ต่างชาติสนซื้อหุ้นTMB25%


ผู้จัดการรายวัน(29 สิงหาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

ผู้ถือหุ้นแบงก์ทหารไทย อนุมัติเพิ่มทุน 6.4 พันล้านหุ้น หลังผู้ถือหุ้นเดิมยืนยันซื้อ หุ้นเพิ่มทุนตามสิทธิ์ ขณะกระทรวงการคลัง ยังปกปิดแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ครั้งนี้กว่า 1 หมื่นล้านบาท "สมหมาย" เผย 4 แผนงาน หลักหลังเพิ่มทุน เร่งแก้ปัญหาหนี้ เอ็นพีแอล พร้อมเปิดทางให้พันธมิตรจากจีน และรายอื่นถือหุ้นในสัดส่วน 25% ขณะที่ความคืบหน้าการควบ"ไทยธนาคารไอเอฟซีที" คลังเรียกทุกฝ่ายหารือด่วนวันนี้

นายสมหมาย ภาษี ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยหลังจากการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่1/2546 ว่าการเพิ่มทุนของธนาคารเพื่อเสริมเงินกองทุนของธนาคารให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และมีเงินเพียงพอต่อการดำเนินกิจการของธนาคาร รวมทั้งรองรับการขยายตัวของธนาคารในอนาคต

ทั้งนี้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติให้ออกหุ้นสามัญใหม่เพื่อเสนอขาย ให้กับผู้ถือหุ้นเดิม ตามสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นถืออยู่ จำนวน 6.405 พันล้านหุ้น ในอัตราส่วน 5 หุ้นเดิม ต่อ 8 หุ้นใหม่ ในราคาหุ้นละ 3.50 บาท เปิดจองหุ้นวันที่ 10-16 กันยายนนี้ ซึ่งได้รับการยืนยันซื้อหุ้นเพิ่มทุนจากผู้ถือหุ้นเดิมเรียบร้อยแล้ว

ปัจจุบันโครงสร้างผู้ถือหุ้นของธนาคารทหาร ไทย ประกอบด้วย กระทรวงการคลัง 49% กองทัพ 16% กลุ่มบริษัทไทยประกันชีวิต 3% และกลุ่มชินคอร์ป 3% รวมทั้งหมด 70% ของจำนวนหุ้นทั้งหมด ส่วนที่เหลือจะเป็นของรายย่อย 30% หรือคิดเป็นจำนวนรายประมาณ 4 หมื่นราย

คลังยังไม่เปิดเผยแหล่งเงินทุน

ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าขณะนี้ได้เซ็นอนุมัติให้กระทรวงการคลัง เข้าไปซื้อหุ้นเพิ่มทุนในธนาคารทหารไทยเรียบร้อยแล้ว ตามสัดส่วนที่กระทรวงการคลังถือจำนวนประมาณ 49% คิด เป็นวงเงินประมาณหมื่นกว่าล้านบาท โดยแหล่งที่มาของเงินทุนที่จะนำไปซื้อหุ้นแบงก์ทหารไทยยังไม่สามารถเปิดเผยได้

สำหรับประเด็นการเพิ่มศักยภาพการดำเนิน การนั้น นายสมหมาย กล่าวว่าธนาคารจะเร่งแก้ปัญหาหนี้ที่ไม่ได้ก่อให้เกิดรายได้ หรือเอ็นพีแอล อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะช่วงนี้เศรษฐกิจ กำลังดีธนาคารต่างๆ เร่งแก้หนี้เสีย เพราะไม่อยากเสียโอกาสอันดีนี้ แต่ว่าการแก้เร็วและไม่ดูตาม้าตาเรือก็จะทำให้ได้ไม่คุ้มเสียเป็นการแก้หนี้เสียที่ไม่มีประสิทธิภาพส่งผลทำให้ธนาคารได้กำไรน้อยลง

ปัจจุบันหนี้เสียของธนาคารมีอยู่ 40,000 ล้านบาท ธนาคารได้ตั้งสำรองต่อหนี้เสียร้อยละ 20 และหลังเพิ่มทุนทำให้ตัวเลขการตั้งสำรองสูงกว่าร้อยละ 60 ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนดไว้

"การแก้หนี้เสียที่มีอยู่ค่อนข้างสูง หากเกิดการสูญเสียน้อยกว่าที่คาดไว้ผู้ถือหุ้นก็จะได้กำไร เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ความคืบหน้าของการเจรจาขายบริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไทขณะนี้บริษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ ได้เสนอราคาซื้อที่ 2.9 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดจาก ผู้สนใจที่เสนอมา 5 ราย"

เน้นบริหารงานหลัก4ด้าน

ส่วนนโยบายในการบริหารงานหลัก ธนาคารได้แบ่งออกเป็น 4 แนวทาง คือ 1. การเพิ่มทุนและทำการแก้ไขปัญหาหนี้เสีย 2. การปรับโครงสร้างในการบริหารจัดการให้ทันสมัย มีประสิทธิภาพ จัดแผนกต่างๆ ใหม่ โดยอาจจ้าง ชาวต่างชาติเข้ามาร่วมงานด้วย 3. การปรับตำแหน่งของธนาคารใหม่ โดยจะเป็นธนาคารอันดับที่ 6-7 เป็นธนาคารขนาดกลางที่กะทัดรัด เน้นการบริการแก่ลูกค้ารายย่อยปรับปรุงการทำงานให้รวดเร็วคล่องตัว ซึ่งทำค่อนข้างยากแต่หากแนวคิดผู้บริหารตรงกันก็จะทำได้ง่าย และ 4. การปรับเปลี่ยนตราสัญลักษณ์ของธนาคารใหม่

ด้านนายสุภัค ศิวะรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารทหารไทย กล่าวว่า ธนาคารคาดว่า จะมีกำไรปีนี้ประมาณ 2.5 พันล้าบาท จากสิ้นไตรมาส 2 มีกำไร 1.5 พันล้านบาท และในปี 2547 ธนาคารจะมีกำไรเพิ่มขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากการประหยัดภาระดอกเบี้ยจากการไถ่ถอนซูเปอร์ แคปส์และหุ้นกู้ด้อยสิทธิถึง 2 พันล้านบาท หรือ ร้อยละ12.5 ต่อปี

ส่วนพนักงานกว่า 6,000 คนนั้น ทางธนาคารต้องรอให้มีการปรับปรุงโครงสร้างเสร็จก่อนจึงจะมีการพิจารณาเพิ่มลดอีกครั้งหนึ่ง แต่ธนาคารเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของพนักงานในการเพิ่มรายได้ให้กับธนาคารมากขึ้น ปัจจุบันพนักงานทำรายได้ให้กับธนาคาร เฉลี่ยต่อคน 3-4 แสนบาท แต่หลังจากปรับโครงสร้างเสร็จแล้วจะเพิ่มเป็น 1 ล้านบาท

สรุปขายหุ้นให้พันธมิตรสิ้นปีนี้

นายสมหมาย กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้มีผู้ที่สนใจเข้ามาขอซื้อหุ้นของธนาคารจำนวน 2 ราย โดยเป็นสถาบันที่ดำเนินธุรกิจธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการเจรจากับกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือ หุ้นใหญ่ในสัดส่วน 49% ซึ่งคาดว่าจะสามารรถสรุปข้อตกลงภายในสิ้นปีนี้

ส่วนนโยบายของคลังไม่ต้องการที่จะดำเนิน ธุรกิจ หรือบริหารธนาคารพาณิชย์ เป็นเพียงการ เข้ามาดูแลให้สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง ดังนั้นเมื่อมีพันธมิตรที่สนใจเข้ามาซื้อหุ้น กระทรวง การคลังก็พร้อมที่จะขายให้ หากมีนโยบายการดำเนินธุรกิจใกล้เคียงกัน โดยในเบื้องต้นเจรจาที่จะขายหุ้นให้กับพันธมิตรจำนวน 25%

หลังจากการเพิ่มทุนดังกล่าว ธนาคารมีเป้าหมายที่จะเพิ่มกำไรจากเดิมที่มีกำไรจากการดำเนินงาน 2.3-2.5 พันล้านบาท และต้องหักภาระดอกเบี้ยของซูเปอร์แคปส์ประมาณ 2 พันล้านบาท ดังนั้นมีการเพิ่มทุนแล้ว ในปี 2547 ธนาคารต้องเป้าที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกประมาณ 2 พันล้านบาท เนื่องจากมีการแก้ไขปัญหาหนี้เอ็นพีแอล และภาระดอกเบี้ยซูเปอร์ แคปส์ลดลง

พร้อมกันนี้ ธนาคารได้ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนอัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (อาร์โออี) ประมาณ 20% จากเดิมที่อยู่ในระดับ 0% และมีผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โอเอ) ประมาณ 1.5% ซึ่งจะสูงกว่าระบบที่ขณะนี้อาร์โอเออยู่ที่ระดับ 1% รวมทั้งตั้งเป้าสัดส่วนต้นทุนต่อรายได้ พนักงานลดลงเหลือ 45% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 75% ซึ่งสัดส่วนของระบบอยู่ที่ระดับ 43-45%

ระดมตัวแทนหารือรวมBT-IFCT

นายสมหมาย กล่าวถึง ความคืบหน้าในการ ควบรวมกิจการของธนาคารไทยธนาคาร (BT) กับบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หรือไอเอฟซีที ว่าในวันนี้ (29 ส.ค.) กระทรวงการคลัง จะเชิญประธานบริหารและผู้บริหารของ ทั้ง 2 ฝ่าย รวมทั้งม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่า การธปท. เข้ามาหารือร่วมกันเป็นนัดแรก โดยคาดว่าจะสามารถสรุปกรอบการดำเนินการได้ชัดเจนยิ่งขึ้น



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.