เอ็ม.ไทยกรุ๊ป "เติบโตขึ้นมาในกลุ่มจีนแต้จิ๋ว"


นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2532)



กลับสู่หน้าหลัก

เอ็ม.ไทยกรุ๊ป กลายเป็นกลุ่มธุรกิจที่ผู้คนให้ความสนใจถึงและสืบค้นขึ้นมาทันทีในพริบตา เมื่อเป็นกลุ่มที่ชนะการประมูลซื้อที่ดินของธนาคารแสตนดาร์ดชาร์เตอร์แบงก์ จำนวน 20 กว่าไร่บนถนนวิทยุ ในราคาที่ทำลายสถิติราคาที่ดินสูงสุดของประเทศไทย

ผลของการประมูลซึ่งเริ่มต้นแข่งขันกันถึง 27 กลุ่มคัดเหลือ 5 กลุ่มและ เอ็ม.ไทย กรุ๊ป กลายเป็นผู้ชนะขาดในราคาประมูลตารางวาละกว่า 350,000 บาท สูงกว่าราคาที่ดินริมถนนสีลมและย่านแออัดอย่างบางลำพูนซึ่งเคยเป็นแชมป์ราคาที่ดินสูงที่สุดของประเทศมาโดยตลอด ราคาซึ่งประเมินซื้อขายกันในปัจจุบันในย่านสีลมและบางลำพูไม่เกินตารางวาละ 300,000 บาท แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีการซื้อขายกันสูงในระดับที่ประเมินกันไว้เลย

เพียงไม่นานและยังไม่ทราบแน่ชัดว่า เอ็ม.ไทยกรุ๊ป จะทำประโยชน์อะไรกับแผ่นดินที่ซื้อมาแพงยิ่งกว่าทองคำผืนนั้น เอ็ม.ไทยกรุ๊ป ก็ปรากฏตัวอีกครั้ง ในชื่อเจ้าของโครงการเมืองอุตสาหกรรมเทพารักษ์ ด้วยวงเงินประมาณการลงทุนทั้งสิ้นถึง 4,000 ล้านบาท และมีอาณาบริเวณครอบคุมถึง 800 กว่าไร่ ซึ่งนอกจากจะได้รับการสนับสนุนทางการเงินธนาคารทหารไทยแล้วยังเป็นโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนอีกด้วย

คนในวงการกล่าวว่าโครงการใหญ่ขนาดนี้มันน่าจะเป็นโครงการของกลุ่มธุรกิจที่อยู่ในเครือแบงก์อย่างธนาคารกรุงเทพ หรือของตระกูลเจ้าของธนาคารใหญ่ ๆ อย่างธนาคารศรีนครหรือธนาคารกรุงศรีอยุธยาเสียมากกว่า แต่นี่กลายเป็นกลุ่มธุรกิจซึ่งไม่ใช่เจ้าของหรือลูกหลานเจ้าของธนาคารอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต

"เป็นกลุ่มการค้าและอุตสาหกรรมดั้งเดิมที่ต้องการขยายเครือข่าย ธุรกิจของตนเองสู่ธุรกิจการพัฒนาที่ดิน ซึ่งกำลังบูมสุดขีดในปัจจุบัน" แหล่งข่าวคนหนึ่งตั้งข้อสังเกตเมื่อเห็นรายชื่อของบริษัทเอ็ม.ไทยเมืองอุตสาหกรรม ซึ่งมีชื่อเป็นเจ้าของโครงการเมืองอุตสาหกรรมเทพารักษ์

รายชื่อผู้ถือหุ้นซึ่ปงระกอบไปด้วย ธนาคารทหารไทยและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์นวธนกิจรวมกัน 15% เอ็ม.ไทยกรุ๊ปเอ็ม.ไทยอินดรัสตรี้ และสุชัย วีระเมธีกุล ประธานกลุ่มถือห้นุรวมกัน 30% บุญนำ บุญนำทรัพย์เจ้าของโครงการทอผ้าไทย 10% บริษัทชิโน-ไทยเอ็นจิเนียริ่ง กลุ่มธุรกิจก่อสร้างที่กำลังพุ่งแรงในช่วงสองสามปีที่ผ่านมาถือหุ้น 10% ธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกลุ่มซีพี กิตติ ศรียุกต์ศิริ ประภา วิริยะประไพกิจ เจ้าของกลุ่มฮ่วยชวนค้าข้าวสุมิตร เลิศสุมิตรกุล เจ้าของกลุ่มศรีไทยซุปเปอร์แวร์ และสุชาติ เศรษฐีวรรณ เจ้าของกลุ่มไทยฟ้า ร่วมกันถือหุ้นคนละ 5%

กลุ่มผู้ถือหุ้นที่กระจายออกไปมาก ๆ นี้ดูจะเข้าลักษณะเข้ามาช่วยกันถือหุ้น เพื่อแบ่งเบาสัดส่วนพร้อมเป็นลูกค้าไปในตัวด้วย โดยเฉพาะกลุ่มหลังช่วยกันซื้อหุ้นไว้คนละ 5% เท่านั้น นอกนั้นก็เป็นกลุ่มธนาคารที่ช่วยให้การสนับสนุนทางการเงิน และกลุ่มที่เข้ามารับงานก่อสร้างอย่างชิโน-ไทยเอ็นจิเนียริ่งซึ่งจำเป็นต้องเข้ามาใกล้ชิดโครงการมากกว่ากลุ่มอื่น ๆ จึงต้องถือหุ้นมากกว่า

แท้ที่จริงถือว่าเป็นจังหวะก้าวของ เอ็ม.ไทยกรุ๊ป โดยแท้ตรงกับที่ ฉัตรชัย วีระเมธีกุลบุตรชายของประธานกลุ่มและเป็นกรรมการบริหารคนหนึ่งของเมืองอุตสาหกรรมเทพารักษ์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า กลุ่มที่เข้ามาร่วมทุนด้วยนั้นคือกลุ่มที่ทางเอ็ม.ไทยกรุ๊ปเองก็เคนเข้าไปร่วมถือหุ้นด้วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามคำชวนของกลุ่มเหล่านั้น นอกจากนี้กลุ่มผู้ถือหุ้นที่เข้ามาร่วมในโครงการก็ช่วยกันซื้อพื้นที่ในโครงการไปด้วยคนละสองสามแปลง แต่เมื่อรวมกันแล้วก็กินพื้นที่ถึง 40% ของพื้นที่ขายทั้งหมด

เอ็ม.ไทยกรุ๊ปเองไม่ใช่กลุ่มนักค้าที่ดินแบบก้าวกระโดดแต่เป็นกลุ่มธุรกิจที่สะสมทุนมานานกว่าจะก้าวมาถึงระดับนี้นานกวาหลาย ๆ กลุ่มที่ต่างได้รับฉายาวานักพัฒนาที่ดินผู้โด่งดังทั้งหลายในปัจจุบัน

แม้จะเป็นเพียงผู้บุกเบิกรุ่นแรก แต่ สุชัย วีระเมธีกุล ประธานกลุ่มเอ็ม.ไทยก็ใช้เวลาในการสร้างอาณาจักรของเขามานานกว่า 20 ปีนับตั้งแต่เขาก้าวออกมาจากวงการธนาคาร

สุชัยเมื่อ 30-40 ปีก่อนไม่ใช่เถ้าแก่ แต่จะเรียกเขาว่ามืออาชีพในสมัยนั้นก็ไม่ผิดนักเขาโตมาจากการเป็นพนักงานของธนาคารรุ่วราวคราวเดียวกันกับที่ ชิน โสภณพนิช เข้าไปซื้อกิจการธนาคารกรุงเทพ หรืออุเทน เตชะไพบูลย์ เข้ามาจับงานที่ธนาคารศรีนคร ซึ่งเป็นช่วงที่เขาได้สะสมบารมีและสายสัมพันธ์ทางธุรกิจอย่างได้ผลที่สุดในหมู่คนจีน สุชัยเป็นคนหนึ่งที่กว้างขวางในหมู่คนจีนแต้จิ๋วย่านสวนมะลิไม่แพ้ชินและอุเทนเมื่อ 30 ปีก่อนล่าสุดก่อนที่จะออกมาทำธุรกิจของตนเองเขาเป็นผู้จัดการสาขาฮ่องกงของธนาคารไทยพัฒนา ก่อนที่จะเปลี่ยนชื่อมาเป็นธนาคารมหานครในปัจจุบันและก่อนที่โคโร่ หรือ คำรณ เตชะไพบูลย์ จะเข้ามาซื้อกิจการของธนาคารแห่งนี้ไป

ฉัตรชัย วีระเมธีกุล บุตรชายคนโตของเขาพูดถึงการเริ่มต้นของผู้เป็นพ่อว่า "มิ้งไท้" ซึ่งมีความหมายว่า แสงสว่างในภาษาจีนอาจจะเป็นที่มาของเอ็มงไทย ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2510 เป็นโรงงานอุตสาหกรรมสารเคมีที่ผลิตแคนเซียมคาร์ไบด์แก๊สซิเอสซิรีน และไฟโรซิริค่อน ซึ่งเป็นแก๊สที่ให้ความร้อนและแสงสว่างในอุตสาหกรรมตัดเชื่อมเหล็ก

"คุณพ่อก่อตั้งโรงงานนี้ขึ้นมาในนามของบริษัทเอ็ม.ไทยอินดัสเทรียล ร่วมกับเพื่อน ๆ หลายคนที่ช่วยเข้ามาถือหุ้นด้วย ตอนหลังก็เหลือเฉพาะหุ้นของครอบครัวเราเพียงครอบครัวเดียว" ฉัตรชัยกล่าวกับ "ผู้จัดการ"

บุตรชายของประธานกลุ่มเอ็ม.ไทยกล่าวว่าโรงงานผลิตแคลเซียมคาร์ไบด์และก๊าซซิเอสวิรีนของเขาขณะนั้นนับว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในย่านเอเชีย และปัจจุบันก็ยังถือว่าเป็นโรงงานที่ใหญ่และทันสมัยที่สุดเช่นเดิม แต่ไม่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป เพราะว่าสินค้าจากโรงงานเป็นผลิตภัณฑ์ที่ส่งขายให้เฉพาะโรงงานอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องเท่านั้น

โรงงานเอ็ม.ไทยตั้งขึ้นที่สมุทรสาคร ซึ่งเมื่อ 20 กว่าปีก่อนยังไม่มีใครสนใจออกไปตั้งโรงงานไกลถึงขนาดนั้น สุชัย วีระเมธีกุล ผู้ก่อตั้งบุกเบิกกลุ่มเอ็ม.ไทย สะสมทุนที่ได้จากโรงงานนี้มากทีเดียว ยิ่งตอนหลังกิจการทั้งหมดได้กลายเป็นของครอบครัวเขาทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ ด้วยความที่เป็นคนกว้างขวางและเป็นที่นับหน้าถือตาของคนจีนรุ่นเก่า ๆ อย่างมากเขาไดเข้าไปร่วมถือหุ้นเล็ก ๆ น้อย ๆ ในกลุ่มธุรกิจต่าง ๆ มากมายไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสิ่งทออย่างโรงงานผ้าไทยของ บุญนำ บุญนำทรัพย์ กลุ่มเคคัทตันแอนด์ก็อช่ของ กิตติ ศรียุกต์ศิริกลุ่มค้าข้าวอย่างธนาพรชัยของประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หรือแม้แต่กลุ่มซีพีของ ธนินทร์ เจียรวนท์ ก็มีบางโครงการที่เอ็ม.ไทยกรุ๊ปเข้าไปร่วมด้วย

"ลงไปเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามแต่ความน่าสนใจของโครงการและความใกล้ชิดกันฉันเพื่อน" บุตรชายของเขากล่าวถึงบทบาทการลงทุนของผู้เป็นพ่อในอดีตที่ผ่านมา

กลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้นี่เองที่กลับมาช่วยลงขันกับกลุ่มเอ็ม.ไทยเมื่อถึงจังหวะก้าวของเอ็ม.ไทยบ้าง

การก้าวเข้าสู่ธุรกิจอื่น ๆ เกิดขึ้นจากการวางแผนล่วงหน้าโดยเฉพาะธุรกิจอุตสาหกรรมแต่การได้มาของที่ดินและการก้าวเข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาที่ดินนั้นเกิดขึ้นโดยบังเอิญ

"มันมาจากที่คุณพ่อของผมท่านสนใจการขยายโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะต้องหาที่ดินเราก็ออกดูที่ดินในที่ต่าง ๆ เรื่อย ๆ โดยเฉพาะในย่านธนบุรี-ปากท่อ และบางนา-ตราด เป็นย่านที่เราให้ความสนใจมาก เพราะเป็นทำเลที่เหมาะสำหรับประกอบกิจการอุตสาหกรรม เมื่อเห็นที่แปลงไหนราคาดีเมื่อเทียบกับทำเลที่ตั้ง เราก็ซื้อไว้ เลยกลายเป็นวาเรามีที่ดินจำนวนมากมายในย่านดังกล่าว เมื่อ 2-3 ปีมานี้ราคาที่ดินมันเพิ่มขึ้นมากหลายเทาตัวทีเดียวประกอบกับการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ ทำให้เราสนใจที่จะพัฒนาที่ดินขยายแต่ก็หนีไม่ไกลความชำนาญของเรา คือพัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม เราถึงได้เริ่มโครงการเมืองอุตสาหกรรมเทพารักษ์ขึ้นมา" ฉัตรชัยกล่าวถึงการก้าวเข้าสู่ธุรกิจการพัฒนาที่ดินของกลุ่มเอ็ม.ไทย

จากเมืองอุตสาหกรรมซึ่งได้รับส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นโครงการนิคมอุตสาหกรรมโครงการสุดท้ายก่อนที่คณะรัฐมนตรีจะมีมติหยุดให้การส่งเสริมการลงทุนแก่โรงงานอุตสาหกรรม และนิคมอุตสาหกรรมในเขตปริมณฑล 5 จังหวัดรอบกรุงเทพฯ เอ็ม.ไทยกรุ๊ป กำลังทำโครงการศูนย์แสดงสินค้านานาชาติในพื้นที่ดิน 300 กว่าไรบริเวณใกล้เคียงกัน

"โครงการนี้เรามีแผนที่จะร่วมกับภาครัฐบาลคือกรมพาณิชย์สัมพันธ์ โดยในบริเวณพื้นที่จะประกอบด้วยพื้นที่ที่ใช้แสดงสินค้าแบบโชว์ตลอดทั้งปีและการจัดแสดงสินค้าเป็นคราว ๆ ซึ่งการแสดงสินค้าจะมีทั้งการแสดงสินค้าเทคโนโลยีต่างประเทศที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศสำหรับนักลงทุนไทยไม่ต้องเดินทางไปถึงต่างประเทศ และแสดงสินค้าอุตสาหกรรมที่คนไทยผลิตได้ ต้องการนำออกจำหน่ายต่างประเทศโดยไม่จำเป็นต้องนำสินค้าออกไปเร่ขายเอง บางคเข้าใจวาเป็นเวิล์ดเทรดเซ็นเตอร์ แต่ความจริงไม่ใช่อย่างที่เข้าใจเลย" กรรมการเอ็ม.ไทยกรุ๊ปเปิดเผย "ผู้จัดการ"

นอกจากนั้นในบริเวณเดียวกันยังจะประกอบด้วยโรงแรมชั้นหนึ่งและห้องสำหรับใช้ประชุมสัมมนาต่าง ๆ ซึ่งโครงการนี้จะใช้เวลาประมาณ 5 ปี

แล้วก็ถึงการก้าวสู่การลงทุนประมูลซื้อที่ดินเปล่า ๆ จำนวน 20 กว่าไร่บนถนนวิทยุของ ธ.แสตนดาร์ดชาร์เตอร์แบงก์มูลค่ากว่า 3,000 ล้านบาทที่โด่งดังตลอดสองเดือนที่ผ่านมา

"ผมว่าเป็นที่ดินที่สวยที่สุดของกรุงเทพฯในปัจจุบัน เพราะเป็นแปลงใหญ่แปลงเดียว และตั้งอยู่บนถนวิทยุดู่จากแผนที่กรุงเทพฯปัจจุบันจะเห็นว่ามันอยู่ใจกลางกรุงเพทฯพอดีทีนี้ถามว่าเราจะทำอะไรมันคงยังบอกไม่ได้ แต่ก็ลองคิดดูก็แล้วกัว่าทำอย่างไรถึงจะคุ้มกับราคาต้นทุนเฉพาะที่ดินที่เราซื้อมา เราก็ต้องทำให้ใหญ่และสูงที่สุดเท่าที่จะทำได้" ฉัตรชัยกล่าว

ถึงก้าวนี้ของกลุ่มเอ็ม.ไทยที่ทุกคนจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่จับตามองของกลุ่มธุรกิจที่เป็นเจ้าของธาคารอย่างโสภณพนิช เตชะไพบูลย์หรืออย่างรัตรักษ์ เพราะนี่จะเป็นโครงการยักษ์ใหญ่ระดับหมื่นล้านบาทไม่พ้น ซึ่งจะผงาดขึ้นมาในกรุงเทพฯในไม่ช้านี้

บางคนวิเคราะห์ว่าเอ็ม.ไทยกรุ๊ปกำลังจะก้าวสู่ "ธุรกิจผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์" และถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เอ็ม.ไทยกรุ๊ปก็จะเป็นกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมและบริการที่ใหญ่ที่สุดของเมืองไทยในอนาคตอันใกล้นี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.