ทัพใหม่ RCL GO INTERNATIONAL !


นิตยสารผู้จัดการ( ตุลาคม 2532)



กลับสู่หน้าหลัก

อาร์ซีแอล GO INTERNATIONAL ด้วยการซื้อกลุ่มบริษัทเรือ 5 บริษัทของสิงคโปร์ ทำไมอาร์ซีแอลต้องซื้อ ทั้ง ๆ ที่เคยมีแผนการมาก่อน การซื้อครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของอาร์ซีแอล หรือถ้าพูดให้ถูกคือจุดเปลี่ยนของกลุ่มโงวฮก ซึ่งเป็นบริษัทเดินเรือเก่าแก่ที่มีการปรับเปลี่ยนน้อยมากมาตลอดหกทศวรรษก็ถึงเวลาที่จะต้องปรับเปลี่ยนเสียที

ปลายปี 2531 RCL ได้สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการเป็นบริษัทเรือแห่งแรก ที่นำบริษัทเข้าเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

และกันยายน 2532 RCL ได้สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งหนึ่ง ด้วยการเป็นบริษัทเรือแห่งแรกของไทยที่ได้ทำการซื้อกิจการเดินเรือของสิงคโปร์

การซื้อครั้งนี้นับว่าสร้างความฮือฮาให้กับคนในแวดวงเดินเรือไม่น้อย และสำหรับคนนอกวงการที่ไม่รู้จัก RCL ก็พากันสงสัยไม่น้อยว่าแท้จริงแล้วกลุ่ม RCL นี้คือใครกันแน่ มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไรในการซื้อขายกันครั้งนี้และจะส่งผลต่อสถานะของ RCL อย่างไร

RCL เป็นชื่อย่อของบริษัท REGIONAL CONTAINER LINES ประกอบกิจการรับส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศในระบบ "คอนเทนเนอร์" ประเภทเรือ FEEDER เพื่อนำไปขนถ่ายลงเรือที่ไม่สามารถเข้ามาในน่านน้ำเจ้าพระยาได้ก่อนที่จะบรรทุกไปยังประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก

RCL ถือกำเนิดขึ้นในปี 2523 โดยการร่วมทุนระหว่างฝ่ายไทยคือบริษัทโงวฮกและ SINGAPORE SHIPPING CORKPORATION (SSC) ฝ่ายสิงคโปร์ ในสัดส่วน 75:25

โงวฮกเป็นบริษัทเดินเรือที่มีอายุอย่างเข้าสู่ปีที่ 61 เข้าไปแล้ว นับว่าเป็นบริษัทเดินเรือที่มีอายุยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งของไทย เก่าแก่กว่าการท่าเรือแห่งประเทศไทยซึ่งเพิ่งจะมีอายุเพียง 38 ปีเท่านั้น

ความที่เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมานานคนเก่าแก่ที่อยู่ทันยุคสมัยแรก เริ่มล้มหายตายจากไปเกือบสิ้นแล้ว ทำให้ประวัติช่วงบุลสุข ประธานกรรมการของ RCL ซึ่งปัจจุบันอายุ 81 ปีแล้ว แต่ก็ยังมาเซ็นเช็คที่บริษัททุกวันเล่ากับ "ผู้จัดการ" ว่า

"ผมเองก็ไม่ทราบแน่ชัดเพราะไม่ได้มาร่วมงานแต่แรก คนที่รู้ดีว่าผมส่วนใหญ่ตายไปหมดแล้ว คนที่ริเริ่มบริษัทคือตันจิ้นเก่งหรือจิตติน ตันธุวนิตย์ ซึ่งก่อนหน้านี้ทำงานอยู่กับตระกูลหวั่งหลี ขณะนั้นทำการค้าขายระหว่างไทยกับจีนโดยทางเรือ มีความคิดว่าน่าจะมีธุรกิจบริการขนส่งทางน้ำที่เป็นของไทยเอง จึงชัดชวนเถ้าแก่โรงสี 4 คนเข้ามาร่วมคือ มาเลียบคุนหรือมาบูลกุล, เจียร กอวัฒนา, ตันลูเช็ง, โล่วเตี๊ยกชวน (พ่อของเท้ง) รวมตันจินเก่งเป็น 5 คนตั้งชื่อว่า โงวฮก"

นั่นคือที่มาของชื่อโงวฮก ซึ่งเป็นภาษาจีนแต้จิ๋วแปลว่า "โชคทั้งห้า"

เล่ากันว่าผู้ที่มาลงขันร่วมทุนทั้ง 4 คนนั้น แต่ละคนก็มีฐานะจัดอยู่ในระดับเจ้าสัวทั้งสิ้น ดังจะได้ยินผู้คนเรียกขานชื่อต่อท้ายคนเหล่านี้เช่น "โล่วเตี๊ยกชวนเอี๊ย" ซึ่งหมายถึงเจ้าสัวโล่วเตี๊ยกชวน ขณะที่ตันจินเก่งนั้นเป็นคนธรรมดา ที่ไม่ได้มีเงินทองอะไรมากนัก อาศัยมีฝีมือและความเฉลียวฉลาดบริหารกิจการเดินเรือจนเป็นที่ไว้เนื้อเชื่อใจของบรรดาเจ้าสัวทั้งหลาย แล้วตันจินเก่งก็ค่อย ๆ เริ่มซื้อหุ้นเป็นของตนบ้างจนกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ด้วยคนหนึ่งไปในที่สุด

พงษ์ศักดิ์ เมฆใจดี ลูกน้องเก่าของตันจินเก่งที่ร่วมงานกับโงวฮกมาหลายสิบปีกล่าวถึงตันจินเก่งว่า "การทำกิจการเดินเรือระหว่างประเทศไม่ใช่ทำได้ง่าย ๆ เราไม่มีเรือของเราเอง ต้องเช่ามาจากหลายประเทศเช่นนอร์เวย์ เครดิตเราต้องดีมาก เขาถึงจะเชื่อใจ ซึ่งตันจินเก่งนั้นเป็นคนที่เอาใจใส่ในการบริหารเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่รักของคนงาน เรือเข้าตีหนึ่ง ตีสองนี่เขาจะต้องลงไปดูแล นานาชาติให้ความเชื่อถือเรามีเรือมากมายที่ทาสีปล่องเป็นสีน้ำเงินมีดาว 5 ดวง เป็นธงบริษัทโงวฮก"

SSC ก็เป็นบริษัทที่ทำกิจการเดินเรือมาช้านานแม้ว่าจะไม่เก่าแก่เท่าโงวฮกก็ตามแต่ผู้ก่อตั้งของทั้งสองบริษัท เช่น มร.กัวกับตันจินเก่งก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในฐานะที่ทำธุรกิจร่วมกันมาไม่น้อย โดยที่ SSC เป็นเอเยนต์ให้แก่โงวฮก

และความสัมพันธ์นี้ก็ยังดำรงต่อมาแม้ว่าตินจินเก่งเสียชีวิตไปนานแล้วตั้งแต่ปี 2510 กว่า ๆ ยงกิตต์ โสธิกุล เพื่อนที่ร่วมงานบุกเบิกมาด้วยกันกับตันจินเก่งขึ้นเป็นผู้จัดการใหญ่สืบสานงานต่อไป จนกระทั่งลูก ๆ ของตันจินเก่งเรียนจบและเริ่มเข้ามาบริหารงานต่อไป ซึ่งนับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของโงวฮก

นับเป็นเวลายาวนานหลายศตวรรษที่มนุษย์ทำการขนส่งทางทะเลที่เรียกกันว่าระบบ CONVENTIONAL หรือก็คือการขนถ่ายสินค้าเทกอง

ปลายทศวรรษที่ 19 มนุษย์คิดค้นระบบการขนส่งแบบใหม่ที่เรียกว่า ระบบคอนเทนเนอรืพูดง่าย ๆ ก็คือนำสินค้าบรรจุใส่ตู้คอนเทนเนอร์ก่อนที่จะนำลงเรือ

การเปลี่ยนระบบครั้งนี้มันมีผลต่อการซื้อขายสินค้าเป็นอย่างมาก ผู้เชี่ยวชาญในวงการเรืออธิบายกับ "ผู้จัดการ" ว่า

"เมื่อก่อนเรือคอนเวนชั่นนอล เป็นเรือที่ต้องเช่ามาขนถ่ายสินค้าโดยเฉพาะและต้องมีจำนวนมาก ๆ ทำให้ต้องซื้อขายเยอะ แล้วต้องมีอินเวนทอรี่มาเก็บไว้มากแต่เดี๋ยวนี้คอนเทนเนอรืเป็นที่ยอมรับ เป็นการขนส่งในระบบ JUST IN TIME (ทันเวลาพอดี) แล้วมาประจำอาจจะอาทิตย์ละ 1 ครั้ง มันทำให้ไม่มีสินค้าคงเหลือหรือมีก็น้อยมาก ระบบนี้มันทำให้อะไรถูกลงไปได้เยอะ ลดต้นทุนการผลิต การขนส่งในระบบคอนเทนเนอร์เหมือนรถเมล์ที่มีระยะเวลามาแน่นอน เช่น 10 นาทีคันหนึ่ง ขณะที่แบบ CONVENTIONAL เหมือนรถแท๊กซี่ซึ่งต้องเรียกถึงจะมา"

ช่วงสิบกว่าปีก่อนมีคนเริ่มนำระบบนี้มาใช้ในเมืองไทย ซึ่งโงวฮกก็เป็นบริษัทหนึ่งที่ตัดสินใจว่าจะต้องเปลี่ยนไปสู่ระบบใหม่ทั้ง ๆ ที่บริษัทเรือส่วนใหญ่ก็ยังเปลี่ยนมาใช้ระบบนี้กันไม่มากนัก

ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนแปลงนั้น โงวฮกมีผู้นำคนใหม่ซึ่งเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงซึ่งเป็นลูกชายแท้ ๆ ของตันจินเก่ง ชื่อสุเมธ ตันธุวนิตย์ ซึ่งกว่าที่ตันจินเก่งจะได้ลูกชายนั้น เขาได้ทำบุญอยางมโหฬารตามคำทำนายของซินแสผู้หนึ่ง ซึ่งตันจินเก่งได้ทำงานในฐานะประธานมูลนิธิปอเต็กตึ๊งนานหลายสมัย ช่วยหาเงินเข้าสถานเสาวภาก็ไม่น้อย จนมีชื่อเสียงโด่งดังได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถอยู่เนือง ๆ จนได้ชื่อและนามสกุลพระราชทานว่า "จิตติน ตันธุวนิตย์"

สุเมธนั้นเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์เกียรตินิยมจากจุฬาฯ และปริญญาโทวิศวกรรมจากเอไอที. เขารักงานด้านวิศวกรรมมาก หลังจากเรียนจบแล้วก็ร่วมทุนกับเพื่อนตั้งบริษัทวัฒนาเอ็นจิเนียริ่งซึ่งรับงานใหญ่ ๆ หลายแห่งเช่นวางระบบไฟฟ้าให้กับสนามบินอู่ตะเภา โดยที่ไม่เคยคิดว่ตนเองจะต้องโดดเข้ามาในธุรกิจเรือจนกระทั่งพ่อสิ้นลม ชีวิตสุเมธก็ต้องหักเหครั้งสำคัญด้วยการเข้าทำงานในบริษัทที่พ่อเขาสร้างขึ้นมากับมือเมื่อ 16 ปีที่แล้ว

พร้อม ๆ ไปกับการตัดสินใจเปลี่ยนมาเป็นระบบคอนเทนเนอร์ สุเมธเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่โงวฮกควรจะมีเรือเป็นของตัวเอง (คนเก่าแก่ของโงวฮกแย้งว่าเมื่อก่อนโงวฮกก็เคยมีเรือของตัวเองเช่นกัน) แทนที่จะเช่าเขาร่ำไป

นั่นก็คือที่มาของบริษัท RCL ซึ่งโงวฮกร่วมทุนกับ ssc ในปี 2523 เป็นบริษัทซึ่งเริ่มแรกเป็นเจ้าของเรือ 2 ลำ เรือลำแรกของบริษัทคือ "เรือศิริภูมิ" ซึ่งสั่งต่อใหม่ให้เหมาะสมกับเรือขนส่งระหว่างกรุงเทพฯ-สิงคโปร์ โดยเฉพาะ ปี 2526 บริษัทซื้อเรือใช้แล้วจากญี่ปุ่นมาวิ่งเพิ่มและในปลายปี 2530 บริษัทได้เปิดเส้นทางสายใหม่ สายกรุงเทพฯ-เกาจุง (ประเทศไต้หวัน)

หากเราไม่ได้อยู่ในธุรกิจเดินเรืออาจจะจินตนาการไม่ออกว่าการเปิดเส้นทางเดินเรือใหม่แต่ละครั้งไม่ใช่สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ นักสุเมธอรรถาธิบายกับ "ผู้จัดการ" ว่า

"สมมติเราจะเปิดเส้นทางใหม่ เราต้องดูก่อนว่าเส้นทางนั้นเป็นแบบไลน์เนอร์ (วิ่งเป็นประจำเส้นทาง) หรือเปล่า เราต้องตรวจสอบดีมานด์ว่ามันมีหรือเปล่า ถ้ามีมาจากไหน แล้วเราจะแย่งลูกค้าจากคนอื่นได้อย่างไร ซึ่งลูกค้าต้องการอย่างน้อย 3 ประการ หนึ่ง-ประหยัด สอง-สะดวก สาม-พึ่งพาได้ (RELIABLE) ถ้าดูปัจจัยทุกตัวแล้วมันเป็นบวกเราก็เปิดได้ ซึ่งตอนแรกจะต้องขาดทุนก่อน กว่าเราจะ CONVINCE ให้ลูกค้ามาทางเรา นกนั้นกว่าจะยอมทำรังมันต้องกินเวลา คนอื่นเขาก็วิ่งด้วยก็ต้องฟาดฟันกัน แล้วถ้าเราอยู่รอดคนอื่นเขาก็อาจจะต้องเลิก ระหว่างการต่อสู้เราก็ต้องยอมขาดทุน เส้นทางต่าง ๆ กว่าจะสร้างขึ้นมาได้ต้องผ่านกระบวนการและความลำบากไม่น้อย ลำพังท่าเรือเกาจุงที่ไต้หวันกว่าจะเห็นหน้าเห็นหลังก็เกือบสองปี การขยายแต่ละเส้นทางกินเวลาไม่น้อยเลย"

หลักคิดของ RCL แต่เดิมนั้นก็ถือว่ากรุงเทพฯเป็นฐานที่มั่น จะขยายตัวออกไปเส้นทางใดก็จะยึดกรุงเทพฯเป็นหลักเสมอแล้วค่อย ๆ ขยายไปทีละเส้นทาง ซึ่งจนกระทั่งถึงปี 2532 RCL ได้ทำการเดินเรืออยู่เพียง 2 เส้นทางคือกรุงเทพฯ-สิงคโปร์และกรุงเทพฯ-เกาจุง

กระทั่งต้นปี 2532 กลุ่ม ssc ได้ขายหุ้นทั้งหมด 25 เปอร์เซ้นต์ที่มีอยู่ใน RCL ออกไปจนหมดสิ้น ประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของ RCL ก็ดูเหมือนจะก่อรูปขึ้นอีกครั้ง

ย้อนหลังกลับไปที่สิงคโปร์เมื่อเกือบสองปีก่อนผู้บริหารกลุ่ม ssc ได้ตัดสินใจขายหุ้นของตนทั้งหมดใน ssc ให้แก่นักลงทุนจากประเทศออสเตรเลียด้วยเหตุผลไม่แจ่มชัด เพีนงแต่คาดกันว่าส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกลุ่ม ssc มีธุรกิจอื่นที่นอกจากกิจการเดินเรือเช่นการทำเรียลเอสเตรด ซึ่งให้ผลตอบแทนที่มากกว่าธุรกิจเดินเรือ จึงตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดให้แก่นักธุรกิจจากออสเตรเลียเพื่อนำเงินไปลงทุนในด้านอื่น

กลุ่มออสซี่ซึ่งเป็นผู้บริหารใหม่ของ ssc นั้น เป็นกลุ่มนักลงทุนที่มีธรรมชาติเป็นผู้ทำธุรกิจแบบซื้อมาขายไป หวังกำไรจากมูลค่าเพิ่มของการซื้อขายกิจการมิได้มีความชำนาญในธุรกิจเดือนเรือแต่อย่างใดนั่นนับว่าสร้างความลำบากใจให้กับผู้ปฏิบัติงานดั้งเดิมของ ssc ซึ่งถือว่าพวกตนเป็นมืออาชีพที่ทำธุรกิจนี้มานานนับสิบปี ความขัดแย้งภายในจึงปรากฏอยู่เนือง ๆ

ต้นปี 2532 RCL ตัดสินใจบอกเลิกการให้ ssc เป็นเอเยนต์ทั้งที่เป็นกันมานานนับสิบปี สุเมธให้เหตุผลการตัดสินใจที่ค่อนข้างจะรุนแรงต่อฝ่าย ssc กับ "ผู้จัดการ" ว่า

"เราเปลี่ยนเอเยนต์เพราะสิงคโปร์ชิปปิ้งเขาทำไม่ดี 1) แพง 2) ไม่ตั้งใจทำงานคือเขามักจะคิดอยู่เรื่อยว่า เขานี่เป็นหุ้นส่วนเรา เพราะฉะนั้นเราคงไม่เปลี่ยนเขา เขาก็เลยทำงานแบบชุ่ยๆ ซึ่งผมก็ว่าเขาหลายครั้งแล้วแต่เขาไม่เชื่อเหตุการณ์ครั้งนี้มันเกิดขึ้นมาจากความไม่พอใจของเรา ตอนนั้นเราคิดว่าปล่อยไปอย่างนั้นเรามีแต่จะเสียเราก็ยื่นโนตีสก่อนนะ ไม่ใช่เปลี่ยนพรุ่งนี้เลย ให้เวลา 3 เดือนหลังจากนั้น"

ถ้าหากว่า RCL เปลี่ยนเป็นเอเยนต์อื่นเลยตามที่มีหลายบริษัทเข้ามาเสนอตัวกับ RCL เรื่องก็จะไม่บานปลายต่อไปอีก

SSC เป็นบริษัทเดินเรือที่จัดว่าใหญ่บริษัทหนึ่งทีเดียวรับเป็นเอเยนต์ให้กับสายการเดินเรือทั่วโลก ลำพังแผนกเอเยนต์เรือ FEEDER ก็มีพนักงานเกือบร้อยคนเข้าไปแล้ว พนักงานเหล่านี้มีความไม่ค่อยพอใจผู้บริหารใหม่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อเกิดเรื่องกับ RCL พนักงานเหล่านี้เกิดมีความคิดว่าน่าจะไปตั้งบริษัทใหม่แล้วรับเป็นเอเยนต์ให้ RCL เหมือนเดิม

นั่นก็คือที่มาของบริษัท เกรท รีเจ้นท์ ซึ่งพนักงานทั้งแผนก FEEDER ของ SSC พากันยกยวงออกมาทั้งแผนก โดยกล่าวกันว่าพนักงานลงขันกันเอง โดยมีกระแสข่าวที่ไม่ยืนยันว่า RCL ลงขันหรืออยู่เบื้องหลังด้วยหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าของชาวออสซี่เป็นอันมากที่ต้องเสียทั้งธุรกิจและคนของตน ซึ่งทำให้เขาแทบจะต้องเลิกธุรกิจในด้านนี้ไปเลย ปฏิกิริยาตอบโต้อย่างทันควันก็คือการขายหุ้นทั้งหมดของ SSC ใน RCL โดยที่ผู้บริหารของ RCL ไม่รู้เรื่องเลยจนกระทั่งทะเบียนผู้ถือหุ้นที่เปิดเผยออกมาที่ตลาดหุ้นนั้นเปลี่ยนไปเสียแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นประมาณเดือนมีนาคม 2532

ณ ร้านอาหารบริเวณลานจอดรถชั้นล่างของอาคารปัญจภูมิ วันนั้นเป็นวันเสาร์ สุเมธและสต๊าฟของเขาเริ่มคุยกันทีเล่นทีจริงในระหว่างอาหารมื้อกลางวันว่า "เขาขายหุ้นทิ้ง ด้วยเจนตาอันใด หรือเขาจะเลิกทำธุรกิจ เขาอาจจะขายให้คนอื่น เอ้ เราซื้อบริษัทเขาขึ้นมาเลยจะดีไหม จะไหวเหรอ ลองดูสักตั้ง" คือส่วนหนึ่งของบทสนนาเมื่อปลายเดือนมีนาคมซึ่งทุกคนก็ยังรู้สึกว่ามันคงจะเป็นฝันที่เป็นจริงไปได้ยาก

หลังจากนั้นแผนการซื้อกลุ่มบริษัทของ ssc ก็เริ่มขึ้นด้วยความร่วมมือทางด้านการเงินจากธนสยามซึ่งเป็นทั้งผู้ถือหุ้นใน RCL ถึง 13.2 เปอร์เซ็นต์และเป็นผู้ที่เคยทำ UNDERWRITE ให้กับ RCL เมื่อคราวเข้าตลาดหุ้นเมื่อปี 2531 ธนสยามโดยสุขุมสิงคาลวนิช ให้ความสนับสนุนเต็มที่โดยส่งศิริพงษ์ สมบัติศิริ ผู้จัดการฝ่ายการลงทุนของธนสยาม ร่วมกับคุณากร เมฆใจดี ผู้ช่วยของสุเมธเข้าเจรจาต่อรองในขั้นต้นกับเจ้าหน้าที่ของสิงคโปร์ชิปปิ้ง ก่อนที่จะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสุเมธในท้ายที่สุดซึ่งกว่าจะเจรจาตกลงกันได้ใช้เวลาถึงเกือบ 5 เดือน

คุณากร เมฆใจดี ได้สรุปถึงสาเหตุของความล่าช้าว่าสืบเนื่องมาจากเหตุผลหลายประการ

หนึ่ง-เนื่องจากธุรกิจนี้มันยังดำเนินอยู่ การประเมินมูลค่าของทรัพย์สินตลอดจนการพิจารณามูลค่าทางธุรกิจ ก็ต้องอาศัยพีชมาร์วิคที่สิงคโปร์เป็นคนเข้าไปตรวจสอบตัวเลขประเมิน ตัวเลข NET TANGIBLE ASSET และเป็นผู้เสนอแนะว่า RCL ควรจะเข้าไปซื้อในรูปแบบใดจึงจะเหมาะที่สุด

การประเมินราคาตลาดนั้นต้องใช้ถึง 3 บริษัท กล่าวคือ SGS SINGAPORE ผู้ประเมินราคาของผู้ขาย INTECO MARITIME SERVICES ผู้ประเมินราคาฝ่ายผู้ซื้อ ในที่สุดต้องให้ RITCHIE BISEI (FAREAST) บริษัทที่ได้รับการเห็นด้วยทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย

สอง-ด้านกฎหมายนั้นก็ต้องทำอย่างรัดกุม RCL จึงต้องจ้างบริษัท JUDE BANNY เป็นบริษัทที่ปรึกษาทางด้านกฎหมาย ซื้อแล้วก็ต้องกันไว้ทุกทางเช่นมีข้อหนึ่งระบุไว้เลยว่าธุรกิจที่ ssc ขายให้ RCL แล้ว ssc จะไม่ทำขึ้นมาแข่งอีกต่อไป

สาม-ปัญหาเรื่องสถานที่อยู่ไกลเนื่องจากเจ้าของจริง ๆ อยู่ถึงออสเตรเลียซึ่งเขาให้ผู้จัดการชาวสิงคโปร์มาคุยกับเราคนที่มาต่อรองด้วยนั้นไม่มีอำนาจอยู่ในมือเป็นแค่คนมารับข่าวสาร เรื่องมันก็เลยล่าช้า

ในที่สุด RCL ได้เข้าไปจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท RCL INVESTMENT ขึ้นเป็น HOLDING COMPANY โดยที่ RCL ถือหุ้น 100 เปอร์เซ็นต์ใน RCL INVESTMENT และ RCL INVESTMENT เป็นผู้เข้าไปซื้อกลุ่มกิจการของ RCL 5 บริษัทซึ่ง ssc เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

สนนราคาที่ RCL ต้องจ่ายทั้งหมดเพื่อการซื้อสิ่งที่ RCL เรียกว่า GROUP OF COMPANIES ในครั้งนี้คือ 19 ล้านเหรียญสิงคโปร์หรือประมาณ 250 ล้านบาท ซึ่งเป็นจำนวนเงินไม่น้อย แต่สำหรับกลุ่มออสซี่ก็ได้กำไรไปไม่น้อยทีเดียวและเป็นการแก้ปัญหาความขัดแย้งภายในของผู้ถือหุ้นกลุ่มนี้อีกด้วย สำหรับ RCL นั้นสิ่งที่ RCL จะได้เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องจ่ายก็นับได้ว่าผู้บริหารของ RCL นั้นมีสายตายาวไกลไม่น้อยทีเดียว

แหล่งเงินทุนนั้นก้ไม่ใช่เรื่องยากเย็นสำหรับบริษัทที่อยู่ในตลาดหุ้นอย่าง RCL จึงไม่ต้องแปลกใจที่ RCL ประกาศเพิ่มทุนอีก 14 ล้านบาท ซึ่งหลังจากขายหุ้นทั้งหมดแล้วก็จะได้เงินทั้งสิ้นประมาณ 364 ล้านบาท และในระหว่างที่ยังเรียกชำระได้ไม่หมดแต่บริษัทจะต้องชำระเงินแก่ ssc ธนสยามและไทยพาริชย์ก็เป็นแหล่งเงินกู้ระยะสั้นให้ไปก่อน เป็นอันตัดปัญหาเรื่องการเงินไปได้

กลุ่มบริษัทดังกล่าวนั้นทำกิจการเดินเรือเกือบจะครบวงจร กล่าวคือเป็นเจ้าของเรือ 4 ลำ คือ นันทภูมิ, ปิยภูมิ, กิตติภูมิและวีระภูมิ และมีเรือเช่าอีกจำนวนหนึ่ง เป็นเจ้าของตู้คอนเทนเนอร์ เป็นเอเยนต์ให้กับบริษัทเดินเรือทั่วโลก ตลอดจนสิทธิประโยชน์อีกมากมายในฐานะบริษัทของสิงคโปร์

กล่าวโดยสรุปแล้วสิ่งที่ RCL จะได้รับทันทีก็คือ

หนึ่ง-เส้นทางการเดินเรือซึ่งขยายครอบคลุมประเทศในเอเชียอาคเนย์ทั้งหมดรวมทั้งอีกหลายประเทศในแถบเอเชีย จากเดิมซึ่งมีเพียงสองเส้นทางเท่านั้น เป็นการขยายเส้นทางโดยไม่ต้องเริ่มจากศูนย์และไม่ต้องสุ่มเสี่ยงเพราะฐานธุรกิจเดิมนั้นมีอยู่แล้ว

สอง-การได้ซึ่งความเชี่ยวชาญของการจัดการในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นทีมเจ้าหน้าที่ซึ่งเป็นผู้ชำนาญทั้งในด้านเทคนิค การบริหาร การตลาด ตลอดจนการควบคุมเทคโนโลยีชั้นสูง โดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับงานด้านเอกสาร ด้านตารางเดินเรือ ด้านการจัดวางสินค้า และด้านข้อมูลสำหรับการบริหาร เป็นต้น

สาม-บริษัทได้รับสิทธิพิเศษในการใช้ท่าเรือจากการท่าเรือสิงคโปร์และท่าเรือกรุงเทพฯโดยได้รับสิทธิพิเศษ ในการเทียบท่าโดยไม่ต้องรอ และมีส่วนลดทางค่าใช้จ่ายด้วย และการที่บริษัทเป็นหนึ่งในไม่กี่บริษัทที่ได้รับสิทธิการเทียบท่าซึ่งทำให้บริษัทดำเนินงานได้มีประสิทธิภาพและประหยัดค่าใช้จ่าย ทำให้ได้เปรียบคู่แข่งอื่น ๆ

นอกจากนั้นแล้วกำไรจากการดำเนินงานของ GROUP OF COMPANIES จากเรือที่ชักธงสิงคโปร์ได้รับการยกเว้นภาษี และเงินปันผลของผู้ถือหุ้นก็ได้รับการยกเว้นภาษีเช่นกัน

จังหวะและโอกาสงาม ๆ อย่างนี้สำหรับบริษัทเรือไทยระดับกลาง ๆ อย่าง RCL หรือบริษัทอื่นก็ตามคงไม่เกิดขึ้นบ่อยนัก

และลำพังความคิดที่จะ GO INTERNATIONAL ด้วยฐานของตัวเองสำหรับบริษัทเรือไทยนั้นเป็นไปด้วยความยากยิ่งเพราะการส่งเสริมด้านพาณิชย์นาวีของรัฐบาลน้อยเต็มทีเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน ในปัจจุบันเรามีเรือเดินทะเลที่ทำการขนส่งของไทยอยู่เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ของเรือทั้งหมด และการพัฒนากองเรือของเราเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้านอยางมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปิ้นส์ล้วนแล้วแต่พัฒนารุดหน้าไปกว่าบ้านเรามากนัก มิพักต้องพูดถึงสิงคโปร์ที่นำหน้าเราไปไกลลิบโลกแล้ว

ในความเป็นจริงแล้วสิงคโปร์ยังคงความเป็นศูนย์กลางการเดินเรือของประเทศในแถบนี้ การที่ RCL สามารถบุกเข้าไปตั้งฐานที่มั่นได้นับเป็นการทำลายข้อจำกัดภายนอกที่ขัดขวางการ GO INTERNATIONAL ของ RCL ไปได้ระดับหนึ่ง ปัญหาคือสภาพภายในของ RCL พร้อมหรือไม่สำหรับขบวนทัพใหม่ที่เกิดขึ้นแล้ว

ห้าทศวรรษแรกของกลุ่มโงวฮกในปัจจุบันมีเพียงบริษัทเดียวคือโงวฮกจำกัด ซึ่งทำหน้าที่เป็นเอเยนต์และเช่าเรือมาเพื่อทำการขนส่งสินค้า

ความเปลี่ยนแปลงจริง ๆ จัง ๆ นั้นอาจกล่าวได้ว่าล้วนอยู่ในช่วงที่สุเมธเข้าบริหารคือ ช่วงประมาณ 10 ปีนี่เอง

สงขลาโงวฮกและสงขลาคอนเทนเนอร์ก่อตั้งขึ้นในปี 2520 และ 2524 เพื่อทำการขนถ่ายสินค้าในภาคใต้ ซึ่งขณะนั้นยังไม่มีท่าเรือ จำต้องขนถ่ายกันกลางแม่น้ำซึ่งนับว่าโงวฮกเป็บริษัทแรกที่ลงไปบุกเบิกธุรกิจด้านนี้ในภาคใต้ ขณะเดียวกันก็ตั้งบากอกเทอร์มินัล เซอร์วิส ขึ้นมาบริการขนถ่ายสินค้าที่ต้องการมาทางรถไฟสู่กรุงเทพฯ หรือส่งไปถึงมาเลเซียเลยก้ได้

ปี 2523 ก่อตั้งบริษัท RCL และเพื่อขยายบานการลงทุนให้ได้รวดเร็วขึ้น ผู้บริหารยุคสุเมธก็ตัดสินใจนำบริษัท RCL เข้าตลาดฯในปี 2531

ปี 2524 โงวฮกได้ตัดสินใจสร้างตึกขนาดใหญ่ 12 และ 15 ชั้นคู่กันบริเวณสาธรใต้ แต่เป็นตึกที่ไม่มีป้ายชื่อติดเหมือนอาคารพาณิชย์ทั่ว ๆ ไป หลายคนยังเข้าใจว่าเป็นตึกของ CITIBANK ซึ่งติดป้ายตัวโตไว้ด้านหน้า ทั้ง ๆ ที่ธนาคารเพียงแต่เช่าที่บางส่วนของโงวฮกเท่านั้น นั่นเป็นเครื่องแสดงให้เห็นอีกประการว่าโงวฮกนั้นเป็นกลุ่มที่ LOW PROFILE เพียงใด

ปัจจุบันบริษัทที่บริหารตึกทั้งสองนี่ก็คือบริษัทปัญจภูมิ ในยุคที่ราคาดินเป็นทองในปัจจุบัน ตึก 2 หลังบนเนื้อที่ 1,009 ตารางวา ปัจจุบันราคาประมาณ 2.5 แสนบาทต่อตารางวา ทรัพย์สินของบริษัทที่เป็นที่ดินก็ปาเข้าไป 200 กว่าล้านบาทแล้ว

ปี 2528 โงวฮกเอเยนซี ถือกำเนิดขึ้นทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำหน่ายแทนโงวฮกเอเยนซี่กลายเป็นบริษัทที่มีพนักงานมากที่สุดในเครือคือประมาณ 140 คน

และเพื่อทำธุรกิจด้านการขนส่งทางเรือให้ครบวงจร และสนองนโยบายการแก้ปัญหาการแออัดอย่างหนักในท่าเรือคลองเตยโงวฮกจึงได้ตั้งอีก 2 บริษัทในปี 2532 กล่าวคือบริษัท ไทยพอสพอริตี้เทอมินัลและบริษัทสินธนโชติ

ไทยพอสพอริตี้ เทอมินัล โงวฮกร่วมทุนกับค้าสากลซิเมนต์ไทย ซึ่งเป้นบริษัทในเครือของปูนซิเมนต์ ร่วมทุนกัน 50:50 ท่านี้เรียกกันว่าท่าปูนฯ (ท่าเรือหมายเลข 10) อยู่ทีพระประแดง นั่นหมายความว่าสินค้าสามารถผ่านท่าปูนฯ โดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปผ่านท่าเรือคลองเตย นั่นหมายความว่าสินค้าสามารถผ่านท่าปูนฯโดยไม่จำเป็นต้องเข้าไปผ่านท่าเรือคลองเตย

สินธนโชติ เป็นบริษัทลูกของโงวฮกซึ่งเพิ่งเปิดดำเนินการไปเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2532 เป็นสถานีตรวจและบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอร์ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้สร้างอยู่บนเนื้อที่กว่า 38 ไร่ อาคารคลังสินค้ามีพื้นที่บรรจุสินค้าได้กว่า 15,000 ตารางเมตรสามารถบรรจุสินค้าเข้าตู้คอนเทนเนอรืเพื่อการส่งออกได้ปีละ 102,700 ทีอียูหรือ 1.3 ล้านตัน

CONTAINER FREIGHT STATION หรือที่เรียกกันสั้น ๆว่า CFS เป็นธุรกิจที่ค่อนข้างใหม่มากสำหรับบ้านเรา สินธนโชติเปิดบริการเป็นบริษัทที่สี่

ความที่เป็นธุรกิจใหม่และสุเมธต้อการให้สินธนโชติดำเนินการอย่างมีประสิทธิภาพได้มาตรฐานสากล จึงได้ว่าจ้างบริษัท P&O AUSTRALIA ซึ่งเป็นบริษัทที่เป็นผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจด้านนี้ เป็นบริษัทที่มีกิจการเดินเรือ บริหารท่าเรือ และมีเครือข่ายธุรกิจอยู่ทั่วโลก ให้เข้ามาจัดวางระบบเป็นเวลา 2 ปี

TREVOR HAGEN BRYANS ซึ่งเป็น MANAGING DIRECTOR INTERNATIONAL PORT MANAGEMENT SERVICES ของ P & O ซึ่งได้มาร่วมพิธีเปิดสินธนโชติด้วยนั้นกล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า

" P & O นั้น ตั้งมากกว่า 150 ปี เป็นผู้บุกเบิกด้าน CONTAINER ตั้งแต่มีการเริ่มระบบนี้ในยุโรป แม้โงวฮกจะตั้งมากกว่า 60 ปี แต่ก็ไม่เคยทำธุรกิจด้านนี้มาก่อนสุเมธตดต่อเราเพราะต้องการ INTERNATIONAL PRACTICE ดูแล้วมันอาจจะง่ายแค่ขนสินค้าเข้าตู้ แต่จริง ๆ แล้วมันซับซ้อนไม่น้อย ลูกค้าแต่ละรายสินค้าต่างกัน มีรายละเอียดมากมายในแง่ที่ตั้งของสินค้าจะมาถึงเมื่อไหร่ จะส่งมอบเมื่อไหร่ จะจัดพื้นที่อย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุดเป็นไปตามเป้าที่เราตั้งไว้ ซึ่งการใช้ระบบ MANUAL มันล้าสมัยมาก เรานำเอาระบบคอมพิวเตอร์มาควบคุมการขนถ่ายสินค้าและการเคลื่อนย้ายตู้รวมทั้งระบบการจัดเอกสารเพื่อให้ทันตามกำหนดนัดหมายของเรือที่จะมารับสินค้า"

สุเมธกล่าวถึงแผนการที่จะจ้างกลุ่ม P&O ให้เข้ามาบริหารท่าปูนฯ ซึ่งขณะนี้ตกลงในหลักการเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ยังไม่ได้เซ็นสัญญาเป็นทางการเท่านั้น เพื่อสิ่งที่เรียกว่า "INTERNATIONAL PRACTICE"

ในขณะเดียวกัน RCL ก็ต้องเตรียมการที่จะเข้าไปบริหาร GROUP OF COMPANIES ในสิงคโปร์ ทั้งยังต้องจัดระบบการสื่อสารข้อมูลระหว่าง RCL ที่สิงคโปร์กับ RCL หรือโงวฮกที่กรุงเทพฯ นับว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อนข้างรวดเร็วมากสำรหับกลุ่มโงวฮกคำถามคือ ผู้บริหารเตรียมจัดระบบภายในและบุคลากรให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงหรือไม่

โงวฮกนั้นมีข้อเด่นที่สุดตรงที่มีบุคลากรที่มี "ความชำนาญ" (SKILL) สูง แต่จุดอ่อนก็คือความล้าหลังของระบบการบริหารที่ยังเป็นแบบเก่า พนักงานส่วนใหญ่รวมทั้งผู้บริหารเป็นคนสูงอายุที่อยู่มานาน เพราะที่นี่ไม่มีกำหนดเกษียณอายุเรียกว่าจ้างกันจนตายไปคาโต๊ะทำงานเลยบริหารงานแบบช่วย ๆ กัน ยังไม่มีการแบ่งแยกอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจนไม่มี ORGANIZATION CHART ว่ากันว่าเวลาประชุมกรรมการของโงวฮกเอเยนซีนั้นระเบียบวาระการประชุมยังไม่มีเลย

แผนกบุคคลซึ่งเป็นหน่วยงานที่จำเป็นสำหรับทุกองค์กรไม่เคยมีในกลุ่มโงวฮกผู้บริหารเพิ่งจะตั้งแผนกบุคคลขึ้นมาในโงวฮกเอเยนซีเมื่อประมาณ 4 เดือนก่อนโดยจ้าง ดร.กิตติ อริยพงศ์ อดีตผู้จัดการฝ่ายขายและการตลาดของบริษัท 3 M เข้ามาเป็นผู้จัดการฝ่าย ซึ่ง ดร.กิตติก็ต้องมาจัดทำประวัติพนักงาน ทำ JOB DISCRIPTION เตรียมงานด้านฝึกอบรมพนักงาน รวมทั้งพยายามผลักดันเอาระบบการจัดการสมัยใหม่เข้ามา

สุเมธผู้ซึ่งเป็นทั้งผู้บริหารของ RCL ซึ่งเป็นที่ค่อนข้างทันสมัยและผู้บริหารของกลุ่มโงวฮกด้วยได้กล่าวถึงความจำเป็นของบริษัทที่ถึงเวลาจะต้องเปลี่ยนแปลงแล้วว่า

"เราพยายามที่จะปรับตัวเองจาก FAMILY BUSINESS ให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงจากภายนอกให้มากกว่าเก่า ทุกอย่างมันกำลังเหมาะเศรษฐกิจโตเร็วมาก บริษัทเราก็โตเร็วมากเช่นกัน ถ้าเราไม่เปลี่ยนระบบจะลำบาก แต่จะเปลี่ยนได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับแรงกดดันจากภายนอกภายในมันจะไปสมดุลกันที่จุดไหน ก็คงเปลี่ยนแปลงแค่นั้นภายในนั้นขึ้นอยู่กับความเข้าใจและความพร้อม ความสามารถ ทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมี IRRITATION (ความหงุดหงิด) เป็นของธรรมดา เพราะการเปลี่ยนแปลงมันต้องเกิดช่องว่าง และต้องมีบางคนไม่พอใจเป็นของธรรมดา แต่ก็ต้องพยายามให้มันราบรื่นที่สุด"

23-24 กันยายน กลุ่มโงวฮกจัดสัมมนาบริษัทขึ้นเป็นครั้งแรกที่ระยอง โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อการเตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลง ดร.กิตติพูดถึงการสัมมนาครั้งนี้กับ "ผู้จัดการ" ว่า

"เราบอกถึงปรัชญาของการเป็น PROFESSIONAL ว่าเขาเป็นกันอย่างไร การทำงานเป็นทีมสำคัญอย่างไร ต้องอาศัยปัจจัยอะไร เราพูดถึงกฎระเบียบข้อบังคับและการใช้เอกสารในการสื่อสารแทนการใช้วาจาเตรียมปรับค่าครองชีพ รวมทั้งพูดถึงการประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ (APPRAISAL) มิใช่ปรับเงินเดือนตามความรู้สึกอีกต่อไปก็เป็นการให้เข้ารับรู้ทิศทางใหม่ของบริษัทที่จะเป็นระบบสากลยิ่งขึ้น"

อย่างไรก็ตามนี่เป็นเพียงการเริ่มต้นซึ่งจะเป็นจริงได้ในภาคปฏิบัติหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทั้งผู้บริหารและพนักงาน ว่าจะเข้าใจถึงสัจธรรมของการเปลี่ยนแปลงได้มากน้อยเพียงใด อนาคตของบริษัทที่เริ่มจะ GO INTERNATIONAL นั้นจะไปได้ไกลเพียงใดคำตอบก็อยู่ที่ตรงนี้ด้วย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.