อาณาจักรของไซม ดาร์บี้หวั่นไหวเล็กน้อยแต่ยังมั่นคงดี


นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2530)



กลับสู่หน้าหลัก

ในมาเลเซีย ถ้าพูดถึงกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมเกษตรที่มีขนาดใหญ่ระดับ เจ้าพ่อ ไซม ดาร์บี้ (Sime Darby) เป็นที่รู้จักกันมากที่สุด The Economist (ฉบับที่ 13-19 มิถนายน 1987) กล่าวถึงกลุ่มบริษัทนี้ว่า กำลังเผชิญปัยหาวิกฤติการณ์ด้านผลการประกอบการ เนื่องจากผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ แต่ปัญหานี้ก็ไม่หนักหนาเท่าไรนัก เมื่อเทียบกับความยิ่งใหญ่ กล่าวในท้ายสุดแล้ว กลุ่มนี้ The Economist ยังเชื่อว่า ฐานะทางธุรกิจของเขายังมั่นคงดีพอ "นิตยสารผู้จัดการ" เห็นว่า เนื้อหาใจความของรายงานข่าวของกลุ่มบริษัท ไซม ดาร์บี้ น่าสนใจศึกษาไม่น้อย อย่างน้อยที่สุดก็สามารถหยิบยกเป็นตัวอย่างกรณีศึกษาสำหรับกลุ่มธุรกิจรายใหญ่บ้านเราได้บ้างว่า เขาได้คิดแก้ปัญหาความยุ่งยากทางการประกอบการของเขาอย่างไร…..

ไซม ดาร์บี้ (Sime Darby) เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ ที่รู้จักกันดีในมาเลเซียกำลังอยู่ในภาวะที่ยุ่งยากพอสมควรในผลการประกอบการ กล่าวคือในช่วงครึ่งหลังของปี 1986 ผลกำไรก่อนหักภาษีตกต่ำลงประมาณ 22% เหลือเพียง 77.3 ล้านเหรียญมาเลย์ (30.9 ล้านเหรียญสหรัฐ) ทั้งที่ยอดขายเพิ่มสูงถึง 1.6 พันล้านเหรียญมาเลย์หรือขึ้นเป็น 11% นักวิเคราะห์ได้กล่าวว่า การบริหารจัดการของกลุ่มบริษัทนี้ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงการคิดที่จะลงทุนในหุ้นของกลุ่มบริษัทนี้น่าจะสงวนไว้ก่อน (hold) หรือกล่าวอีกแง่หนึ่งถ้ากำลังถือหุ้นนี้อยู่ ก็ยังไม่น่าจะรีบขายออกไป แต่อย่างไรก็ตามก็ปรากฏมีข่าวว่า Kuwait Investment Office ได้เข้ามาซื้อหุ้นนี้ไว้แล้วประมาณ 6.9%

"ไซม ดาร์บี้ แก้ปัญหาการประกอบการตกต่ำ

โดยการตัดทิ้งบริษัทที่ขาดทุนโดยการขายทิ้งไป

และเสริมความแข็งแกร่งให้กับบริษัทธุรกิจที่ดีอยู่แล้ว ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

โดยการเสริมทักษะการบริหารจัดการให้เหนือกว่าคู่แข่ง"

ไซม ดาร์บี้ ก่อตั้งธุรกิจมานานแล้วกว่า 77 ปี โดยนักการเกษตรชาวอังกฤษ 2 คน คือ William Middleton Sime ซึ่งอาดีตเป็นนักผจญภัยชาวสก็อตและ Henry Darby ซึ่งอดีตเป็นนายธนาคารชาวอังกฤษ เขาทั้ง 2 คนได้เริ่มต้นธุรกิจ Sime Darby ด้วยการปลูกยางในมะละกาชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซียเนื้อที่ 55 เอเคอร์ การผลิต เพื่อมุ่งตอบสนองความต้องการของตลาดโลกเป็นสำคัญ

ในขณะนี้กลุ่มบริษัทของเขามีคนงาน 35,000 คน มีบริษัทในเครือข่ายมากกว่า 200 บริษัททั่วโลก และขยายธุรกิจออกไปสู่สาขาต่าง ๆ มากมาย เช่น รองเท้า ประกันภัย และรถเช่า เป็นต้น แต่ธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท ไซม ดาร์บี้ ยังคงเป็นกิจการที่ได้จากพืชผลเกษตรพวก ยาง โกโก้ และน้ำมันปาล์ม ด้วยเหตุนี้เมื่อภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ ราคาสินค้าเกษตรก็ตกต่ำ อุปทานในตลาดมีล้นเกินและผู้ใช้มีการใช้วัตถุดิบอื่นทดแทน ก็เยทำให้กลุ่มธุรกิจของไซม ดาร์บี้ ที่เน้นหนักธุรกิจเกษตร ต้องพลอยได้รับผลกระทบกระเทือนไปด้วย

เมื่อปีกลายมีข่าวไม่สู้ดีนักในธุรกิจผลิตน้ำมันปาล์มของกลุ่ม ซึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่า น้ำมันปาล์มนี้ใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันพืชประกอบอาหาร เครื่องสำอางและสบู่ กล่วคือในช่วงปี 1984 ราคาเฉลี่ยน้ำมันปาล์มตกตันละ 1,294 เหรียญมาเลย แต่ปีกลายตกลงเหลือเพียงตันละ 779 เหรียญมาเลย์เท่านั้น และน้ำมันจากปาล์มเกรดดีได้ตกลงเหลือพียงตันละ 368 เหรียญมาเลย์และ 411 เหรียญมาเลย์ในปี 1984 และ 1983 ตามลำดับ ผลการประกอบการช่วงครึ่งปีแรกของปี 1986 ธุรกิ่จเกษตรและการค้าพืชผลผลิตเกษตรของกลุ่มมีสัดส่วนคิดเป็น 37% ของยอดขายทั้งหมดขอกงลุ่มและสามารถทำกำไร (ก่อนหักภาษี) ได้ 41% ของทั้งหมด แต่พอมาเปรียบเทียบกับช่วงครึ่งหลังของปี 1986 ปรากฏว่ารายได้จากธุรกิจเกษตรส่วนนี้ตกลงเหลือเพียง 20.3 ล้านเหรียญมาเลย์ จาก 46.7 ล้านเหรียญมาเลย์ของระยะเดียวกับของปีก่อน เหตุไรธุรกิจของกลุ่มซึ่งมีแนวโน้มตกลงเช่นนี้ เหตุผลหนึ่ก็คือว่าวัฏจักรสินค้าเกษตรดังกล่าวไม่มีความแน่นอนในตัวของมันเอง และนอกจากนี้ยังมีเหตุผลอื่น ๆ อีก เช่น ลูทางการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็มีจำกัด การแสวงหาลู่ทางไปยังดินแดนนอกกลุ่มภูมิภาคนี้ ก็ต้องเผชิญกับการแข่งขันจากคู่แข่งสูงซึ่งมีความเสี่ยงมากไม่น้อยเหมือนกัน

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า จากการเริ่มต้นธุรกิจด้วยเนื้อที่ 500 เอเคอร์เพื่อปลูกสวนยาง ทางชายฝั่งตะวันตกของมาเลเซีย Sime และ Darby ได้ผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดโลกที่กำลังบูมอย่างมาก เป็นผลให้เขาสามารถทำกำไรในธุรกิจได้อย่างงดงามในระหว่างช่วงปีทศวรรษที่ 20 เขาได้ขยายเนื้อที่เพาะปลูกสวนยางออกไปอีกและขณะเดียวกันก็ขยายประเภทธุรกิจออกไปเป็นผู้แทนการค้านำเข้า

ในช่วงปี 1929 Sime Darby เป็นตัวแทน แทรคเตอร์ คาร์เตอร์พิลล่า (Carterpilla) ซึ่งเขาได้ใช้มันเป็นเครื่องมือในการบุกเบิกพัฒนาที่ดินเพาะปลูกที่ขยายตัวออกไป ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 ธุรกิจของกลุ่ม Siam Darby ได้พุ่งสูงถึงขีดสุด เขาได้ขยายธุรกิจไปเพาะปลูกพืชเช่น โกโก้ น้ำมันปาล์ม ที่ให้ผลตอบแทนกำไรต่อเอเคอร์สูงกว่าสวนยาง ผลผลิตเหล่านี้จะช่วยปกป้องฐานะการประกอบการได้ เมื่อราคาตกต่ำลงด้วยสามารถนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ทางอุตสาหกรรมเกษตรได้

ด้วยผลสำเร็จเหล่านี้ ทำให้มีความเชื่อมั่นในโครงการขยายประเภทธุรกิจออกไปสู่สาขาต่าง ๆ มากขึ้น เช่น วิศวกรรม ประกันภัย นายหน้าค้าเงิน การขนส่ง และโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในฮ่องกง การเติบโตของ Sime Darby อย่างขีดสุดนี้จูงใจให้รัฐบาลกลางมาเลเซียได้เข้ามาเทคโอเวอร์หุ้นส่วนบริษัทในกลุ่มด้วย ในฐานะเป็นกลุ่มธุรกิจของชาวอังกฤษนั่นเอง

Pernas ซึ่งเป็นบริษัทการค้าของรัฐบาลได้เข้าซื้อหุ้นของบริษัทในตลาดลอนดอน จนสามารถเข้าไปมีส่วนควบคุมการบริหารการประชุมสามัญประจำปีของกลุ่มบริษัท Sime Darby เมื่อปี 1976 ปีชาวเอเชียน 3 นายได้รับเลือกจากที่ประชุมเป็นกรรมการบริหารและตุน ตัน ซิว ซิน (Tun Tan Siew Sin) อดีตรัฐมนตรีการคลังรัฐบาลมาเลเซียและเป็นบุตรชายกรรมการบริษัทรุ่นแรกได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มบริษัท Sime Darby (เดี๋ยวนี้เขาก็ยังดำรงตำแหน่งประธานอยู่)

ธุรกิจของกลุ่ม Sime Darby ขยายไปรวดเร็วเหลือเกิน ในช่วงต้นของทศวรรษที่ 1980 กลุ่มธุรกิจ Sime Darby ได้เข้าดำเนินกิจการอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร ค้าอสังหาริมทรัพย์, เช่าซื้อ และค้าคอมมอดิตี้ นอกจากนี้ยังเข้าดำเนินกิจการผลิตภัณฑ์อโลหะอีกด้วย ในประเทศสิงคโปร์ กลุ่ม Sime Darby เข้าดำเนินกิจการรถยนต์เป็น เฟรนไชต์ BMW, Ford และ Land Rover และเป็นตัวแทนจำหน่ายแต่ผู้เดียวในภูมิภาคอาเชี่ยนของแอปเปิ้ลคอมพิวเตอร์ ในฟิลลิปปินส์เข้าซื้อกิจการธุรกิจผลิต-ค้ายางของบริษัท B.F. Gord rich และเริ่มเปิดประตูการค้ากับประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน

อย่างไรก็ตาม ธุรกิจขนาดใหญ่ ๆ ของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่จากลอนดอนกับสิงคโปร์เริ่มซวดเซในผลการดำเนินการ Sime Darby ก็หลีกไม่พ้นเช่นกัน ในปี 1983 คือ ผลกำไรมี 110.9 ล้านเหรียญมาเลย์จากยอดขาย 2.2 พันล้านเหรียญมาเลย์ รายได้ต่อหุ้นได้ลดลงจาก 17.3 เซ็นต์ ในปี 1981 เหลือ 7.4 เซ็นต์ แต่ก็ยังดีกว่าปีกลายที่ให้ผลตอบแทนเพียง 6.4 เซ็นต์เท่านั้น

ตัดทิ้งบริษัทเครือข่ายที่ขาดทุน

Sime Darby แก้ปัญหาผลการประกอบการตกต่ำอย่างไรเพื่อคงความแข็งแกร่งไว้อย่างเดิม ตันกู อาหมัด (Tunku Ahmad) หัวหน้าคณะผู้บริหารตั้งแต่ปี 1983 และอดีตกัปตันทีมฟุตบอลมหาวิทยาลัยบริสตอล อังกฤษ ได้ตอบปัญหานี้ไว้ชัดเจนว่าวิธีการหนึ่งก็คือ ตัดทิ้งบริษัทที่ขาดทุนโดยการขายทิ้งไป อย่างเช่น เขาได้ขายบริษัทธุรกิจใบชาในอินเดีย และถอนตัวออกจากการมีหุ้นส่วนของธุรกิจประกันภัย Fire man's Fund ในซานฟรานซิสโก เป็นต้น อีกวิธีการหนึ่งก็คือ เสริมความแข็งแร่งให้กับบริษัทธุรกิจที่ดีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในการเสริมทักษะการบริการจัดการให้เหนือกว่าคู่แข่งขันให้ได้

กลุ่มธุรกิจ Sime Darby ยังคงยึดธุรกิจการเพาะปลูกพืชผลเกษตรขนาดใหญ่ ธุรกิจอุตสาหกรรม การค้าแทรคเตอร์ การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และประกันภัย ในดินแดนภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เป็นจุดหลักของกลุ่มธุรกิจต่อไป ยกเว้นเพียงธุรกิจประกันภัย แยกตัวออกไปเป็นบริษัทมหาชน แต่กลุ่ม Sime Darby ก็ยังคงถือหุ้นและควบคุมการบริหารใหญ่อยู่

นอกจากนี้ ทางกลุ่ม Sime Darby ยังได้จัดตั้งโครงสร้างการบริหารกลุ่มใหม่ที่เรียกว่า "Mini Conglomerates หรือกึ่ง ๆ การกระจุกตัวบริหารธุรกิจ" กระจายตามดินแดนภูมิภาคประเทศต่าง ๆ (เช่น Sime Darby ฮ่องกง รับผิดชอบธุรกิจการจำหน่ายเครื่องมือเครื่องจักรการก่อสร้าง Sime Darby สิงคโปร์ ก็รับผิดชอบธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น)

"ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่า

เหตุไรหุ้นของบริษัท ไซมดาร์บี้ ในตลาดกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์

จึงมีผู้สนใจลงทุนกันมาก เหตุผลสำคัญก็อยู่ที่ว่า

แม้ว่าบริษัทนี้จะมีผู้บริหารที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจไม่มากนักก็ตาม

แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่ามีการบริหารงานที่ดีที่สุด

เมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในประเทศเหล่านี้"

กฎเกณฑ์การดำเนินธุรกิจของบริษัทสาขาต่าง ๆ จะอยู่ภายใต้การควบคุมของกฎหมายมหาชน และหัวหน้าคณะบริหารประจำภูมิภาคและหัวหน้าบริษัทแต่ละสาขาจะต้องมาพบปะประชุมกันเดือนละ 1 ครั้ง แนวคิดการบริหารจัดการเช่นนี้ก็คล้าย ๆ กับการบริหารแบบกระจุกตัว เพียงแต่กระจายความรับผิดชอบและอำนาจไปสู่หัวหน้าบริษัทประจำภูมิภาคต่า ๆ มากขึ้น เป็น Resinal Multinational

ระบบการบริหารแบบนี้ จะทำให้กลุ่มธุรกิจ Sime Darby แต่ละสาขาสามารถคานผลการดำเนินงานกันได้ กล่าวคือ เมื่อสาขาหนึ่งตกต่ำลงก็จะถูกชดเชยโดยการเติบโตของอีกสาขาอีกแห่งหนึ่งได้ ยกตัวอย่างเช่น

บริษัทสาขาของ Sime Darby ในภูมิภาคเอเชียน ซึ่งประกอบด้วย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ไทย บรูไน ฮ่องกง และออสเตรเลีย ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเกษตร ยกเว้นฮ่องกงและบางส่วนของออสเตรเลีย เมื่อปีที่แล้วราคาสินค้าเกษตรตกต่ำมากตามภาวะเศรษฐกิจที่มีอัตราการเติบโตตกต่ำทั่วโลก ผลเช่นนี้ทำให้ธุรกิจสินค้าเกษตรของ Sime Darby มีกำไรตกต่ำลง นอกจากนี้ธูรกิจเครื่องมือกลก็มียอดขายลดลง 25% ธุรกิจประกันภัยก็มีกำไรลำต่ำลง ยอดขายยางรถยนต์ก็ตกลงผลกำไรจากธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตกลงถึง 46%

อย่างไรก็ตาม สำหรับในฮ่องกง ผลกำไรก่อนที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดจะสูงขึ้นในกลางปี 1986 เพิ่มขึ้น 23% จากยอดขายที่เพิ่มขึ้น 8% แม้นว่าประเทศจีนจะมีการทบทวนนโยบายการควบคุมการนำเข้าใหม่ก็ตาม ในฟิลิปปินส์ แม้นว่าจะมีเหตุการณ์การปฏิวัติสังคมเกิดขึ้นก็ตาม แต่บริษัทสาขาที่นี่ก็สามารถบริหารยอดขายเพิ่มขึ้น โดยผลกำไรจะลดลงบ้างเล็กน้อยก็ตาม

กล่าวโดยสรุปแล้ว ทฤษฎีความสมดุลในความเสี่ยงระหว่างสาขา ให้ผลอย่างชัดเจนเมื่อพิจารณาจากผลการประกอบการครึ่งปีหลังของปี 1986 ยกตัวอย่าง บริษัทขายแทรคเตอร์ของบริษัทที่มาเลเซีย สามารถทำกำไรได้เพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า เนื่องจากผลการขยายตัวในการเติบโตของอุตสาหกรรมป่าไม้ในซาบาห์และซาราวัค ทำให้มีความต้องการเครื่องมือและอุปกรณ์ชักลากซุงมากขึ้น (Logging Machinery) นักวิเคราะห์แห่งบริษัท Bar clays de Zoete Wedd ได้กล่าวว่าการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในมาเลเซียและสิงคโปร์ ภายใต้สมมติฐานว่าจะไม่มีเหตุการณ์เลวร้ายทางการเมืองในฟิลิปปินส์ น่าจะส่งผลให้ผลการประกอบของบริษัทมีกำไรก่อนหักภาษีเพิ่มขึ้น 15% เป็น 176 ล้านเหรียญมาเลย์ ในระยะครึ่งแรกของปี 1987 นี้

ด้วยเหตุนี้ จึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าเหตุไรหุ้นของบริษัท Sime Darby ในตลาดกัวลาลัมเปอร์และสิงคโปร์ จึงมีผู้สนใจลงทุนกันมาก เหตุผลสำคัญก็อยู่ที่ว่า แม้นว่าบริษัทนี้จะมีผู้บริหารที่จบการศึกษาระดับปริญญาโทบริหารธุรกิจไม่มากนักก็ตาม แต่ก็เป็นที่ยอมรับกันว่ามีการบริหารงานที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับบริษัทอื่น ๆ ในประเทศเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม กล่าวสำหรับในมาเลเซียแล้ว อิทธิพลทางเชื้อชาติและศาสนาก็มีผลต่อการค้าขายการบริหารจัดการธุรกิจต่าง ๆ ในมาเลเซียมากพอสมควร กล่าวคือ ประชากรกว่ารึ่งหนึ่งของชาวมาเลเซียเป็นเชื้อชาติมาเลย์หรือภูมิบุตรา (Bumiputras) ที่มีความหมายถึงลูกชายของดิน (Sons of Soil) 1 ใน 3 เป็นชาวจีน และที่เหลือเป็นอินเดียน ผู้มีอำนาจทางการเมืองเป็นชาวมาเลย์ แต่ผู้มีอำนาจทางเศรษฐกิจกลับเป็นชาวจีน ความไม่สมดุลในปัญหาเชื้อชาติเช่นนี้ทำให้เกิดการจลาจลรุนแรงหลังการเลือกตั้งใหญ่ปี 1969

ในปีหน้า รัฐบาลผสมที่มีชาวมาเลย์หรือภูมิบุตรากุมเสียงข้างมาก จะเริ่มใช้นโยบายเศรษฐกิจใหม่ (NEP) เป้าหมายก็คือเพื่อให้ปี 1990 ที่จะมาถึงนี้ ชาวภูมิบุตราสามารถถือหุ้นในบริษัทธุรกิจต่าง ๆ ได้ 30% ของเงินทุน (Equity) จากที่เคยถือหุ้นเพียง 2% ในปี 1969 และ 18% ในปีปัจจุบัน ซึ่งก็หมายถึงชาวภูมิบุตรก็จะสามารถเข้าไปมีอำนาจในการบริหารจัดการระดับสูงในธุรกิจต่าง ๆ ได้นั่นเอง

ดังนั้น ภายใต้เป้าหมายนโยบายเศรษฐกิจใหม่นี้ ย่อมท้าทายฐานะของธุรกิจต่าง ๆ ในมาเลเซียตามที่กล่าวมาแล้วข้างต้นไม่ใช่น้อย มันไม่ใช่ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกี่ยวกับการที่รัฐบาลกลางเรียกร้องให้ธุรกิจต่าง ๆ ยอมรับในนโยบายใหม่นี้ แต่ปัญหามันมีมากกว่านั้น 2 เท่า คือจะยืนยันได้ไหมว่ามีแต่ชาวมาเลย์เท่านั้นที่เข้าซื้อหุ้นในบริษัทมหาชนนั้น ๆ จริง และมีขีดความสามารถและกำลังซื้อหุ้นสูงเพียงพอหรือไม่ ต่อความมุ่งหวังที่จะเข้าไปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในความรับผิดชอบฐานะของกิจการ ปัจจุบันนี้กล่าวเฉพาะในบริษัท Sime Darby ก็มีชาวมาเลย์ถือหุ้นอยู่ 30% ของเงินทุน ซึ่งการซื้อขายหุ้นในแต่ละครั้งสามารถตรวจสอบได้ตามตลาดต่าง ๆ ตั้งแต่ ลอนดอน กัวลาลัมเปอร์ สิงคโปร์ และฮ่องกง

แต่อย่างไรก็ตาม การบริหารงานบุคคลในปัญหาเชื้อชาตินี้ก็มีอยู่บ้าง กล่าวคือในประเด็นการรับชาวมาเลย์เข้าทำงานในบริษัทเพราะในธรรมเนียมปฏิบัติธุรกิจเพาะปลูกพืชผลขนาดใหญ่ ชาวอังกฤษเป็นผู้จัดการชาวอินเดียนเป็นลูกจ้างคนงาน โดยสร้างครอบครัวกันในไร่นั้นเลย ฐานะการเป็นคนงานชาวอินเดียน 2 ใน 3 จะทำงานอยู่กับบริษัทที่กระจายอยู่ตามสาขาต่าง ๆ ขณะที่ชาวมาเลย์มีสัดส่วนเพียง 19% เท่านั้นที่ทำงานอยู่กับบริษัท

การดำเนินงานที่มีความสมดุล

อย่างไรก็ตาม โดยเนื้อแท้ของปัญหานั้นอยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรกับวัฎจักรการเคลื่อนไหวด้านราคาของสินค้าเกษตรนั้นต่างหาก

วิธีการหนึ่งก็คงจะอยู่กับมาตรการการสร้างผลกำไรต่อเนื้อที่ให้สูงกว่าคู่แข่งขันให้เป็นผลสำเร็จ นัยนี้ก็คงต้องมีการลงทุนโครงการด้านวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น เพื่อพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้มีรสชาติสูงยิ่งขึ้นยกตัวอย่างเช่น การผลิตเมล็ดโกโก้ก็คงต้องให้ผลรสชาติหวานกว่าหรือเทียบเท่าที่ผลิตจากอัฟริกาตะวันตก หรืออาจจะต้องปรับปรุงประสิทธิภาพของภาชนะรองรับน้ำยางที่ได้จากการกรีดยางบนต้นยาง ที่สามารถสกัดเอาเฉพาะน้ำยางแท้ ๆ ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำฝนปนอยู่เลย เป็นต้น

อีกวิธีการหนึ่งก็คือ การยืดรายจ่ายกิจกรรมด้านเงินทุนออกไป และแขวนอัตราค่าจ้างเงินเดือนไว้ในระดับเดิม เหมือนกรณีปีที่แล้วที่ราคาน้ำมันปาล์มได้ตกต่ำลงถึงจุดต่ำกว่าต้นทุนการผลิตเสียอีก

และวิธีการสุดท้ายอีกประการหนึ่งก็คือ การผลิตสินค้าให้สมดุลกับความต้องการวิธีการเช่นนี้ใช้ได้กับกรณีการผลิตผลปาล์มที่อยู่ในช่วงที่ราคาเริ่มฟื้นตัวขึ้น กล่าวคือเป้าหมายของบริษัทต้องการจัดสรรเนื้อที่เพาะปลูกผลปาล์มเพิ่มขึ้นเพื่อเร่งผลผลิตน้ำมันปาล์มจาก 65% เป็น 70% ซึ่งจะต้องแบ่งรายจ่ายจากธุรกิจสวนยางมา 24%

ปัญหาหนึ่งที่ประสบก็คือ ต้นยางใช้เวลามากกว่าจะเติบโต ฉะนั้นการคาดหมายวัฏจักรทางการค้าจะต้องมองไปในปีหน้าเนื้อที่ปลูกยางทั้งหมดจะมีประมาณ 3.5-4% ที่จะต้องมีการปลูกใหม่ ต้นยางแต่ละต้นมีวงจรชีวิตทางเศรษฐกิจประมาณ 25 ปี เมื่อผู้ผลิตปลูกต้นยางใหม่ ราคายางจะสูงขึ้นโดยไม่คาดหวังว่ามันจะมีราคาตกลงเมื่อต้นยางที่ปลูกใหม่ออกดอกออกผล ราคายางกลับตรงข้ามกับที่คาดหวัง มันตกลงมา สภาพนี้ผู้ผลิตก็จะต้องประสบปัญหาทันที

เคนเนท เอลเลส (Mr. Kenneth Eales) ผู้จัดการชาวอังกฤษของบริษัท Sime Darby ที่รับผิดชอบงานด้านการเพาะปลูกเกษตรขนาดใหญ่ ได้เสนอแง่คิดที่ตรงกันข้ามกับพฤติกรรมการตัดสินใจเพาะปลูกใหม่ข้างต้นว่า การที่สินค้าเกษตร เช่น ผลปาล์มมีราคาสูงขึ้นและให้ผลตอบแทนต่อเนื้อที่ดีไม่น่าจะขยายเนื้อที่เพาะปลูกใหม่ ตรงข้ามควรจะยืดเวลาโครงการลงทุนเพาะปลูกใหม่ ่หลักการความคิดนี้ ก็เหมือนกับการผลิตยางทางบริษัท จะยืดเวลาการขยายเนื้อที่เพาะปลูกสวนยางใหม่ออกไป เมื่อราคายางคงที่และมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ถึงการบริหารธุรกิจเพาะปลูกพืชผลเกษตรขนาดใหญ่จะดีอย่างไรก็ตาม ธุรกิจส่วนนี้ของ Sime Darby ก็ยังขึ้นอยู่กับโอกาสเสมอ ผลผลิตยาง 90% โกโก้ 80% และน้ำมันปาล์ม 74% ล้วนแล้วแต่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก ซึ่งต้องประสบกับไม่เพียงแต่เงื่อนไขภาวะเศรษฐกิจของระหว่างประเทศเท่านั้น หากยังเกี่ยวข้องกับเงื่อนไขภาวะทางการเมืองระหว่างประเทศด้วย เช่น ภาษีนำเข้าน้ำมันพืชของกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจยุโรป หรือการที่สหรัฐอเมริกากำหนดมาตรฐานการลงโทษอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ถั่วเหลืองที่ใช้น้ำมันปาล์มที่มีไขมันมากเกินไป เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว บางทีความมีเสถียรภาพในผลการประกอบการของกลุ่มธุรกิจ Sime Darby อาจจะต้องขึ้นอยู่กับการพึ่งพาอาศัยฐานธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ให้น้อยลง ซึ่งหมายถึงจะต้องขยายฐานธุรกิจออกไปยังประเภทธุรกิจอื่น ๆ ให้มากขึ้น แต่การตัดสินใจทำเช่นนี้ก็ไม่ง่ายนัก เมื่อโอกาสในภูมิภาคนี้มีข้อจำกัด อีกประการหนึ่งทางบริษัท Sime Darby ก็ไม่ปรารถนาขยายอาณาจักรธุรกิจของตนไปด้วยวิธีการใช้ความยิ่งใหญ่ของตัวไปทำลายบริษัทอื่น ๆ ที่เล็กกว่า ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิดความยุ่งยากทางการเมืองตามมาภายหลังได้

ข้อสังเกตนี้ กล่าวในปัจจุบันอาจจะไม่จำเป็นต้องรีบด่วนที่ต้องการคำตอบ เพราะฐานะการประกอบการของกลุ่มยังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เงินทุนและเงินสำรองของกลุ่มบริษัทปีที่แล้วมีอยู่ 2.4 พันล้านเหรียญมาเลย์ ซึ่งจากโครงสร้างของกลุ่มบริษัทเองสามารถหาเงินพิเศษเข้ามาได้โดยการขายหุ้นบางส่วนของบริษัทออกไปในตลาดเท่านั้น เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว บริษัทขายหุ้นบางส่วนของธุรกิจเกษตรขนาดใหญ่ (Consolidated Plantation) เพียง 10% สามารถมีเงินพิเศษเข้ามาถึง 131 ล้านเหรียญมาเลย์ โดยบริษัทยังสามารถถือหุ้นส่วนใหญ่ไว้ได้อยู่ในสัดสวน 52.5% ของมูลค่าหุ้นทั้งหมด ซึ่งแสดงว่าฐานะของกลุ่มบริษัท Sime Darby ยังคงอยู่ในฐานะที่มั่นคง และยังคงมุ่งฐานธุรกิจสินค้าเกษตรต่อไปเป็นจุดหนัก



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.