|

เตือนหุ้นไทยใกล้ช่วงปรับฐาน แต่อีกไม่นานกลับสู่ช่วงขาขึ้นได้อีก
ASTV ผู้จัดการรายสัปดาห์(13 กรกฎาคม 2552)
กลับสู่หน้าหลัก
คาดตลาดหุ้นไทยใกล้ช่วงปรับฐาน ก่อนที่จะปรับตัวมาสู่ช่วงขาขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายไตรมาส ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงต้นปีหน้า จากเม็ดเงินต่างชาติที่ไหลเข้ามา แนะทยอยซื้อเก็บหุ้นกลุ่มพลังงาน-สื่อสาร-แบงก์
กวี ชูกิจเกษม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์(บล.)กสิกรไทย กล่าวในงานสัมมนา"ชี้ช่องลงทุนเมื่อหุ้นปรับฐาน" โดยประเมินว่าตลาดหุ้นไทยจะมีการปรับฐาน ต่อจากนั้นจะมีการปรับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าที่หลายโบรกเกอร์คาดการณ์ไว้ โดยมองว่าหุ้นจะมีการปรับตัวเพิ่มในเดือนตุลาคมต่อเนื่องเป็นช่วงขาขึ้นยาวไปถึงเดือน มกราคมเป็น January effect ในช่วงต้นปี 2553
แนะนำว่าในระยะสั้นให้นักลงทุนลดการลงทุนหุ้นเหลือเพียง 20-30% ของพอร์ตลงทุน แต่ช่วงนี้นักลงทุนสามารถทยอยซื้อสะสมหุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ หุ้นกลุ่มสถาบันการเงิน โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย(KTB) ที่คาดว่าจะได้รับผลดีจากการให้รัฐบาลและกระทรวงการคลัง กู้ยืมเงิน ซึ่งถือว่าเป็นการให้กู้ที่มีความเสี่ยงต่ำ และอัตราการเติบโตของสินเชื่อคาดว่าโตถึง 10% ในปี 2553 ส่วนกลุ่มสื่อสาร กลุ่มพลังงานและกลุ่มส่งออกคาดว่าจะกลับมาเป็นบวกในช่วง พฤศจิกายน-ธันวาคมนี้
ส่วน วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล กรรมการบริหารและหัวหน้าฝ่ายวิจัย บล.ทิสโก้ กล่าวว่า ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยอยู่ในช่วงปรับฐาน โดยหุ้นจะปรับตัวดีขึ้นในเดือนสิงหาคม และอาจมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าในช่วงตุลาคม อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเรียกคืนหนี้จากสถาบันการเงินซึ่งอาจจะส่งผลต่อสถานะสถาบันการเงินและจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจอีกรอบหรือไม่ เพราะจากวิกฤตเศรษฐกิจครั้งที่ผ่านๆส่วนใหญ่มามักมีแรงกระเพื่อมระลอกสอง
สำหรับหุ้นที่น่าสนใจยังคงเป็นกลุ่มสื่อสาร วัสดุก่อสร้าง โดยเฉพาะ บมจ.ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) ที่มีการจ่ายปันผลสูง ส่วน บมจ. ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) ก็ยังน่าสนใจ ขณะที่กลุ่มส่งออก ยานยนต์ อิเลคโทรนิกส์ ยังเล่นได้ แต่ต้องเลือกเล่นบางตัว
ส่วน จิตรา อมรธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า นักลงทุนเหลือเวลาเพียง 1 เดือน ที่พอเก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวรายวันได้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาดี
"เชื่อว่าใน 1 เดือนนี้เงินจะไม่ไหลออกไปไหน ซึ่งระยะนี้อาจเห็นดัชนีขึ้นไปถึง 600 กว่าจุดได้ ก็ให้หาจังหวะขายทำกำไร"
สำหรับช่วงที่ตลาดหุ้นไทยปรับฐาน นักลงทุนควรทยอยสะสมหุ้น โดยมองว่าตลาดจะกลับมาดีขึ้นในช่วงไตรมาส 4/2552ซึ่งจะมีเม็ดเงินไหลเข้า รวมทั้งปี 2553อาจจะมีการเลือกตั้งใหม่ ทำให้มีโอกาสที่นักลงทุนจะสามารถสร้างผลตอบแทนรอบใหม่ได้ และระยะกลางถึงยาวค่าเงินดอลล่าร์สหรัฐมีทิศทางอ่อนค่า ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติจะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนสองต่อ
"ระยะสั้นแนะนำให้นักลงทุนเทรดดิ้ง เพราะตลาดพักฐานต้องทำกำไรช่วงสั้น อาทิ หุ้นสื่อสารที่เล่นข่าว 3 จี หรือพลังงานที่มักอิงกับราคาน้ำมัน อสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับผลดีจากเมกกะโปรเจ็กต์อย่าง บมจ.ควอลิตี้เฮ้าส์ (QH) บมจ. เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์(AP) และกลุ่มส่งออกที่กำลังกลับมาดีอย่าง บมจ. เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) บมจ.ไทยยูเนียน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (DELTA) และ บมจ.เอสวีไอ(SVI)"
ขณะที่ ธวัชชัย อัศวพรไชย ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.โกลเบล็ก กล่าวว่า คาดว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3/2552มีโอกาสที่จะปรับฐาน หลังจากดัชนีแตะจุดสูงสุดที่ 638 จุด พี/อีขึ้นไปสูงถึง 21 เท่า โดยดัชนีฯมีโอกาสปรับตัวลงไปอยู่ที่ระดับ 514 จุด บนสมมุติฐานที่นักลงทุนต่างชาติมีการเทขายสุทธิ 2 พันล้านบาทต่อเดือน
คาดว่าตลาดหุ้นจะใช้เวลาปรับฐานประมาณ 4 เดือน และไตรมาส 4/2552น่าจะมีเม็ดเงินไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง โดยจะมีปัจจัยบวกด้านงบประมาณการลงทุนภาครัฐ การท่องเที่ยว และส่งออกเริ่มกลับมาดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจ แต่อย่างไรก็ตาม คาดว่าทั้งปี 2552 เศรษฐกิจไทยยังคงติดลบประมาณ 3%
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|