หม่อมอุ๋ยการันตีฐานะแบงก์แข็งแกร่งยันควบรวม "BT-IFCT" เสร็จทันสิ้นปี


ผู้จัดการรายวัน(1 กันยายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

หม่อมอุ๋ยการันตีฐานะ ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งแข็งแกร่ง ระบุบีไอเอสเกินกว่าทางการกำหนด 8.5% ขณะที่เอ็นพีแอลไม่น่าห่วง ล่าสุดทั้งระบบ อยู่ที่ 7.7 แสนล้านบาท ส่วนการควบรวม ไทยธนาคารกับไอเอฟซีที เป็นแบงก์ใหม่ทันสิ้นปีนี้แน่

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธปท. เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานการณ์ของธนาคารพาณิชย์ในระบบไม่น่ามีความเป็นห่วงแต่อย่างใด เพราะทุกธนาคารมีฐานะที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยทุกธนาคารมีทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยงเกินกว่าที่ ธปท.กำหนด รวมทั้งผลจากที่ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องทำให้ธนาคารพาณิชย์มีผลกำไรในครึ่งปีแรกเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ส่วนสถานการณ์หนี้เอ็นพีแอล ที่หลายฝ่ายเป็นห่วงนั้น ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่าจริงๆ ไม่ได้เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด โดย ล่าสุดเมื่อสิ้นเดือนมิถุนายน 2546เอ็นพีแอลของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีเพียง 770,000ล้านบาทเท่านั้น ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ที่มีจำนวน 860,000 ล้านบาท ส่วนเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นใหม่นั้น ถือว่าเป็นเรื่องปกติของการทำธุรกิจที่สามารถเกิดเอ็นพีแอลขึ้นได้ ซึ่ง ธปท.จะกำกับดูแลในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิดต่อไป แต่ขอให้มั่นใจว่าเอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จะไม่สร้างปัญหาให้กับระบบการเงินเหมือนที่เคยเกิดขึ้นในอดีตแน่นอน

อย่างไรก็ตาม ธปท.กำลังแก้ไขปัญหาเรื่องสินทรัพย์รอการขาย (เอ็นพีเอ) อย่างเร่งด่วน ซึ่งจะต้องออกเป็นกฎหมาย โดยกระทรวงการคลังต่อไป ส่วนจะออกเป็นพระราชกำหนด หรือพระราชกฤษฎีกา หรือพระราชบัญญัติอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับกระทรวงการคลังจะพิจารณา โดยขณะนี้ ธนาคารพาณิชย์ส่วนใหญ่ได้พยายามที่จะเร่งขายเอ็นพีเอของตัวเองกันเป็นจำนวนมาก หลังจากที่ ธปท.ได้ประกาศนโยบายที่จะแก้ไขปัญหาเอ็นพีเอ โดยโอนไปให้บรรษัทบริหารสินทรัพย์ของรัฐบริหารซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีและ ธปท.ไม่ขัดข้องที่ธนาคารพาณิชย์จะเร่งขายเอ็นพีเอออกมากันเอง แต่ยิ่งเป็นการดีที่ช่วยกระตุ้นให้ธนาคารพาณิชย์ให้ความ สำคัญกับเอ็นพีเอกันมาก

ตั้งแบงก์ใหม่เสร็จทันสิ้นปีนี้

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล กล่าวถึงความคืบหน้าในการควบรวมกิจการของธนาคารไทยธนาคารและไอเอฟซีที ว่า ขณะนี้นายสมหมาย ภาษี รองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรม การและประธานกรรมการบริหารไอเอฟซีที และนายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานกรรมการธนาคารไทยธนาคาร ต่างเห็นชอบที่จะให้มีการยุบรวมคณะกรรมการของสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่ง เหลือเพียงชุดเดียวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเหลือใครบ้างที่เป็นกรรมการสำหรับธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ที่จะจัดตั้งขึ้นนั้น ทางประธานกรรมการและคณะกรรมการทั้ง 2 แห่งจะไปหารือในรายละเอียดกันอีกครั้งหนึ่ง เชื่อว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด เพราะทั้งนายสมหมายและนายประมนต์ สามารถตกลงกันได้

ส่วนขั้นตอนรายละเอียดของการจัดตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่นั้น นางธาริษา วัฒนเกส รองผู้ว่าการสายเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.จะไปหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งจากกระทรวงการคลังและจากทั้ง 2สถาบันการเงิน โดยจะดำเนิน การให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์ เพื่อให้ การจัดตั้งธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่ดำเนิน การได้ภายในสิ้นปี 2546นี้ ส่วนใบอนุญาต ของไอเอฟซีทีและธนาคาร ไทยธนาคารจะคืนให้กับกระทรวงการคลังต่อไป

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า เมื่อควบรวมกิจการของทั้ง 2 สถาบันเข้าด้วยกันแล้ว จะทำให้ธนาคารพาณิชย์แห่งใหม่มีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากกว่าเกณฑ์ที่ ธปท.กำหนดอยู่มาก ดังนั้นจึงไม่ ต้องมีการเพิ่มทุนใหม่แต่อย่างใด เพราะเป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีทุนเพียงพออยู่มากแล้ว และเมื่อควบรวมกิจการเสร็จก็สามารถจะเดินหน้าทำธุรกรรมต่อไปได้ทันที ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นวิธีการ ที่แตกต่างจากการควบรวมกิจการของสถาบันการเงินในอดีตที่ผ่านมา เพราะสถาบันการเงินทั้ง 2 แห่งไม่ได้มีฐานะการ เงินติดลบแต่อย่างใด และเป็นการดำเนินการด้วยความสมัครใจทั้ง 2 ฝ่าย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.