ฮานาบิ

โดย ภก.ดร. ชุมพล ธีรลดานนท์
นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

เดือนสิงหาคมกลางฤดูร้อนของญี่ปุ่น มีอะไรที่คล้ายกับเดือนเมษายนที่ร้อนที่สุดของเมืองไทยหลายอย่าง เช่นเป็นช่วงปิดเทอมเหมือนกัน มีเทศกาลไหว้บรรพบุรุษเหมือนกัน เป็นช่วงที่ร้อนสุดๆ เหมือนกัน แต่มีวิธีคลายร้อนที่ต่างกัน บ้านเราคลายร้อนด้วยสงกรานต์ ญี่ปุ่นคลายร้อนด้วยการไปดูดอกไม้ไฟ (ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า ฮานาบิ)

ประมาณกันว่าการจุดดอกไม้ไฟมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ 380 ปีก่อน นั่นหมายความว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ของญี่ปุ่นในช่วงนั้น โดยเฉพาะวิชาเคมีก้าวไปไกลพอสมควรทีเดียว จากนั้นมีการพัฒนาต่อเนื่องมาเรื่อยๆ แต่ต้องหยุดไปในช่วงสงครามโลก

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 การกลับมาใหม่ของดอกไม้ไฟ กลายเป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพในญี่ปุ่น เพราะการชื่นชมดอกไม้ไฟจะเกิดขึ้นได้ก็ในยามบ้านเมืองสงบ บริษัทผู้ผลิตดอกไม้ไฟรายใหญ่ของญี่ปุ่น ส่วนใหญ่มีประวัติเริ่มมาจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 กันทั้งนั้น การเริ่มต้นวิจัยและพัฒนาในช่วงเวลาที่ประเทศไม่เหลืออะไรเลย หลังสงครามเป็นความยากลำบากที่คนญี่ปุ่นรุ่นคุณปู่คุณย่าไม่เคยลืม มาถึงวันนี้ญี่ปุ่นกลายเป็นผู้นำของโลกในหลายๆ ด้านรวมทั้งเทคโนโลยีดอกไม้ไฟญี่ปุ่น

การทำดอกไม้ไฟในปัจจุบันอาศัยความรู้ทางเคมีกับฟิสิกส์เป็นหลัก ผสมเพิ่มผสานกับศิลปะ เพื่อให้ได้ดอกไม้ไฟตามที่ต้องการ ขั้นตอนการผลิตที่มีความละเอียดอ่อน เริ่มจากการผสมผงดินปืนกับสารเคมีที่ให้สีต่างๆ (สีแดง : Strontium carbonate, สีเหลือง : Calcium carbonate, สีฟ้า : Copper oxide, สีเขียว : Barium nitrate, สีเงิน : Aluminium) ปั้นด้วยมือทีละชั้นจนได้ขนาดตามต้องการ

ทุกเย็นวันศุกร์-เสาร์ ตั้งแต่ปลายกรกฎาคมถึงต้นกันยายน จะมีการจุดดอกไม้ไฟกันตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ เกือบจะทั้งหมดเปิดให้ดูฟรี ซึ่งแน่นอนของฟรีย่อมมีคนไปดูกันเยอะเป็นธรรมดา ดังนั้นเพื่อป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดจากคนจำนวนมากที่ไปแออัดในสถานที่เดียวกัน จึงมีการจุดดอกไม้ไฟพร้อมๆ กันในหลายสถานที่คือ ต้องเลือกไปดู (ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง) นอกจากจะช่วยป้องกันเหตุที่ไม่คาด คิดแล้วยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งระดับจุลภาค และมหภาคได้เป็นอย่างดี รายได้ที่เกิดจากการเดินทางไปดูด้วยรถไฟ JR (ของรัฐบาล) พุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวคนที่อาศัยอยู่บริเวณใกล้เคียงกับที่จุดดอกไม้ไฟมีรายได้จากการออกร้านขายอาหารเครื่องดื่ม และเก็บเงินค่าจอดรถ เรียกได้ว่าเงินสะพัดกันทั่วเกาะญี่ปุ่น

สำหรับวัยรุ่นญี่ปุ่น การไปดูดอกไม้ไฟถือเป็นโอกาสดีในการชวนกันไปออกเดท ซึ่งเป็นมุขที่ไม่เคยล้าสมัย ใช้กันมาตั้งแต่สมัยคุณยายยังสาว สาวญี่ปุ่นที่ถูกชวนไปดูดอกไม้ ไฟ (กันแค่สองเรา) มักจะใส่ชุดยูกะตะตัวเก่ง แต่งหน้าทำผม เตรียมเบนโตะ (อาหารกล่อง) ที่บรรจงโชว์ฝีมือเต็มที่ติดไปด้วย ไม่ได้จำกัดเฉพาะการไปเป็นคู่เท่านั้น ไปเป็นกลุ่มเพื่อนที่โรงเรียนหรือที่ทำงานก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

ดอกไม้ไฟมักจะจุดกันกลางแม่น้ำหรือริมทะเล ซึ่งจะดูได้จากสองฝั่งแม่น้ำ ชายทะเล หรือนั่งดูจากเรือ ปกติเริ่มจุดกันตั้งแต่ทุ่มครึ่ง ใช้เวลาดูประมาณ 1 ถึง 2 ชั่วโมง จุดกันประมาณ 8,000-20,000 ดอก ขึ้นอยู่กับสถานที่ ซึ่งแต่ละที่ ก็จะแข่งกันจุดทั้งคุณภาพและปริมาณ เสน่ห์ของแต่ละที่อยู่ที่รูปแบบการจุด บางที่ทำเหมือนเป็นคอนเสิร์ตดอกไม้ไฟคือ มีดนตรีประกอบ บางที่โดยเฉพาะชายทะเลมักจะจุดกระจายเป็นหย่อมๆ ตามแนวราบของทะเล จุดซ้ายทีขวาที ทำให้รู้สึกเหมือนเป็นโรงละครดอกไม้ไฟ ลักษณะของดอกไม้ไฟไม่ได้มีแค่แบบทรงกลมธรรมดา (ที่มี 2 แบบหลักคือ เป็นทรงกลม ดอกเบญจมาศ กับดอกโบตั๋น) ทรงครึ่งทรงกลมก็ดูเก๋ไปอีกแบบ แต่ที่น่าประทับใจที่สุดคือ ดอกไม้ไฟที่จุดเป็นรูปต่างๆ ได้ เช่น รูปหัวใจ ดาว หอยทาก ผีเสื้อ มิกกี้เมาส์ รวมไปถึงโดราเอมอน ฯลฯ สิบปากว่าก็ไม่เท่าตาเห็น เชิญดูภาพที่เก็บมาฝาก เผื่อจะช่วยคลายร้อนที่เมืองไทยได้บ้าง



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.