|

ท่องเที่ยวไทย “โคม่า”ได้ทีต่างชาติ...น้ำขึ้นรีบตัก
ผู้จัดการรายสัปดาห์(15 ธันวาคม 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
*ผ่ายุทธศาสตร์ท่องเที่ยวไทย…หลังถูกต่างชาติไล่บี้หนัก
*ปฏิบัติการเกมตั้งรับไทยจะทัดทานคู่แข่งได้หรือไม่?...
*เปิดแผนกอบกู้ภาพลักษณ์ท่องเที่ยวกลับคืนมา
ตัวเลขนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาในประเทศไทยมีการคาดว่าเดือนธันวาคม 51 ถึงเดือนเมษายนของปี 52 จะมีนักท่องเที่ยวลดลงประมาณราว 2.3 ล้านคน ซึ่งเป็นการสูญเสียรายได้กว่า 8.6 หมื่นล้านบาท - 1.3 แสนล้านบาท หรือลดลงจากช่วงเดียวกันในปีที่แล้วราว 40-50% สิ่งสำคัญจะทำให้การท่องเที่ยวในปีหน้าไม่สามารถมียอดจำนวนนักท่องเที่ยวเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ 16 ล้านคนได้เลย
สอดคล้องกับที่ตัวเลขการท่องเที่ยวในปีนี้ และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในระดับ 14 ล้านคน ซึ่งหมายถึงจะไม่มีการเติบโตต่อเนื่อง 2 ปีซ้อน ส่งผลทำให้ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.)จะปรับแผนการตลาดในปีหน้าจากเชิงรุกสู่เชิงรับ ขณะที่ต่างประเทศรอบข้างกลับใช้ช่วงเวลานี้เปิดเกมรุกบุกตลาดดึงนักท่องเที่ยวกันอย่างชนิดหยิบชิ้นปลามัน
ประเทศไทยแม้จะมีศักยภาพในด้านแหล่งท่องเที่ยวและสถานที่ให้บริการก็ตาม แต่จากเหตุการณ์บ้านเมืองที่ผ่านมาส่งผลทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติไม่กล้าที่จะเดินทางเข้ามาเนื่องจากกลัวว่าจะไม่ปลอดภัย ซึ่งจริงๆแล้วหัวเมืองท่องเที่ยวหลักๆยังคงมีความพร้อมเปิดให้บริการอยู่ก็ตาม
ความได้เปรียบคู่แข่งขันในช่วงไฮซีซั่นของทุกปีประเทศไทยจึงเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆที่นักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว แต่สำหรับปีนี้ช่วงไฮซีซั่นกลับเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวไม่ว่าจะเป็น โรงแรม สายการบิน บริษัทนำเที่ยวและร้านอาหารต่างฝันค้างไปตามๆกัน เพราะจากยอดนักท่องเที่ยวที่หดหายไปเกือบครึ่งหนึ่งสร้างความหวั่นไหวให้กับผู้ประกอบการไม่น้อย เนื่องจากช่วงไฮซีซั่นแบบนี้คือช่วงเวลาที่จะกอบโกยเม็ดเงินเข้ากระเป๋าได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ
แต่วันนี้ทุกอย่างกลับไม่เป็นไปอย่างที่คิด ปัญหาทุกอย่างจึงต้องถูกแก้ไขอย่างเร่งด่วน ล่าสุด ททท.เผยถึงแผนปฏิบัตการกู้ภาพลักษณ์ให้กับประเทศออกมาเน้นการเยียวยาด้านการท่องเที่ยว จากเดิมที่จะมีการนำเสนอตลาดภายใต้แคมเปญ 7 วันเดอร์ ที่เน้นเสนอแหล่งท่องเที่ยวเป็นหลักจะมีแผนกู้ภาพลักษณ์การท่องเที่ยวไทยแทนประกอบด้วย
1.การออกสารแสดงความเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ว่าการท่องเที่ยวไปยังนักท่องเที่ยวทั่วโลก 2.การออกสารกระตุ้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยจากรัฐบาลชุดใหม่ 3.การเสนอให้รัฐบาลและทีมไทยแลนด์เร่งเดินสายชี้แจงกับต่างชาติ 4.การจับมือกับภาคเอกชนจัดโปรโมชั่น เพื่อดึงนักท่องเที่ยว
ขณะเดียวกันการหาโอกาสความได้เปรียบของคู่แข่งขันประเทศรอบข้างที่จ้องจะทำตลาดหวังดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศตัวเองเริ่มส่อแววสดใสพร้อมที่จะเปิดเกมรุกในช่วงเวลาแบบนี้ เพราะหากชักช้าหลังจากเหตุการณ์ทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก็ยากที่จะต่อกรกับประเทศไทยได้
ความจริงแล้วประเทศต่างๆรอบข้างประเทศไทยมีแผนปฏิบัตการที่จะดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศอยู่แล้ว จากตัวเลขสถิติปี 50 ที่ผ่านมาในกลุ่มอาเซียน ประเทศมาเลเซียมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศมากที่สุด ประมาณกว่า 17.5 ล้านคน ขณะที่ประเทศไทยอยู่อันดับ 2 ประมาณกว่า 13.8 ล้านคนโดยสิงคโปร์ตามมาห่างๆถึง 9.7 ล้านคน ซึ่งต้องยอมรับว่ามาเลเซียมีการทุ่มเทบุกอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสูงมาก ทั้งๆที่มีศักยภาพในด้านแหล่งท่องเที่ยวสู้ประเทศไทยแทบไม่ได้โดยเฉพาะสินค้าธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นทะเลและชายหาด ป่าเขาและน้ำตก
สังเกตได้ว่าตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นมาประเทศมาเลเซียพยายามมุ่งมั่นดันแคมเปญ “Visit Malaysia Year” จนประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ส่งผลทำให้ในปี 2551 มาเลเซียได้ใจเริ่มสร้างอีกแคมเปญ “Rasa Sayang” หวังใช้ฉลองการได้เอกราชครบรอบ 50 ปีมาสร้างเป็นจุดขายและมาเลเซียยังมีความพยายามจะดึงพันธมิตรกลุ่มประเทศที่ได้เอกราชเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวมาเลเซียอย่างต่อเนื่อง โดยมีการตั้งเป้าหมายจะทำตลาดรวมต่างประเทศตลอดปีได้ 21.5 ล้านคน สร้างรายได้ 4.97 แสนล้านบาททีเดียว
ว่ากันว่าเพราะผลพวง Visit Malaysia Year 2550-2551 การท่องเที่ยวมาเลเซียสามารถสร้างผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้มาเลเซีย คิดเป็น 7.1% ของจีดีพี จากปี 2549 ทำไว้ 6.1% คิดเป็น 3.89 แสนล้านบาท โดยเฉพาะลูกค้าหลักยังคงเป็นจีนที่เพิ่มขึ้นประมาณกว่า 71% อินเดีย เพิ่ม 57.3% สินค้าไฮไลต์ขายกีฬาและ การเดินทางท่องเที่ยวเชิงธุรกิจ
สอดคล้องกับที่นักวิจัยจากสถาบันเศรษฐกิจแห่งชาติมาเลเซียที่ระบุว่าเป็นไปตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจฉบับที่ 9 ปี 2549-2553 การท่องเที่ยวจะผลักดันการเติบโตภาคบริการ จะได้เปรียบจากการใช้ความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาบริหารจัดการสถานที่ท่องเที่ยวปี 2549 มีกลุ่มลงทะเบียน ทำหมู่บ้านโฮมสเตย์ 79 แห่ง 1,089 ครัวเรือน
เป็นที่น่าสังเกตจากกลยุทธ์ที่มาเลเซียนำมาใช้ด้วยการอัดแคมเปญส่งเสริมการท่องเที่ยวนั้นแม้ว่าตัวเลขนักท่องเที่ยวจะนำโด่งก็จริง แต่สิ่งที่ได้รับคือปริมาณนักท่องเที่ยวไม่ใช่ใครอื่นขาใหญ่สุดของมาเลเซียคือชาวสิงคโปร์โดยมีจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของนักท่องเที่ยวเข้าประเทศทั้งหมด โดยจะมีกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวอิเหนาอินโดฯและไทยบ้าง
และเมื่อโฟกัสไปที่ตลาดหลักโดยสถิตินักท่องเที่ยวกระเป๋าหนัก จะเห็นได้ว่าของประเทศไทยเหนือกว่าเยอะอย่างเมื่อปี 51 ที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นเลือกไปเที่ยวมาเลเซียเพียง 272,000 คน แต่มาประเทศไทยถึง 956,000 คน อังกฤษซึ่งเป็นตลาดใหญ่สุดของประเทศไทยในยุโรปแต่ไปเที่ยวมาเลเซียเพียง 188,000 คนโดยมาเที่ยวไทย 615,000 คน ชาวออสเตรเลียก็เช่นกันเข้าประเทศไทยมากกว่ามาเลเซียถึงเท่าตัว
ปัจจุบันผู้ประกอบการจึงไม่ค่อยวิตกกังวัลสักเท่าไรเนื่องจากศักยภาพท่องเที่ยวในตลาดหลักของประเทศไทยยังคงนำอยู่หัวแถวในกลุ่มอาเซียน ที่สำคัญผลจาก “องค์กรการท่องเที่ยวโลกแห่งสหประชาชาติ” (United World Tourism Organization : UNWTO) พยากรณ์การท่องเที่ยว 2 ปีข้างหน้า พ.ศ.2553 “กลุ่มเอเชียตะวันออกและเอเชียแปซิฟิก” จะผงาดสู่อันดับ 2 ของโลก และมีนักเดินทางหมุนเวียน 195 ล้านคน/ปี โดยมีส่วนแบ่งตลาด 25.40% เป็นแรงกระตุ้นไทยและประเทศคู่แข่ง เร่งขยายการลงทุนรองรับทันที สร้างแผนแม่บทเชิงยุทธศาสตร์ด้วยกลยุทธ์มีสีสันต่างกันไป หวังปูพรมความสำเร็จข้างหน้า 5-10 ปี
ส่งผลให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) คีย์แมนตัวสำคัญที่คอยผลักดันขยายตลาดและการขายไปพร้อมกับการตั้งเป้าใช้แคมเปญกึ่งแบรนด์ “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์” ผนวกไฮไลต์สถานที่ท่องเที่ยว 7 สิ่งมหัศจรรย์ จับมือกับภาคเอกชนทุกสาขา ผลิตแพ็กเกจตลอดทั้งปีวางขายทั้งในและ ต่างประเทศหลายพันโปรแกรม หวังเพิ่มตัวเลขนักท่องเที่ยวในปี 51 เป็นชาวต่างประเทศ 15.5 ล้านคนหมายถึงรายได้ 6.8 แสนล้านบาทที่จะได้รับ
ซึ่งทุกอย่างก็ต้องถูกดับฝันลงไปเมื่อการเมืองในประเทศพ่นพิษใส่เข้าอย่างจัง!... ส่งผลให้แผนการตลาดที่ถูกออกแบบไว้สำหรับดึงนักท่องเที่ยวเข้าประเทศช่วงไฮซีซั่นต้องกลายเป็นหมันไปโดยสิ้นเชิง อย่างไรก็ตามตลาดในประเทศก็ยังคงหวังไว้ที่ 82 ล้านคนครั้งเป็นรายได้ 3.8 แสนล้านบาท
นอกจากนั้นแผนกลยุทธ์ที่สำคัญจะถูกนำมาใช้เพื่อให้ไทยก้าวสู่ประเทศศูนย์กลางการท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทางด้านธรรมชาติและวัฒนธรรมให้สำเร็จ คือการรักษาฐานลูกค้ากลุ่มซ้ำ สหภาพยุโรป เอเชีย+แปซิฟิก และสร้างกลุ่มใหม่เพิ่มขึ้น เช่น แอฟริกา ตะวันออกกลาง รัสเซีย และนักท่องเที่ยวหรูหรา luxury travel จากทั่วโลก เติบโตเพิ่มอีกปีละ 1-3%
ผู้ประกอบการท่องเที่ยวของไทยเชื่อว่าในอนาคตที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือตลาดจีนที่กำลังถูกมาเลเซียไล่บี้อย่างหนักหน่วง หากย้อนไป 9 เดือนแรกของปี 50 ประเทศไทยมีนักท่องเที่ยวจีนถึง 747,000 คน ขณะที่ 9 เดือนแรกของปี 51 เหลือ 655,000 คนเท่านั้น ขณะที่มาเลเซียขยับจาก 286,000 ปี 50 พุ่งขึ้นมาเป็น 490,000 คนในปี 51 ดังนั้นททท.จึงต้องปรับแผนการตลาดหลายอย่างเพื่อพัฒนาตลาดนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นกัน
แม้แต่ประเทศเล็กๆอย่าง “สิงคโปร์” ก็ยังคงเหนียวแน่นกับแบรนด์ Uniqely Singapore ที่ตั้งเป้าหวังผลระยะยาวปี 2558 เพื่อจะดึงนักท่องเที่ยวต่างประเทศให้ได้สูงถึง 17 ล้านคน ขณะที่การท่องเที่ยวสิงคโปร์ (Singapore Tourism Broad : STB) ยืนยันว่ามีสัญญาณที่ดีมาตั้งแต่ ปี 2547 ที่ผ่านมาก็ตามจากนักท่องเที่ยว 8 ล้านคนเมื่อธันวาคม 2550 ฉลองนักท่องเที่ยวครบ 10 ล้านคน มั่นใจจะมีรายได้ 4.55 แสนล้านบาท
ปัจจุบันการท่องเที่ยวสิงคโปร์เติบโตเร็วมากส่งผลบวกโดยตรงต่อธุรกิจโรงแรม เห็นได้จากผลสำรวจตลอด 11 เดือนปีที่ผ่านมา ค่าห้องพักเฉลี่ย (average room rate : ARR) สูงขึ้น 29.8% ประมาณ 5,273 บาท/ห้อง/คืน สร้างรายได้ต่อห้องพัก (revenue per available room : RevPar) แตะ 3,871 บาท/ห้อง/คืน รายได้รวมห้องพักทั้งเกาะสิงคโปร์ 9 เดือนแรก มูลค่ากว่า 20,000 ล้านบาท (854.4 ล้านเหรียญสิงคโปร์)
ว่ากันว่าปี 2550 สิงคโปร์มีลูกค้ารายใหญ่จากจีนถึง 1,015,887 คน เพิ่ม 6.3% อินเดีย 678,914 คน เพิ่ม 13.7% กิจกรรมที่สิงคโปร์เตรียมไว้ไม้เด็ดก็มีจะเป็นสถานที่จัดการแข่งขันฟอร์มูล่าวัน กรังด์ปรีซ์ ครั้งที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา และการเปิดเมกะโปรเจ็กต์เอ็นเตอร์เทนเมนต์ คอมเพล็กซ์ มารีน่า เบย์ แซนด์ ในปี 2553
สอดคล้องกับที่ ลิม เนียว เชน รองประธานและกรรมการบริหาร การท่องเที่ยวสิงคโปร์ บอกว่าในปี 2551 นี้ สิงคโปร์จะให้ความสำคัญกับเรื่องการดึงดูดนักท่องเที่ยวในส่วนรายได้เป็นหลัก แทนการให้ความสำคัญกับจำนวนนักท่องเที่ยว โดยจะใช้นโยบายพัฒนาการท่องเที่ยวควบคู่ไปกับการพัฒนาสินค้าการท่องเที่ยว
ล่าสุดการท่องเที่ยวสิงคโปร์ร่วมกับพันธมิตรภาคเอกชนด้านท่องเที่ยวรุกตลาดต่างประเทศจัดโรดโชว์ในประเทศไทยขึ้น สร้างภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวเชิญชวนให้คนเดินทางไปร่วมสัมผัส
ด้าน “เวียดนาม” จัดเป็นประเทศที่มาแรงจากแคมเปญใหม่ที่เพิ่งจะเปิดตัว “Three Countries, One Destination” คือ 3 ประเทศ 1 จุดหมาย ผนวกจุดขายเที่ยวมรดกโลก 3 ประเทศ เวียดนาม-ลาว-กัมพูชา และ National Tourism Year in the Mekhong Delta ส่งเสริมการท่องเที่ยวสามเหลี่ยมลุ่มน้ำโขง เริ่มปี 2551 การปรับยุทธศาสตร์ของรัฐบาลเวียดนาม สามารถดึงดูดต่างชาติเข้าไปลงทุนภาคบริการ โรงแรม ปี 2550 ประมาณ 41 โปรเจ็กต์ มูลค่ากว่า 5.8 หมื่นล้านบาท (1,773 ล้านเหรียญสหรัฐ) ซึ่งหากรวมการลงทุนช่วง 10 ปี ระหว่าง 2541-2550 เวียดนามจะมีถึง 229 โปรเจ็กต์ มูลค่ากว่า 2.03 แสนล้านบาท (6,084 ล้านเหรียญสหรัฐ) โรดแมป ด้านท่องเที่ยวจะเร่งพัฒนาการท่องเที่ยวแบบให้ชุมชนเป็นพื้นฐาน โดยรัฐบาลเวียดนามตั้งเป้าปี 2553 จะเร่งทำรายได้ให้ถึง 1.33-1.5 แสนล้านบาท
ขณะที่หลายฝ่ายวิตกถึงการเจริญเติบโตทางด้านการท่องเที่ยวของเวียดนาม ซึ่งต้องใช้เวลาอีกไม่ต่ำกว่า 10 ปี เวียดนามถึงจะพัฒนาในด้านระบบสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานได้ ซึ่งธุรกิจท่องเที่ยวไทยก็ต้องไม่ถดถอย แหล่งท่องเที่ยวต้องไม่ทำให้เสื่อมโทรมเพราะเป็นจุดขายที่สำคัญ ในแถบเอเชีย แหล่งท่องเที่ยวของไทยนับว่ามีความเป็น Value for Money เวียดนามราคาห้องพัก 50-60 ดอลล่าร์ ขณะที่แหล่งท่องเที่ยวไทยราคาห้องพักระดับหลักพันยังมีให้นักท่องเที่ยวได้เลือกพัก ขณะที่ตลาดจีนเมื่อก่อนราคาห้องพักถูกเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว จากเดิม 30-40 ดอลล่าร์ ปัจจุบันปรับตัวสูงขึ้นเป็น 70-80 ดอลล่าร์ ที่เห็นแพ็กเกจไปเมืองจีนราคาหมื่นต้นๆ เป็นเพียงบางช่วงที่สายการบินปรับลดราคาร่วมกับเอเย่นต์ทัวร์เท่านั้น
ตลอดปี 2551 กุญแจเศรษฐกิจจากอุตฯท่องเที่ยวทั้ง 5 แคมเปญ จะทำให้ไทย+4ประเทศร้อนแรงสุดๆ ในตลาดโลก ซึ่งปัจจุบันวันนี้หากสังเกตประเทศรอบข้าง แล้วย้อนกลับมาดูตัวเองก็ยังเห็นว่าโอกาสประเทศไทยที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของอาเซียนอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม
เพียงแต่ประเทศไทยยังมีการลงทุนด้านท่องเที่ยวน้อยมากเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่อยู่เหนือเราอย่างมาเลเซีย หรือไล่หลังเราอย่างสิงคโปร์ หากประเทศไทยฮึดลงทุนให้มากขึ้น-แชมป์อาเซียนก็แค่เอื้อม…แต่คงต้องรอดูท่าทีของรัฐบาลชุดใหม่ที่จะมามีบทบาทสามารถสานฝันดันท่องเที่ยวไทยให้เป็นผู้นำอย่างเต็มตัวได้หรือไม่ต้องรอพิสูจน์
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|