อาณาจักรคุรุสภา เหมืองทอง "เงินผ่อน"ที่ฮอนด้าตีแตกเข้าเต็มเปา!

โดย เพิ่มพล โพธิ์เพิ่มเหม
นิตยสารผู้จัดการ( พฤศจิกายน 2531)



กลับสู่หน้าหลัก

คุรุสภาคงคาดไม่ถึงเสียด้วยซ้ำสำหรับยอดตัวเลขครูที่สั่งจองมอเตอร์ไซค์ซึ่งมากมายมหาศาลเช่นนี้ และตัวเอ.พี. ฮอนด้าที่ขายรถให้คุรุสภาก็คงยิ้มแก้มแทบปริเมื่อยอดขายโดยรวมทั้งหมด ฮอนด้าพุ่งขึ้นมาเป็นอันดับ 1….อะไรๆ มันก็ดูดีไปหมด ดีเสียจนมีโครงการอื่นๆ ตามมาเป็นทิวแถว

ถ้าจะถามว่า "คุรุสภา" คืออะไร ก็อาจจะได้คำตอบที่ชวนงงอยู่ไม่น้อย เพราะคุรุสภาไม่ใช่หน่วยราชการ ไม่ใช่ธุรกิจเอกชน ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ แต่ที่ระบุได้คือ คุรุสภาเป็นนิติบุคคล สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติครู 2488

หน้าที่โดยหลักของคุรุสภาคือให้คำปรึกษาและความคิดเห็นแก่กระทรวงศึกษาธิการในเรื่องนโยบายการศึกษาทั่วไป ส่งเสริมฐานะของครูในทางความรู้ ความประพฤติความเป็นอยู่ของครู และรักษาประโยชน์ส่งเสริมฐานะของครูให้มั่นคง

ที่น่าสนใจคือ ครูทุกคนไม่ว่าในภาครัฐบาล ภาคเอกชน ขึ้นชื่อว่าครูแล้ว ต้องเป็นสมาชิกคุรุสภา ต้องเสียค่าบำรุงคนละ 50 บาทต่อปีหรือคนละ 500 บาทตลอดชีพ

จำนวนสมาชิกคุรุสภาเท่าที่สำรวจล่าสุดประเมินว่าราวๆ 790,000 คน แม้ว่าในตัวเลขเกือบ 8 แสนคนนี้จะไม่ใช่ครูเสียทั้งหมดเพราะมีสมาชิกสมทบ ซึ่งอาจจะเป็นเพียงผู้ที่เกี่ยวข้องอยู่กับวิชาชีพครูอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่าข้าราชการครูเป็นกลุ่มข้าราชการกลุ่มที่ใหญ่ที่สุด คือประมาณครึ่งหนึ่งของข้าราชการทั้งประเทศ

ภาระหน้าที่ของคุรุสภาจึงดูยิ่งใหญ่เหลือคณาเอาเสียจริงๆ!

หน้าที่ประการหนึ่งที่คุรุสภาจัดทำต่อเนื่องมาและได้รับความสนใจจากครูอย่างดียิ่ง เห็นจะได้แก่ การจัดสวัสดิการครูนอกเหนือจากเงินเดือนและสวัสดิการที่รัฐให้แก่ครูเป็นปกติอยู่แล้ว บริการด้านนี้ของคุรุสภามีอยู่ด้วยกันหลายประการ เช่น ร้านค้าในเครือเพื่อบริการสมาชิกคุรุสภา ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศประมาณ 100 แห่ง, การจัดสวัสดิการเคหะสงเคราะห์ หรือโครงการจัดสรรบ้านพร้อมที่ดินนั่นเอง, โครงการบัวหลวงเพื่อครูเพื่อซื้อและปลูกบ้าน, การช่วยเหลือสมาชิกและครอบครัวของสมาชิกที่ถึงแก่กรรม, สถานพยาบาลของคุรุสภา, หอพักคุรุสภา, โครงการสินค้าสวัสดิการเพื่อสมาชิก เป็นต้น

โดยเฉพาะโครงการสินค้าสวัสดิการเพื่อสมาชิกนี่เองที่จัดทำมาหลายโครงการแล้ว ขายสินค้าสารพัดชนิด ตั้งแต่ จักรเย็บผ้า, เครื่องออกกำลังกาย, เครื่องกรองน้ำ, เครื่องดนตรี, รถจักรยาน 2 ล้อ, เครื่องพิมพ์ดีดกระเป๋าหิ้ว เป็นต้น

แต่ที่บูมเปรี้ยงปร้างมาจนเดี๋ยวนี้ เห็นจะไม่พ้นโครงการขายรถมอเตอร์ไซค์ที่ดำเนินมาถึงโครงการที่ 5 เข้าไปแล้ว

โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อปี 2526 เมื่อคุรุสภาต้องการช่วยเหลือครูที่ต้องเดินทางไปกลับระหว่างโรงเรียนกับที่พัก โดยเฉพาะครูในท้องถิ่นทุรกันดาร คุรุสภาจึงจะจัดหามอเตอร์ไซค์ให้ครูซื้อในราคาถูกกว่าท้องตลาด หรือถ้าผ่อนก็ต้องผ่อนถูกกว่าที่อื่นๆ

คุรุสภาโดยคณะอนุกรรมการส่งเสริมสวัสดิการของคุรุสภาได้ขอความร่วมมือไปยังบริษัทผู้ประกอบและจำหน่ายรถมอเตอร์ไซค์ทุกเจ้า แต่ก็ได้รับคำตอบมาเพียงรายเดียวคือบริษัทสยามยามาฮ่า จำกัด

"เข้าใจว่าตอนนั้นบริษัทผู้จำหน่ายมอเตอร์ไซค์อื่นๆ ยังไม่มีนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ช่วงนั้นเราได้รับความช่วยเหลือมากจากคุณหญิงพรทิพย์ ณรงค์เดช ที่เข้าใจและเห็นใจเรื่องความเดือดร้อนของครู" เจ้าหน้าที่ของคุรุสภากล่าว

สยามยามาฮ่าให้ความร่วมมือโดยขายมอเตอร์ไซค์รุ่น Y 80 MATE ให้ครูผ่านคุรุสภาในราคาเพียง 14,800 บาท ในขณะที่ราคาท้องตลาดยืนอยู่ที่ 18,000 บาท

จำนวนรถที่คุรุสภาตั้งเป้าไว้คือ 5,000 คัน จำนวนรถที่มากเช่นนี้ทำให้ราคารถต่ำกว่าราคาท้องตลาด อีกทั้งเป็นราคาที่ตั้งโดยผู้ผลิตโดยตรง ส่วนเรื่องเงินเชื่อที่จะให้ทางครูผ่อนชำระนั้น ทางคุรุสภาได้ขอความช่วยเหลือไปยังสถาบันการเงินเกือบทุกแห่งแต่ก็มาลงเอยที่ธนาคารทหารไทย ซึ่งให้ดอกเบี้ยต่ำที่สุดคือ 16.5% ไม่มีเงินดาวน์ ให้ผ่อนชำระเดือนละ 790 บาท เป็นเวลา 24 เดือน รวมเงินผ่อนทั้งหมด 18,960 บาทเท่านั้น

นอกจากนี้ทางธนาคารทหารไทยยังได้กำหนดให้ผู้กู้ซื้อรถต้องทำประกันด้วย คุรุสภาก็ได้รับความร่วมมือจากบริษัทไทยประกันชีวิต จำกัด โดยคิดเบี้ยประกันเพียงรายละ 200 บาท ให้ความคุ้มครองชีวิตเป็นเวลา 24 เดือน หรือตลอดระยะเวลาการผ่อนชำระนั่นเอง

ด้วยข้อเสนอและเงื่อนไขที่ค่อนข้างดีมากๆ เช่นนี้ จากจำนวนรถที่ตั้งเป้าไว้เพียง 5,000 คัน ยอดสั่งจองกลับพุ่งไปที่ 30,000 คัน

"เราก็คาดไม่ถึงว่าจำนวนความต้องการของครูจะมากมายถึงขนาดนี้ เพราะเราเพิ่งจัดทำเพียงโครงการแรก เราก็ได้แต่สนองความต้องการเท่าที่เราได้ตกลงกับทางสยามยามาฮ่าคือ 5,000 คันเท่านั้น ส่วนที่เหลือก็ต้องรอไปโครงการต่อไป" วิลาวัลย์ มาคุ้ม เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบโครงการ เท้าความถึงอดีต

โครงการที่ 2 ดำเนินไปเช่นโครงการแรก บริษัทและธนาคารยังเป็นเจ้าเดิม เนื่องจากเสนอเงื่อนไขเป็นที่พอใจแก่คุรุสภา มีเพียงตัวเลขเท่านั้นที่แปรเปลี่ยนตามภาวะเศรษฐกิจ เช่น ราคารถที่ขึ้นไป ทำให้ธนาคารทหารไทยต้องตั้งวงเงินกู้เพิ่มเป็น 17,500 บาท กำหนดผ่อนชำระ 865 บาท 24 งวด ในอัตราดอกเบี้ย 16.5%

โครงการที่ 2 ตั้งเป้าไว้ 8,000 คัน แต่เอาเข้าจริง ทางสยามยามาฮ่าก็ต้องเอื้อเฟื้อให้คุรุสภาไปถึง 10,000 คัน

โครงการที่ 3 ก็ยังเหมือนเดิมเกือบทุกอย่าง แต่ตัวเลขจำนวนรถที่ขายผ่านคุรุสภาลดไปที่ 8,000 คัน

แล้วก็มาถึงโครงการที่ 4 ในปี 2531 เมื่อ เอ.พี.ฮอนด้าเข้าเสนอเงื่อนไขแก่คุรุสภาด้วยหลังจากที่สยามยามาฮ่ากวาดไปแล้ว 3 โครงการ รวมทั้งสิ้น 23,000 คัน

เอ.พี.ฮอนด้าได้รับการคัดเลือกจากคุรุสภาให้เป็นผู้จำหน่ายรถผ่านคุรุสภาในโครงการที่ 4 นี่เอง

"เราไม่ได้ผูกมัดว่า เราจะต้องร่วมโครงการกับสยามยามาฮ่าตลอดไป เราไม่ได้ผูกพันกับใครเลย ทุกโครงการเราจะทำจดหมายถึงทุกบริษัทผู้ประกอบ และผู้จำหน่ายเพื่อเชื้อเชิญให้เขาเห็นความสำคัญของโครงการและเสนอเงื่อนไข เราจะเป็นผู้คัดเลือกโดยพิจารณาเงื่อนไขที่ดีที่สุด และให้ประโยชน์แก่ครูมากที่สุด" เสน่ห์ ท่าตะเคียน ผู้อำนวยการกองสวัสดิการคุรุสภาเล่ารายละเอียด

"เราคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะช่วยเหลือสังคม เราทำธุรกิจในเมืองไทยมาเป็นเวลานาน เราก็ต้องการคืนผลกำไรให้แก่สังคมบ้างและกลุ่มครูก็เป็นกลุ่มที่มีความสำคัญมากใน 3 โครงการแรกที่เราไม่เสนอเงื่อนไขต่อคุรุสภาเลยนั้น เพราะเราไม่พร้อมในหลายด้านๆ" สุรพล ตรีวิทยา ผู้จัดการฝ่ายขายบริษัทเอ. พี. ฮอนด้ากล่าว

ในโครงการที่ 4 เอ.พี.ฮอนด้าเสนอฮอนด้า ดรีม 100 ในราคา 20,950 บาท สำหรับธนาคารก็เปลี่ยนจากธนาคารทหารไทยมาเป็นกสิกรไทย ซึ่งให้เงื่อนไขดีมากๆ คือ วงเงินกู้ 22,000 บาท ไม่มีเงินดาวน์ ผ่อนชำระ 36 งวดๆ ละ 720 บาทในอัตราดอกเบี้ย 11%

วงเงินกู้ที่เพิ่มมานั้นคือค่าดำเนินการด้านต่างๆ ที่เป็นค่าใช้จริงของคุรุสภา ซึ่งทั้งหมดคุรุสภายืนยันว่า ไม่ได้กำไรอะไรทั้งสิ้น ค่าใช้จ่ายดังกล่าวประกอบด้วย ค่าดำเนินการส่วนกลาง 50 บาท, ค่าดำเนินการของจังหวัด 50 บาท, ค่าหักเงินเดือน ณ ที่จ่าย 50 บาท, ค่าประกันชีวิต 230 บาท, ค่าจดทะเบียนยานพาหนะ 360 บาท ซึ่งรวมแล้วครูจะต้องจ่ายเพื่อซื้อรถในราคาเงินสดทั้งสิ้น 21,690 บาท ส่วนเงินผ่อนที่ครูต้องผ่อนกับกสิกรไทย รวมแล้วคือ 25,920 บาท

ขณะที่ราคาฮอนด้าดรีมในท้องตลาดคือ 27,000 ถึง 28,000 บาท ราคาเงินผ่อนคือดาวน์ 5,000 บาท ผ่อน 24 งวดๆ ละ 1,435 บาท รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 39,440 บาท

เห็นตัวเลขต่างกันขนาดนี้ ใครเล่าจะไม่สนใจโครงการของคุรุสภา

ความต้องการของครูที่ทั้งคุรุสภาและเอ.พี.ฮอนด้าประเมินว่า น่าจะตกราวๆ 10,000 คัน แต่เมื่อสรุปโครงการแล้ว ตัวเลขมอเตอร์ไซค์ที่ขายผ่านคุรุสภาหยุดที่ 49,836 คัน!

"เรื่องการสำรวจความต้องการของคนไทยนี่เป็นเรื่องยากมาก แต่แรกเราสำรวจครูไปทั่วประเทศ ได้ตัวเลขมาหมื่นคัน บวกลบไม่เกิน 10% พอเราลงมือทำจริง ครูก็สั่งเพิ่มมาเรื่อยๆ เราก็เพิ่มยอดกับฮอนด้าเขาเรื่อย จนบริษัทเขาบอกไม่ไหวแล้วนะ นั่นแหละเราถึงหยุดที่เกือบ 5 หมื่นคัน" ถนอม ทัฬหพงษ์ รองเลขาธิการคุรุสภาเล่า

รวมยอดขายมอเตอร์ไซค์ที่ขายผ่านคุรุสภาทั้ง 4 โครงการประมาณ 73,000 คัน ซึ่งเป็นยอดขายที่ไม่น้อยเลย และภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ครูที่สั่งจองจะได้รับมอบรถครบทั้งหมด

ถ้ามองจากตัวเลขจำนวนรถที่ขายผ่านคุรุสภาพอจะสรุปได้ว่า ทั้ง 4 โครงการที่ผ่านมา ประสบความสำเร็จมากทีเดียว เพราะหนึ่ง-ครูได้รถ ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการ สอง-ครูได้ซื้อรถในราคาถูกมากและยังได้ผ่อนแบบสบายๆ สาม-รถที่ครูได้รับจัดได้ว่าเป็นสินค้าดี

"อย่างเช่นรุ่นดรีมที่ฮอนด้าเขาเอามาขายจัดได้ว่าเป็นที่ต้องการของตลาดมากทีเดียว ช่วงหนึ่งเคยมีคนวางเงินดาวน์รถรุ่นนี้แล้วก็เผ่นไปเลย เอาไปแยกชิ้นส่วนแล้วลักลอบไปขายที่เขมร ที่โน่นนิยมมากเพราะประหยัดน้ำมัน แต่เดี๋ยวนี้ถูกปราบจนซาไปแล้ว" เจ้าของร้านขายมอเตอร์ไซค์เจ้าหนึ่งเล่า

สำหรับคุรุสภาเอง คุรุสภายืนยันหนักแน่นว่า คุรุสภาไม่ใช่นักธุรกิจ ไม่ใช่พ่อค้า และไม่ใช่นายหน้า โครงการทั้งหมดทำตามนโยบายของคุรุสภาที่ต้องจัดสวัสดิการและยกระดับความเป็นอยู่ของครูให้สะดวกสบายขึ้น ค่าดำเนินการทั้งหมดที่คุรุสภาบวกเข้าไปในการสั่งซื้อของครูก็เป็นค่าใช้จ่ายจริงที่ไม่ได้พึ่งงบประมาณของคุรุสภาเลย

"เรื่องที่ทางเอ.พี.ฮอนด้าจะมอบเงินให้ 1 ล้านบาททุกๆ ยอดขาย 1 หมื่นคันก็เป็นเรื่องการช่วยเหลือของฮอนด้าที่ญี่ปุ่นไม่เกี่ยวกับการเสนอเงื่อนไขต่อโครงการ เราไม่ได้รับมาพิจารณาด้วย ให้หรือไม่ให้ก็ไม่เกี่ยวกับโครงการหรือราคารถ และเงินจำนวนนี้ก็เป็นการบริจาคเข้ามูลนิธิช่วยเหลือครูที่คุรุสภาจัดตั้งซึ่งมีทั้งหมด 5 มูลนิธิ" เสน่ห์ชี้แจงถึงข่าวเรื่องเงินๆ ทองๆ

ส่วนเอ.พี.ฮอนด้าผู้ป้อนรถให้กับคุรุสภาเกือบ 5 หมื่นคันในช่วง 1 ปีนั้น ความลำบากของเอ.พี.ฮอนด้าอยู่ที่กำลังการผลิตที่ผลิตได้เดือนละ 15,000 ค้น แต่ต้องป้อนดีลเลอร์ทั่วประเทศ และผลิตหลายรุ่นหลายแบบ ไม่ใช่รุ่นดรีมเท่านั้น อีกทั้งตลาดทั้งปี 2531 มีการปรับราคารถไปถึง 3 ครั้ง แต่กับคุรุสภา เอ.พี.ฮอนด้ายืนราคาที่เสนอไว้แต่แรกมาตลอด

แต่ยอดขายเกือบ 50,000 คันที่เอ.พี.ฮอนด้าขายให้คุรุสภา เป็นตัวเลขที่สวยงามมาก เพราะตัวเลขตรงนี้มากพอที่จะทำให้ฮอนด้าก้าวขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งในยุทธจักรค้ามอเตอร์ไซค์เลยทีเดียว (โปรดดูตารางยอดขายมอเตอร์ไซค์)

จำนวนรถ 49,836 คัน คูณกับราคารถคันละ 20,950 บาท เท่ากับ 1,044,064,200 บาท หรือพันกว่าล้านคือยอดเงินที่เอ.พี.ฮอนด้าได้รับ

ถ้าสมมติว่าสิ้นปีนี้ ยอดขายฮอนด้าคือ 120,000 คัน จำนวนรถที่เอ.พี.ฮอนด้าส่งมอบให้คุรุสภาเฉพาะในปี 2531 ตีเสียว่า 40,000 คันต่อ 120,000 คัน เท่ากับ 1/3 ของยอดขายทั้งปีของเอ.พี.ฮอนด้า แม้ว่าทางเอ.พี.ฮอนด้าจะกล่าวว่ายอดขายผ่านคุรุสภาจะเป็นเพียงตัวเลขบวก เป็นตลาดที่เพิ่มขึ้นมาเพียงชั่วคราวและฮอนด้าก็มีลูกค้ากลุ่มใหญ่กลุ่มอื่นๆ เหมือนกัน แต่สำหรับปีนี้ ปี 2531 ตัวเลขทั้งหมดก็คือความสำเร็จของฮอนด้าที่ทำเอาค่ายอื่นค้อนได้เหมือนกัน

"เราไม่ได้ตั้งใจที่จะก่อผลสะเทือนอะไรให้กับตลาด เพียงแต่ว่าโครงการรถมอเตอร์ไซค์ตรงกับความต้องการของครูมากที่สุดเท่านั้น" เสน่ห์และวิลาวัลย์ช่วยกันแถลง

เกือบจะเป็นที่ยอมรับไปแล้วว่า รถเป็นปัจจัยที่ 5 สำหรับชีวิต แม้จะไม่ได้รถเก๋ง ได้รถมอเตอร์ไซค์ไว้ก่อนก็ยังดี ทั้งราคาก็ถูกกว่าตามดีลเลอร์ตั้งมากมาย ใครจะอดใจไหวแถมเมื่อกสิกรไทยยืดเวลาการผ่อนชำระออกไปอีก แทนที่จะเป็น 24 เดือนดัง 3 โครงการแรกเป็น 36 เดือน ความต้องการซื้อก็เพิ่มขึ้น

"ระยะเวลาก็มีส่วนมาก คุณอย่าลืมว่ายามาฮ่าปูพื้นฐานมาตั้ง 3 โครงการเป็นเวลา 3 ปี โครงการหลังก็ได้ผลพวงไปด้วย ครูคนใหม่เห็นครูคนเก่ามี เขาก็อยากมีบ้างเป็นธรรมดา" ครูคนหนึ่งเล่า

แต่สำหรับสุรพล ตรีวิทยา ผู้จัดการฝ่ายขายเอ.พี.ฮอนด้ากล่าวว่า "มอเตอร์ไซค์รุ่นดรีม 100 ที่เราเสนอไป เป็นรุ่นที่ดีที่สุดของเรารุ่นหนึ่ง ตอนแรกครูก็เกรงกันว่า ราคาถูกกว่าดีลเลอร์อาจจะเป็นรถตกรุ่นบ้าง รถที่ไม่สมบูรณ์หรือรถที่ลดทอนชิ้นส่วนบ้าง แต่พอรถรุ่นแรกส่งมอบออกไป เราก็พิสูจน์ว่า รถของเราดี ไม่ใช่รถตกรุ่น ปากต่อปากทำให้เราได้รับออร์เดอร์จนเราตกใจไปเหมือนกัน"

ที่แตกต่างจากปีก่อนมากๆ คือ ทุกคนยอมรับว่าปีนี้เป็น "ปีทองของมอเตอร์ไซค์" โดยแท้ เพราะเป็นปีที่รถมอเตอร์ไซค์ขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า โดยเฉพาะในต่างจังหวัดจากยอดขายตกปีละ 200,000-250,000 คัน มาปีนี้คาดว่าจะขึ้นไปถึง 400,000 คัน ด้วยสาเหตุที่ว่า เศรษฐกิจดี กำลังการซื้อสูง

ผลพลอยได้ที่เอ.พี.ฮอนด้าได้รับก็คือ ฐานะของครูเป็นที่ยอมรับมากในหมู่ชาวบ้านต่างจังหวัด เมื่อครูใช้สินค้าตัวใด ยี่ห้อใด ก็ย่อมได้รับความสนใจและยอมรับไปด้วย กลายเป็นงานประชาสัมพันธ์ที่เอ.พี.ฮอนด้าบอกว่า "ได้ผลค่อนข้างมาก" เรียกได้ว่า งานนี้เอ.พี.ฮอนด้าขายรถได้แล้ว ยังได้ผลข้างเคียงที่เสริมภาพพจน์ได้อย่างวิเศษอีกด้วย

มีเรื่องเดียวที่เอ.พี.ฮอนด้าต้องมานั่งตระหนักในภายหลังก็คือ เสียงสะท้อนจากบรรดาดีลเลอร์ทั้งหลาย

เสียงส่วนหนึ่งของดีลเลอร์ฮอนด้าบ่นว่า หนึ่ง-เอ.พี.ฮอนด้าขายรถตัดราคาดีลเลอร์ สอง-เอ.พี.ฮอนด้ามาแย่งตลาดลูกค้าที่สำคัญไป เพราะกลุ่มครูก็เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อสูง สาม-ดีลเลอร์เกรงว่า เมื่อมีโครงการที่ประสบความสำเร็จเช่นนี้ ย่อมจะมีโครงการอื่นๆ กับกลุ่มอาชีพอื่นได้ ซึ่งเวลานั้นดีลเลอร์จะเดือดร้อนมาก

"แล้วแบบนี้จะมีดีลเลอร์ไปทำไม" ดีลเลอร์เจ้าหนึ่งบ่น

เสียงสะท้อนนี้ถึงกับขึ้นเป็นข่าวพาดหัวของหนังสือพิมพ์ธุรกิจรายสัปดาห์ฉบับหนึ่ง แต่เมื่อ "ผู้จัดการ" ตรวจสอบกับดีลเลอร์เจ้าหนึ่งในภาคอีสาน ก็ได้มาเพียงว่าเป็นการเปรยเป็นการส่วนตัวเท่านั้น

"ดีลเลอร์ขายมอเตอร์ไซด์ 17 จังหวัดภาคอีสานมีการประชุมกันจริง แต่เป็นการประชุมเพื่อช่วยกันแก้ปัญหาเรื่องรถข้ามเขตเพื่อไปขายจังหวัดอื่น ทำให้ไปแย่งยอดขายดีลเลอร์ในจังหวัดนั้น เรามาปรึกษากันว่าจะทำอย่างไร เรื่องขายรถคุรุสภานั้นเป็นเพียงการคุยส่วนตัว เพราะจริงๆ แล้วดีลเลอร์ตั้งมากมายที่เขาเฉยๆ กับเรื่องนี้" ดีลเลอร์เจ้าเดิมกล่าว

เรื่องนี้ เอ.พี.ฮอนด้ายืนยันว่า ได้มีการพูดคุยกับดีลเลอร์ในเรื่องนี้อย่างชัดเจนแล้ว และชี้ให้ดีลเลอร์เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้แก่ดีลเลอร์หลายประการ คือ

หนึ่ง-เอ.พี.ฮอนด้าทำหน้าที่ปกป้องตลาดโดยรวมไว้ เพราะถึงไม่ทำ บริษัทอื่นก็ต้องแย่งไปจนได้ ซึ่งเป็นผลเสียต่อตลาดทั้งหมด และจะไปห้ามคุรุสภาทำโครงการนี้ก็ไม่ใช่เรื่องถูกต้อง

สอง-เอ.พี.ฮอนด้ายืนยันว่า ยอดขายของแต่ละจังหวัดไม่ตกลงเลย มีแต่เพิ่มขึ้นในราว 20% เพราะการช่วยประชาสัมพันธ์ส่วนหนึ่ง ซึ่งในกลุ่มครูนี้แม้เอ.พี.ฮอนด้าจะไปแย่งลูกค้าในส่วนนี้ประมาณ 5-10% แต่เอ.พี.ฮอนด้าก็ไปเพิ่มลูกค้าในกลุ่มอื่นให้ด้วยซ้ำ อีกทั้งเป็นการเพิ่มกำลังการซื้อให้ครูมากกว่า เพราะครูส่วนใหญ่ประมาณ 90% ซื้อรถในโครงการนี้ด้วยเงินผ่อน

สาม-เอ.พี.ฮอนด้าไม่ได้ทอดทิ้งดีลเลอร์การส่งมอบรถให้ครู เอ.พี.ฮอนด้าจะส่งมอบผ่านดีลเลอร์ในแต่ละจังหวัด โดยให้ค่าส่งมอบคันละ 200 บาท ซึ่งตรงนี้เองจะเป็นการประชาสัมพันธ์ให้ดีลเลอร์ไปด้วย เมื่อครูมารับรถก็ได้ทำความรู้จักกัน จะซ่อมรถ เปลี่ยนอะไหล่ก็ย่อมมาใช้บริการกับดีลเลอร์เจ้าเดิม

ดีลเลอร์เจ้าหนึ่งที่พิษณุโลกรับส่งมอบรถให้กับครูงวดหนึ่งหลายร้อยคัน ชั่วปีเดียวดีลเลอร์เจ้านี้ได้รับค่าส่งมอบเป็นเงินแสนซึ่งเจ้าตัวบอกว่า สมน้ำสมเนื้อกว่าขายรถเป็นรายคันเสียอีก เพราะไม่ต้องลงทุนอะไรแล้วยังได้ค่าซ่อม ค่าอะไหล่ในภายหลังอีกด้วย

"แต่การส่งมอบรถ เราจะส่งมอบเฉพาะดีลเลอร์ที่สมบูรณ์และครบวงจรเท่านั้น คือต้องมีโชว์รูม บริการซ่อมและมีสต็อกอะไหล่ ตรงนี้เองที่อาจจะมีเสียงบ่นมาจากดีลเลอร์เจ้าเล็กๆ" สุรพลกล่าวเสียงสะท้อนด้านลบ

"ดีลเลอร์จะต้องพยายามเข้าใจ ต้องคิดว่ามันถึงเวลาแล้ว จะคิดแต่ประโยชน์ไม่ได้ ไม่มีคุรุสภาหรือเราก็ต้องมีหน่วยงานอื่น บริษัทอื่นทำจนได้ มันต้องมีการเสียสละกันบ้าง" สุรพลกล่าวตบท้าย

คุรุสภากำลังจะเริ่มโครงการมอเตอร์ไซค์โครงการที่ 5 ในเดือนมกราคม 2532 เอ.พี.ฮอนด้าเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกให้ขายรถแก่คุรุสภาอีกครั้ง รถที่เอ.พี.ฮอนด้าเสนอเข้าไปคือรถรุ่นดรีม 100 ราคา 26,200 บาท ขณะที่ราคาตามดีลเลอร์คือ 28,800 บาท

ราคาผ่อนส่งของบริษัทเช่าซื้อรถเจ้าหนึ่งคือ ดาวน์ 9,100 บาท ผ่อน 24 งวดๆ ละ 1,275 บาท เอาไว้เทียบกับตอนที่คุรุสภาประกาศตัวเลขออกมาบ้าง เพราะขณะที่เขียนต้นฉบับนี้ทางคุรุสภายังอยู่ในขั้นเจรจรกับทางธนาคารเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ย จึงยังไม่มีรายละเอียดและการแจ้งยอดจากครู แต่ถึงกระนั้นทางเอ.พี.ฮอนด้าก็ประเมินว่ายอดผู้สั่งจองน่าจะอยู่ในราว 30,000 คัน

อีกโครงการหนึ่งที่ดูเหมือนจะคึกคักตามมาด้วยก็คือ โครงการรถกระบะ ซึ่งความจริงจัดมาแล้ว 3 โครงการและกำลังจัดทำโครงการที่ 4 ใน 3 โครงการที่ผ่านมามีทั้งมิตซูบิชิ, โตโยต้า, นิสสัน เข้าร่วมขายได้รวมประมาณ 1,500 คัน

โครงการใหม่ที่จะออกเก๋ไก๋อยู่สักหน่อยคือ โครงการขายรถเก๋ง นัยว่าเพื่อรองรับกับคุณภาพชีวิตของครูที่สูงขึ้น

โครงการรถกระบะมีผู้สนใจเข้าร่วมเสนอเงื่อนไขโครงการที่ 4 แล้ว คือโตโยต้ากับนิสสัน ซึ่งในโครงการนี้คุรุสภาตั้งเป้าไว้ 200 คัน ส่วนโครงการรถเก๋งมีเรย์โนลด์กับนิสสันเสนอเงื่อนไข โครงการนี้คุรุสภาตั้งเป้าไว้แค่ 50 คัน แต่ทั้งสองโครงการยังอยู่ในระหว่างการพิจารณาโดยเฉพาะทางคุรุสภากำลังดูทิศทางลมเรื่องนโยบายราคารถยนต์ของรัฐบาล

เสน่ห์ ท่าตะเคียนยืนยันว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นสวัสดิการสำหรับสมาชิกเท่านั้น ไม่อนุญาตให้สมาชิกสมทบหรือบุคคลภายนอกเข้ามาใช้บริการได้ เพราะถ้าเป็นดังนั้นจะทำให้เกิดความยุ่งยากในการปฏิบัติและอาจเกิดผู้สนใจจากภายนอกจนไม่ใช่เป็นการจัดสวัสดิการเพื่อครู

อีกโครงการที่เกี่ยวพันตามกันมาคือโครงการจำหน่ายสินค้าสวัสดิการเพื่อสมาชิกคุรุสภาด้วยเงินผ่อน แต่ดำเนินการโดยองค์การค้าของคุรุสภา แต่องค์การค้าฯ ใช้วิธีที่แตกต่างจากคุรุสภาคือ ขายสินค้าสารพัดชนิดและไม่ผูกพันว่าจะเป็นยี่ห้อใด มีตั้งแต่เครื่องพิมพ์ดีด กระติกน้ำร้อนเครื่องใช้ไฟฟ้า จนถึงรถกระบะ รวมแล้วหลายร้อยรายการ

ทุกรายการครูจะติดต่อซื้อกับองค์การค้าฯ โดยตรง ไม่มีตัวแทนขาย ไม่มีการสั่งจอง องค์การค้าฯ จะเป็นสถาบันการเงินด้วยตัวเอง ราคาเงินผ่อนย่อมถูกกว่าบริษัทเงินผ่อนโดยทั่วไป เพราะองค์การค้าฯ ติดต่อกับบริษัทผู้จำหน่ายโดยตรง

อาจจะเป็นโครงการที่น่าสนใจมากๆ เพียงแต่ผลกระทบต่อตลาดอาจจะไม่สูงเท่าโครงการรถมอเตอร์ไซค์ เพราะสินค้ามากมายหลายรายการ ย่อมกระจายความต้องการของครูออกไป ที่กระเทือนบ้างคือบริษัทธุรกิจเช่าซื้อนั่นแหละ แต่ก็ต้องดูไปอีกระยะเพราะโครงการนี้เพิ่งเริ่มต้นเมื่อไม่กี่เดือน

โครงการที่เหมือนกับโครงการของคุรุสภาอย่างชัดเจนคือ โครงการสวัสดิการด้านยานพาหนะให้พนักงานระดับล่างของธนาคารกสิกรไทย ซึ่งก็ใช้วิธีการเช่นเดียวกับคุรุสภาเกือบทุกอย่าง รวมถึงยี่ห้อรถมอเตอร์ไซค์ด้วย คือฮอนด้าดรีม ยกเว้นราคาที่เขยิบไปตามฐานะคนแบงก์คือ 25,050 บาท โครงการที่เพิ่งสิ้นสุดไปเอ.พี.ฮอนด้าขายไปได้ประมาณ 5,000 คัน และกำลังเริ่มโครงการที่ 2 ต่อไป

ดูเหมือนว่าความนิยมในโครงการของคุรุสภาจะเป็นที่สนใจของบรรดาหน่วยงานราชการอื่นๆ เป็นทิวแถว เพราะทางคุรุสภาเองก็ได้รับการติดต่อขอข้อมูลไปศึกษา ทั้งทางเอ.พี.ฮอนด้าและสยามยามาฮ่าก็ยอมรับว่าได้รับการติดต่อจากหลายหน่วยงานเช่นกัน แต่เกือบทุกโครงการกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาความเป็นไปได้ รวมถึงกำลังการผลิตเพื่อป้อนโครงการของบริษัทผู้ประกอบรถ

แต่อย่างไรก็ตาม โอกาสที่หน่วยงานอื่นจะประสบความสำเร็จได้ดังเช่นคุรุสภา ก็ต้องประกอบด้วยปัจจัยต่างๆ มากมาย เช่น หนึ่ง-กลุ่มเป้าหมายที่ต้องมีจำนวนมากเพียงพอ สอง-หน่วยงานกลางที่จะต้องมีระบบการจัดการและความเชื่อถือที่มากพอ สาม-ตัวสินค้าที่มีคุณภาพและทันสมัย สี่-ราคาที่เหมาะสม ถูกกว่าท้องตลาดและระยะเวลาการผ่อนชำระดอกเบี้ยต่ำ และห้า-ภาวะเศรษฐกิจที่ทำให้กลุ่มเป้าหมายมีกำลังซื้อ เป็นต้น

ดังนั้นความหมายที่ว่า "เหมืองทองเงินผ่อน" จะเกิดขึ้นได้เพียงเพราะการนำระบบไปใช้ก็ไม่ใช่เสียทีเดียว แต่สิ่งที่คุรุสภาได้กระทำไว้อาจเป็นบทเรียนในอีกหลายกรณีสำหรับหลายโครงการที่กำลังจะดำเนินต่อไป

"เหมืองทองเงินผ่อน" ใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆ แต่ก็ได้เกิดมาแล้ว ถามเอ.พี.ฮอนด้าคงจะตอบได้ดีที่สุดกระมัง!?



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.