว่าราคาที่ขายอยู่เดี๋ยวนี้มาก" แหล่งข่าวกล่าว

โดยปกติสบู่เซฟการ์ดของ พีแอนด์จี. ได้รับความนิยมค่อนข้างสูงอยู่แล้วในเมืองไทย ถึงแม้ว่าราคาขายปลีกจะแพงจนบางคนไม่อยากหยิบแต่นั่นก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขยายตัว เพราะกำลังซื้อที่แน่นอนจากกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางขึ้นไป คือสิ่งที่ พีแอนด์จี. ต้องการมาก ๆ

ดังนั้นถ้าราคาสบู่ยอดฮิตตัวนี้จะลดลงมาอีกระดับหนึ่ง เชื่อแน่ว่า พีแอนด์จี. คงไม่ต้องใช้เวลามากมายนักกับการเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งกลุ่ม และผู้ที่จะต้องพลอยฟ้าพลอยฝนยืนอยู่บนเส้นด้ายของความอยู่รอดที่ค่อนข้างจะเปื่อยยุ่ยเห็นจะไม่พ้นบริษัทเล็ก ๆ ที่นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั้งหลาย

ตลาดสบู่ที่กำลังโตวันโตคืนนั้น ปัจจุบันแบ่งเปอร์เซ็นต์การถือครองในอัตราที่ไม่แตกต่างกันนักระหว่าง ลีเวอร์ฯ คอลเกตและเบอร์ลี่ฯ หาก พีแอนด์จี. โดดลงมาอีกตัวคงต้องเถือกันมันหยด และเกมนี้ค่ายเบอร์ลี่ฯ ที่ถือสบู่ไดอัลกับคาร์วีน่าในราคาก้อนละ 10-12 บาท ยังอดบอกกับตัวเองไม่ได้เหมือนกันว่า "เสียว"!

สินค้าอีกตัวหนึ่งที่คนในวงการคาดหมายว่า พีแอนด์จี. จะนำออกมาเปิดศึกในช่วงต้น ๆ ก็คือ ยาสีฟันเครสต์ ซึ่งสินค้าตัวนี้ในตลาดอเมริกาได้รับการยกย่องเป็นอย่างมาก เป็นยาสีพันยี่ห้อแรกที่ได้รับคำรับรองจากสมาคมทันตแพทย์ของสหรัฐฯ และยังเป็นผู้นำด้านหลอดลามิเนทที่กำลังฮิตในเวลานี้ด้วย

"เครสต์ใช้หลอดลามิเนทมาไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ขณะที่เวลานั้นคอลเกตหรือเปปโซเดนท์ยังใช้หลอดสังกะสีกันอยู่ คุณภาพของยาสีฟังเครสต์เป็นที่ยอมรับอย่างมากในตลาดต่างประเทศ แม้แต่ในฟิลิปปินส์ก็โตพอ ๆ กับยาสีฟันของลีเวอร์ฯ ทุกตัว ถ้า พีแอนด์จี. บุกเข้ามาผลิตในเมืองไทยก็คงทำให้ศึกยาสีฟันที่เคยฮึ่ม ๆ กันแค่สองค่ายต้องเพิ่มสิงห์ร้ายลงไปในสมรภูมิอีกตัวแถมเป็นสิงห์ที่พร้อมจะขบกัดให้แหลกไปได้ทุกเมื่อ" แหล่งข่าวกล่าว

ผู้บริหารสินค้าระดับสูงของเบอร์ลี่ฯ กล่าวอย่างค่อนข้างจะเชื่อมั่นว่า ในสงครามการตลาดของ พีแอนด์จี. ถ้าค่ายนี้จะลงมาเล่นก็ต้องลงเล่นกับตลาดระดับกลางขึ้นไป เรื่องที่จะเบนเข็มมาเล่นตลาดล่างเหมือนอย่างลีเวอร์ฯ กับคอลเกตฯ ทำกับสินค้าบางตัวนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะไม่ว่าที่ไหน ๆ พีแอนด์จี. จะไม่ยอมลดเกรดสินค้าลงมาแน่นอน

"อีกอย่างคิดว่าเขาก็คงคิดเช่นเดียวกับเราว่า ตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ในเมืองไทยนั้นปัจจุบันนี้คนไทยเข้าใจที่จะเลือกซื้อสินค้ากันแล้ว ของแพงแต่ถ้าเป็นของดีคนก็เอา ซึ่ง BRAND IMAGE ที่ พีแอนด์จี. มีมาตลอดเกี่ยวกับคุณภาพสินค้าในตลาดต่างประเทศจะช่วยทำให้เขาได้เปรียบในอนาคต"

สิ่งที่ทำให้ พีแอนด์จี. อาจอุ่นใจได้ไม่น้อยแม้ว่าจะต้องเหนื่อยแรงกับการสร้างฐานตลาดใหม่ ๆ ขึ้นมาอีกก็คือ โชคดีที่ริชาร์ดสัน วิคส์นั้นมีฐานร้านค้าที่เป็นร้านขายยาและยี่ปั๊วรายใหญ่ ๆ อยู่ทั่วประเทศแล้ว ดังนั้นการวางสินค้าลงไปตามร้านขายยาจึงเป็นแรงกะพือฮือโหมที่ดียิ่ง

สำคัญแต่ว่าวิคส์เองจะต้องเคลียร์ข้อพิพาททางใจ ที่ทำให้ร้านขายยาหลายแห่งในหลายจังหวัดยังอดขยะแขยงกับพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลให้หมดไปเสียก่อน ไม่เช่นนั้นแล้วความมุ่งหวังที่จะจับฐานด้านนี้เพื่อขยายตลาดสินค้าคอนซูเมอร์ของ พีแอนด์จี.

อาจกลายเป็นดาบสองคมบั่นคอไปโดยไม่รู้ตัว!

ที่อาคารไวท์กรุ๊ป สุขุมวิท 42 (ซอยรูเบีย) บนชั้นที่ 7 ซึ่งเป็นสำนักงานของริชาร์ดสัน วิคส์ ว่ากันว่าตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมาผู้บริหารระดับสูงของ พีแอนด์จี. บินตรงมาร่วมประชุมและวางแผนร่วมกับทีมงานเดิมของวิคส์ที่มี เทอร์เรนซ์ แครมป์ กรรมการผู้จัดการเป็นตัวหลักอยู่เนืองๆ

"เรายังไม่รู้ว่าจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะนโยบายการดำเนินงานของ พีแอนด์จี. ออกจะเปิดตัวต่อสังคมขณะที่วิคส์ที่ผ่านมากักขังตัวเองมากเกินไป แต่คิดว่าตัวผู้บริหารระดับสูงคงไม่เปลี่ยนแปลง แต่อาจเปลี่ยนแปลงในระดับผู้จัดการฝ่ายที่ต้องดึงมือโปรเข้ามาร่วมงานมากขึ้น ไม่เช่นนั้นแล้วการทำศึกกับยักษ์ใหญ่คงลำบาก" แหล่งข่าวภายในกล่าว

ฝ่ายขายคนหนึ่งของวิคส์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า "ถ้า พีแอนด์จี. ต้องการระบายสินค้าตัวอื่น ๆ นอกเหนือไปจากที่วิคส์มีอยู่แล้ว ก็คงจะเป็นเรื่องลำบากใจไม่น้อยเพราะคนที่เชี่ยวชาญด้านนี้จริง ๆ ภายในวิคส์หาได้ยาก แต่ทราบว่ามีการทาบทามคนเก่ง ๆ ไว้หลายคนแล้ว เชื่อว่าการเปลี่ยนโครงสร้างใหม่คงเกิดขึ้นในไม่ช้า"

สำหรับตัวคีย์หลักที่คาดว่าจะเข้ามาคุมสินค้าของ พีแอนด์จี. ซึ่งคนเหล่านี้ยังทำงานอยู่กับวิคส์ ก็อาทิเช่น ดุษณี เทอร์เรนซ์, ฟริกค์ ดิกสัน รวมถึง เทอร์เรนซ์ แครมป์

ดุษณี เทอร์เรนซ์ ปัจจุบันรับงานด้านวิจัยการตลาดที่ พีแอนด์จี. ชูบทบาทและความสำคัญค่อนข้างสูง ดุษณีเคยผ่านงานด้านนี้มาก่อนแล้วกับลีเวอร์ฯซึ่งพอที่จะรู้ดีว่า จะต้องวางตำแหน่งสินค้าอย่างไร จุดไหน จึงจะสามารถสร้างความนิยมได้ ปกติเป็นคนที่ค่อนข้างจะเปิดเผยและมีอัธยาศัยเป็นกันเอง แต่ภายหลังที่ พีแอนด์จี. เข้ามาดุษณีกลายเป็นคนที่ปิดลับไปโดยสิ้นเชิง

"ยังพูดไม่ได้นะ นายฝรั่งขอร้อง" ดูจะเป็นคำกล่าวสั้น ๆ ที่ชาชินเสียแล้วกับดุษณี

ฟริกค์ ดิกสัน ผู้หญิงลูกครึ่งอังกฤษคนนี้อดีตเคยเป็น เออีอยู่ที่เทดเบสท์ และเป็นผู้ถือสินค้าของคอลเกต ปัจจุบันคุมผลิตภัณฑ์เคลียราซิล ผู้ที่เคยร่วมงานกับดิกสันมาก่อนเล่าให้ "ผู้จัดการ" ฟังว่า ถ้าจะถามว่าผู้หญิงคนนี้เก่งไหมแล้ววัดกันที่ภาษาต้องบอกว่า "เธอเก่ง" แต่ถ้าพูดถึงเรื่องสินค้าและความเข้าใจตลาดดิกสันที่เคยผ่านงานในตลาดต่างประเทศมาพอควรนั้น "เธอน่าจะเก่งกว่านี้"

"ถ้าดิกสันจะไปได้กับ พีแอนด์จี. คงเป็นเพราะเธอรู้เส้นสนกลในบางอย่างของคอลเกตได้ดี" แหล่งข่าวให้ความเห็น

ส่วนตัว เทอร์เรนซ์ ริชาร์ด แครมป์ กรรมการผู้จัดการคนปัจจุบันของวิคส์ อดีตเคยเป็นผู้บริหารของยิลเลตต์ อยู่กับวิคส์ได้ 6 ปี แครมป์เป็นคีย์แมนที่ค่อนข้างจะเก็บตัวและเต็มไปด้วยระเบียบแบบแผนจนบางครั้งดูเยิ่นเย้อ ซึ่งบุคลิกเช่นนี้ผิดกับผู้บริหารที่เป็นชาวต่างประเทศคนอื่น ๆ ที่พยายามเปิดตัวกับสังคมอย่างเต็มที่

แครมป์เป็นชาวตะวันตกก็จริง แต่หลายครั้งเขามักทำตัวเป็นเจ้าขุนมูลนายเฉกเช่นผู้ดีทางตะวันออก ข่าวคราวของวิคส์ทุกข่าวจะต้องได้รับความเห็นชอบจากแครมป์เสียก่อนจึงจะผ่านออกมาได้และเพราะความเป็นคนเจ้าระเบียบจนเกินเลยในหลาย ๆ ครั้งทำเอาวิคส์ที่ครั้งหนึ่งเคยมีปัญหากับร้านขายยาหวุดหวิดจะต้องพับฐานเพราะแก้เกมประชาสัมพันธ์ไม่ทันการ

ไม่ว่าจะทั้งที่ยิลเลตต์หรือที่วิคส์แครมป์มักชอบพูดเสมอว่า ตัวเขาพร้อมเสมอที่จะเป็นข่าว ไม่รังเกียจเลยที่จะต้องถูกสัมภาษณ์ แต่ถ้าเอาคำถามนี้ไปถามกับร้านขายยา หรือพนักงานในบริษัทหลาย ๆ คนที่เคยถูกเอ็ดตะโรคงบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า "นั่นเป็นเพียงคำพูด แม้แต่ชื่อของเขายังยากที่จะรู้จัก"

เปรียบเทียบกับยุทธศาสตร์ของ พีแอนด์จี. ที่ถือเป็นกฎตายตัวว่า "เราพร้อมที่จะเปิดตัวเองเพื่อให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจ" อนาคตและตำแหน่งของแครมป์จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าจะมั่นคงหรือคลอนแคลน!

"เราคิดว่าเราไม่ได้แข่งขันกับใคร" คนในวิคส์ที่กำลังจะกลายเป็น พีแอนด์จี. อย่างเต็มตัวในไม่ช้าทิ้งท้ายไว้เป็นปริศนา... แต่ถ้าวันหนึ่งในอนาคตใกล้ ๆ นี้ คุณได้เห็นทีมขายของหน่วยรถขยายตัวมากไปกว่า 7 คันที่เคยใช้...

ก็อย่าได้แปลกใจไปเลย เพราะนั่นเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าการแข่งขันเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

และคงไม่ต้องถามกันหรอกนะว่าทำไมช่วงนี้นักการตลาดระดับผู้บริหารสินค้าของค่ายต่าง ๆ ทำไมจึงไหลออกกันเป็นว่าเล่น หลาย ๆ คนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเขาไปไหน...? เธอไปไหน?...เอาไว้ถึงวันที่ พีแอนด์จี. เคลื่อนกองพลคงได้รู้!



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.