อภิมหาเศรษฐีญี่ปุ่น


นิตยสารผู้จัดการ( ธันวาคม 2530)



กลับสู่หน้าหลัก

หากไม่ใช่เพราะประเพณีของชาวญี่ปุ่นต้องตีพิมพ์ทรัพย์สมบัติในครอบครองของผู้เสียภาษีสูงสุดให้ได้รับรู้กันทั่วๆ ละก็โซยิ อุระฮารา คงไม่เป็นจุดเด่นที่ใครๆ ให้ความสนใจเป็นแน่ เขาจะพรางตัวว่าเป็นแค่นักบริหารธรรมดาๆ คนหนึ่งในโตเกียวได้อย่างสบายๆ ในเมื่อ CHAIRMAN วัย 59 ปีของไทโซะ ฟาร์มาซูติคอลบริษัทผู้ผลิตยาขนาดใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่นใช้ชีวิตเหมือนนักบริหารทั่วไป คือมีบ้านไม่โอ่โถงหรูหราเกินไปนัก ยังเดินไปทำ

งาน และกินอาหารเที่ยงบนโต๊ะทำงานที่มีเมนูซ้ำกันทุกวันคือ ชา ซุปวัว และขนมปังกรอบ "ผมไม่ได้ยึดติดกับเงินที่มีอยู่" อุเอะฮาร่าผู้มีเรือนร่างเตี้ยล่ำพร้อมรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เป็นนิจเอ่ยปาก

แต่เงินเข้าไปยึดติดกับตัวเขา และทุกคนในญี่ปุ่นต่างก็รู้เรื่องนี้ดี ตระกูลของเขาถือหุ้นในไทโซะ ฟาร์มาซูติคอลที่พ่อของอุเอะฮาร่าเป็นผู้ก่อตั้งเมื่อทศวรรษ 1920 คิดเป็นมูลค่ากว่า 1.4 พันล้านดอลลาร์ ชื่อของเขาจึงมักปรากฎอยู่ในรายชื่อผู้เสียภาษีประจำปีสูงสุดของประเทศเสมอมาโดยแข่งรัศมีกับ โคโนสึเกะ มัตสุชิตะ ผู้ก่อตั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนวัย 92 ปีผู้มีมูลค่าความมั่งคั่ง1.5 พันล้านดอลลาร์

ที่ญี่ปุ่นมีคนรวยระดับ "อภิมหาเศรษฐี" น้อยรายนัก เพราะรัฐบาลไม่เพียงแต่จะมีนโบายประกาศให้คนทั่วไปล่วงรู้ทรัพย์สนในครอบครองเท่านั้น แต่ยังรีดภาษีจากคนพวกนี้ในเพดานสูงสุดถึง 80% รวมทั้งภาษาจากมรดกอสังหาริมทรัพย์อีก 75% ทำให้คนรวยในญี่ปุ่นหลีกเลี่ยงด้วยการแยกทรัพย์สินในครอบครองออกจากทรัพยืสมบัติที่เขามีอยู่ในมือจริงๆ ทำให้เจ้าหน้าที่ประเมินภาษีหรือคนอื่นๆ สืบรู้หรือประเมินมูลค่าความมั่งคั่งแท้จริงได้ลำบากมาก

โยซิอะกิ จึจึมิ นักธุรกิจวัย 53 ของ เซอิบุ กรุพ ซึ่งเป็นนักธรุกิจขนาดใหญ่ที่มีกิจการทางรถไฟ โรงแรม และสโมสรกอล์ฟอยู่ในความควบคุมกลับไม่ปรากฎรายชื่อผู้เสียภาษีสูงสุดของประเทศ เพราะเขาให้โคคุโด เคอิคะคุ ซึ่งเป็น PRIVATE COMPANY เล็กๆ เป็นผู้ควบคุมผลประโยชน์มหาศาลของเขาอีกที โดยจึจึมิมีชื่อว่าถือหุ้น 40% ของโคคุโด เคอิคะคุ แต่เมื่อประเมินมูลค่าความมั่งคั่งออกมาแล้วจึจึมิ มีอยู่ถึง 2.5 พันล้านดอลลาร์

พ่อของจึจึมิตายเมื่อปี 1964 ขณะเขาอายุ 29 ปีและทิ้งกิจการทางรถไฟรวมทั้งรวมทั้งเครือโรงแรมให้เขารับช่วงต่อไป และจึจึมิสร้างวิธีบริหารที่เข้มงวดขึ้นชื่อลือชาไปทั่วญี่ปุ่นซึ่งมีคนจำคำพุดของเขาได้ว่า "ผมไม่ต้องการพนักงานสำรวยหรือสมาร์ท แต่ต้องการคนที่แข็งแกร่งขยันขันแข็ง"…เขาไม่เคยศรัทธาที่จะบริจาคเพื่อการกุศลด้วยเหตุผลที่ว่าการที่เขาสร้างงานให้คนนับพันๆ คนนั้น เป็นกุสลดียิ่งกว่าการบริจาคเงินเป็นไหนๆ !

ส่วนโคโนสึเกะ มัตสุชิตะ ทำงานเลี้ยงตัวเองตั้งแต่อายุ 10 ขวบเท่านั้นด้วยการเป็นลูกมือฝึกหัดในร้านซ่อมจักรยานแห่งหนึ่งเมื่อปี 1905 แต่หลังจากนั้นหลายปีเมื่อเขามีโอกาสเข้าโตเกียวแล้วเขาเริ่มปักใจเชื่อว่างานช่างไฟฟ้าจะมีอนาคตดีกว่าซ่อมจักรยานเป็นแน่ มัตสุชิตะจึงเปลี่ยนงานไปทำกับบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่ง แต่เมื่อขัดแย้งกับนายจ้างที่ยับยั้งโครงการปรับปรุงกระจุบหลอดไฟฟ้าของเขา มัตสุชิตะลาออกและตั้งบริษัทของตัวเองเมื่อปี 1918 ปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนยี่ห้อ "พานาโซนิค", "เทคนิคส์", "ควอซอร์", และ "เนชั่นแนล" ซึ่งบริษัทของเขาเป็นผู้ผลิตความสำเร็จแพร่หลายไปทั่วโลก และแม้แต่มัตสุซิตะจะอายุมากถึง 92 ปีแล้วก็ตาม เขายังไม่ทิ้งงานเสียทีเดียวยังเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการบริหารของบริษัทเป็นครั้งคราว

มาซาโทซิ อิโตะ ผู้เริ่มกิจการร้านขายเสื้อผ้าเล็กๆ ในช่วงหลังสงครามและปัจจุบันอายุ 63 ปีกลายเป็นอภิมหาเศรษฐีด้วยการนำระบบห้างร้านค้าปลีกสไตล์อเมริกันคือการขายแฟรนไชส์มาใช้ในญี่ปุ่น เดี๋ยวนี้กิจการห้าง 7-ELEVEN CONVENIENCE STORE อันหรูหราของเขา กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของเมืองใหญ่ในญี่ปุ่นอย่างแยกไม่ออกนอกจากนี้เขายังเป็นเจ้าของกิจการภัตตาคาร "เดนนี่ส์" ที่ครอบครัวชาวญี่ปุ่นพากันหลั่งไหลเข้าลิ้มรสอาหารตะวันตกกันหนาตาตลอดเวลา ครอบครัวอิดตะถือหุ้นใหญ่ในอิโตะ-โยคะโดะเครือกิจการซูเปอร์มาร์เก็ตที่ทำกำไรสูงสุดในญี่ปุ่นคิดเป็นมูลค่าทั้งหมด 1.5 พันล้านดอลลาร์

การที่อภิมหาเศรษฐีอย่างอุเอะอาร่าชอบใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆ นั้น สะท้อนสังคมญี่ปุ่นที่สืบทอดกันมาหลายศตวรรษ โดยเฉพาะสมัยศตวรรษที่ 17 นั้นพ่อค้าถูกจัดให้มีสถานะภาพสังคมต่ำสุดตามการจัดอันดับของลัทธิขงจื้อ พวกเขาต้องแสดงออกถึงความมั่งมีของตัวเองแบบเจียมเนื้อเจียมตัว เช่น สวมชุดที่ตัดเย็บอย่างประณีตหรูหราไว้ข้างในแล้วคลุมทับด้วยเสื้อคลุมอีกชั้นหนึ่ง

อุเอะฮาร่าออกจะถ่อมตัวเอามากๆ เกี่ยวกับความสามารถในการทำเงินของเขา "ผมทำเงินได้มากขนาดนี้ไม่ใช่เพราะความสามารถของผมเพียงคนเดียวหรอกครับ" ยิ่งกว่านั้นเขายังทำตัวเหมือนพนักงานญี่ปุ่นทั่วไป คือเมื่อเงินออกก็มอบเช็คนั้นให้ภรรยาไปหมด ตัวเขาเองมีเงินติดกระเป๋าเผื่อเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉินเดือนละ 70 ดอลลาร์และอีก 70 ดอลลาร์สำหรับซื้อหนังสืออ่านเท่านั้น

อุเอะฮาร่าออกตัวว่าเพราะถูกรีดภาษีอย่างหนักหน่วงเลยทำให้การบริจาคเพื่อการกุศลไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยอย่างที่ควรจะเป็น แต่เมื่อถึงเวลาเขาก็ให้ได้เหมือนกัน โดยอุเอะฮาร่าจะเก็บเงินสด 1,000 ดอลลาร์ไว้ในลิ้นชักโต๊ะทำงานเผื่อไว้กรณีที่ถูกขอร้องให้บริจาคเงินแบบไม่รุ้ตัว "เพราะคนทั่วไปคิดว่านายอุเอะอาร่าคนนี้ร่ำรวยมหาศาล" เขาสรุป "ผมก็เลยต้องเป็นฝ่ายให้บ้าง"

โซคิจิ อุเอะฮาร่า พ่อของเขาเป็น PRESIDENT ของไทโซะ ฟาร์มาซูติคอลตั้งแต่ช่วงหลังสงครามแล้วสร้างจนกลายเป็นบริษัทผู้ผลิตยาสามัญประจำบ้านรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น เขามีปรัชญาที่ยึดมั่นมาตลอดว่า "นักธุรกิจคือสงคราม" และโซคิจิกับภรรยาไม่มีลูกด้วยกันทำให้เขารับเอาโซยิเพิ่งหัดเดินเตอะแแตะ จนในที่สุดก็เป็นทายาทสืบทอดกิจการมาทุกวันนี้

โซยิไม่เคยผ่านมรสุมสงครามาก่อนเลย เพราะมันยุติลงก่อนที่เขาจะมีอายุครบเกณฑ์เสียอีก เขาเข้าทำงานกับโทโซะ ฟาร์มาซูติคอลหลังจากจบสาขาวิชาเคมีจากมหาวิทยาลัยโตเกียวเมื่อปี 1948 อีก 2 ปีต่อมาก็รับตำแหน่ง DIRECTOR และขึ้นเป็น PRESIDENT ต่อจากพ่อปี 1973… อุเอะฮาร่าผู้พ่อนั้นเป็นผู้ประกอบการที่กล้าได้กล้าเสียและความตั้งใจเด็ดเดี่ยวมาก ขณะที่อุเอะ-ฮาร่าผู้เป็นลูกนั้นสุขุมรอบคอบก็จริงแต่บางคนบอกว่ามีนิสัยดื้อรั้นแถมพกมาอีกอย่างหนึ่งด้วย เขายึดมั่นในภาษิตของชาวญี่ปุ่นที่สอนให้โยนก้อนหินลงบนสะพานเพื่อทดสบความมั่นคงก่อนจะเดินข้ามไป

เมื่ออยู่ในบริษัททุกคนขนานนามให้โยซิ อุเอฮาร่า GHQ ซึ่งย่อมาจาก GOES HOME QUICKLY เพราะพอเลิกงานแล้วเขาสมัครใจรีบเดินกลับบ้านมากว่าจะไปจ่อมอยู่ตามคลับแล้วไปดื่มเหล้าเหมือนกับที่นักบริหารชาวญี่ปุ่นทำกัน เขาเป็นคนไมดื่มเหล้าและดูดบุหรี่เพราะมีโรคประจำตัวที่ทำให้คลื่นไส้และวิงเวียนศรีษะ เมื่อออกงานสังคมอุเอะฮาร่าชอบฟังมากกว่าพูดซึ่งภรรยาของเขาคิดว่าเป็นนิสัยที่ค่อนข้างเสียเปรียบคนอื่น "ฉันคิดว่าธุรกิจจะดีกว่านี้อีกมากถ้าเขารู้จักประชาสัมพันธ์มากกว่านี้" เธอวิจารณ์สามี

เขาตั้งเป้าหมาย 10 ปีข้างหน้าสำหรับไทโซะ ฟาร์มาซูติคอลว่า ต้องทำยอดขายให้ได้มากกว่าปีที่แล้ว 800 ล้านดอลลาร์เป็น 1.4 พันล้านดอลลาร์ให้ได้ ปัจจุบันเขามอบตำแหน่ง PRESIDENT ให้อะคิระ อุเอะฮาร่า บุตรบุญธรรมที่เขาต้องการเป็นภาระหามาเป็นทายาทสืบทอดมรดกเหมือนครั้งที่พ่อรับเขาเป็นบุตรบุญธรรมนั่นเอง แต่ผลสุดท้ายวัฏจักรนี้สิ้นสุดลงตรงที่อะคิระเมื่อเขากับภรรยามีลูกชายสืบสกุลถึง 3 คนด้วยกัน

เพราะพ่อของโยซิ อุเอะฮาร่ามีบทบาทในบริษัทมานานมาก บวกกับที่โยซิเองก็เป็นคนถ่อมตัว ทำให้เขาปฏิเสธไม่ยอมรับความสำเร็จของตัวเอง ซึ่งยูอิจะ มะจึอิ อดีตบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ฟาร์มาซูติคอล เดลี่ นิวส์ และเพื่อนเกลอของโยซิที่คบกันมา 20 ปีเล่าว่า "การที่คนรุ่นที่สองต้องเจ็บปวดเพราะคนรุ่นที่หนึ่งนั้นกร้าวแกร่งมากจนยากต่อการปฏิบัติตามให้เหมือนทุกอย่างได้ แต่โยซิก็สามารถดำเนินกิจการสร้างความเติบโตก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ"

โยซิยังหลักแหลมมากที่ประจักษ์แล้วว่าเพราะรัฐรีดภาษีหนักหน่วงมากจนไม่ทำให้เขายกสมบัติที่มีอยู่ทั้งหมดให้ลูกหรือหลานๆ ได้เต็มที่ เขาจึงบอกกับตัวเองว่าสิ่งที่จะทำได้ดีที่สุดคือให้การศึกษาที่ดีเท่าที่จะทำได้แก่ทายาทของเขา "หลังจากนั้นพวกเขาจะไม่มีทางเลือกอื่นอีกนอกจากสร้างฐานะของตัวเองขึ้นมา"



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.