|

บลจ.กรุงไทยรุกออก FIF ปีนี้ บุกช่องทางขายลูกค้าแบงก์นอก
ผู้จัดการรายสัปดาห์(26 มกราคม 2552)
กลับสู่หน้าหลัก
บลจ.กรุงไทย ออก FIF เน้นผู้บริหารระดับมือพระกาฬ แยกลงทั้ง หุ้น-ตราสารหนี้-สินค้าโภคภัณฑ์ ระบุจะมีกองแบบนี้ตามมาอีก 4-5 กอง เปลี่ยนโปรดักส์โพซิชันนิ่ง ให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นเจาะกลุ่มลูกค้าแบงก์นอก ช่องทางจัดจำหน่ายใหม่
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)กรุงไทย ได้เปิดเสนอขาย "กองทุนเปิดเคแทมอินเวสเมนท์ เลเจนด์ ฟันด์" (KTIL) ซึ่งเป็น กองทุนที่ลงทุนในต่างประเทศ (Forign Investment Fund:FIF) ชนิด Feeder Fund นำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปลงทุนในกองทุน Investment Legends Fund ไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าสินทรัพย์สุทธิของกองทุน โดยจะเปิดขายเป็นครั้งแรกถึงวันที่ 30 ม.ค.2552
สมชัย บุญนำศิริ กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า กองทุนนี้จะแบ่งสินทรัพย์ไปลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท อันประกอบด้วย ตราสารทุน 40% สินค้าโภคภัณฑ์ 40% และตราสารหนี้ 20% ซึ่งมีผู้จัดการกองทุนที่ได้รับการยอมรับด้านความสามารถจนเป็นตำนานและที่กล่าวขวัญถึงในวงการฯเป็นผู้บริหาร ทั้งนี้จากการทำผลตอบแทนย้อนหลัง (Back Test) ย้อนหลัง 3ปี ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 7% ต่อปี โดยกองทุนจะมีการปรับน้ำหนักการลงทุนใหม่ทุกๆ 3 เดือน เพื่อให้ได้สัดส่วนการลงทุนตามที่กำหนดไว้ และจะลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สิงคโปร์เพื่อให้ทิศทางของอัตราแลกเปลี่ยนมีการเคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับค่าเงินบาทมากที่สุด
ทั้งนี้กองทุน Investment Legends Fund เป็นการผสมผสานการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทต่างๆไม่ว่าจะเป็นหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์ และตราสารหนี้ โดยสัดส่วนของการลงทุนในหุ้น 40% จะแยกเป็นการลงทุนในบริษัทชั้นนำ 3 แห่งได้แก่ บริษัทเบิร์ก ชายแฮธาเวย์ ที่บริหารโดยวอร์เรน บัฟเฟตต์ 10% ,บริษัทแบล็กร็อค อิงค์ ที่บริหารโดยลอเร็นซ์ ฟิงค์ 10% , บริษัทลูคาเดีย เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่นที่บริหารโดยเอียนคัมมิ่งและโจเซฟ สไตน์เบิร์ก 10% ส่วนอีก 10% ที่เหลือจะลงทุนผ่านกองทุนรวมเทมเพิลตัน อีเมอร์จิ้ง มาร์เก็ตส์ บริหารและจัดการโดย ดร.มาร์ค โมเบียส ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
สำหรับอีก 40% ที่ลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์จะลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีการจ่ายผลตอบแทนกับดัชนีอ้างอิง RICI ที่คิดค้นขึ้นโดยจิม โรเจอร์ส
ส่วนของตราสารหนี้ 20% จะลงทุนในกองทุนรวมโทเทิล รีเทิร์นบอนด์ ฟันด์ บริหารและจัดการ โดยบิล กรอส เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญการลงทุนในตลาดตราสารหนี้
สำหรับการออกกองทุนนี้ต้องถือว่าเป็นการพลิกโฉมภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ทางการเงินของ บลจ.กรุงไทย จากเดิมที่เน้นการออกเฉพาะกองทุนตราสารหนี้เป็นหลัก เนื่องจากมีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านสาขาของธนาคารกรุงไทย ซึ่งกลุ่มลูกค้าเป้าหมายมีความต้องการกองทุนประเภทมีความเสี่ยงต่ำคล้ายคลึงการฝากเงินเป็นหลัก
สมชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า กองทุนนี้ถือได้ว่ามีความเสี่ยงมากที่สุดเท่าที่ บลจ.กรุงไทยเคยออกมา เนื่องจากปัจจุบันดอกเบี้ยที่ได้จากการลงทุนในตราสารหนี้ไห้ผลตอบแทนเพียง 1.3%เท่านั้นซึ่งแทบจะไม่มีความน่าสนใจ ดังนั้นปีนี้มีแผนที่จะออกกองทุนในลักษณะดังกล่าวเพิ่มเติมอีก 4-5 กอง เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่หลากหลายของธนาคารพานิชย์ต่างชาติในประเทศไทยซึ่งจะเป็นช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ที่เพิ่มเติมขึ้นมาอย่าง ชิติ้แบงก์ และ สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ ได้ รวมถึงการที่แบงก์กรุงไทยซึ่งเป็นแบงก์แม่จะจัดตั้งแผนก Wealth Management ในปีนี้เพื่อจะให้บริการลูกค้ารายใหญ่ด้วย
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|