บล.ปรับทัพช่วงดอกเบี้ยต่ำ จับธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล


ผู้จัดการรายวัน(28 กรกฎาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

ดอกเบี้ยต่ำดันกองทุนส่วนบุคคลโต สถิติ 5 เดือนแรกสินทรัพย์เพิ่ม 6.2 พันล้านบาท สบช่องโบรกเกอร์ร่วมวงทำธุรกิจ โดยเฉพาะ บล.แอสเซทพลัส พอร์ตกองทุนส่วนบุคคลโตแบบก้าวกระโดด มูลค่าสินทรัพย์เกือบพันล้านบาท รองรับความต้องการลูกค้ารายใหญ่ และนิติบุคคล ตามภาวะหุ้นที่ปรับตัวดีขึ้น ขณะที่อัตราผลตอบแทนอยู่ในระดับใกล้เคียงตลาด ส่งผลให้ธุรกิจบริการจัดการการลงทุนบริหาร เม็ดเงินทะลุเป้า 10,000 ล้านบาท ด้านบลจ.มองอนาคตกองทุนส่วนบุคคลโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี

รายงานจากสมาคมบริษัทหลักทรัพย์จัดการลงทุน ณ 31 พฤษภาคม 2546 กองทุนส่วนบุคคล (Private Funds)มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิรวม 95,241.84 ล้านบาท จำนวน 1,438 กองทุน เพิ่มขึ้น 6,224.85 ล้านบาท คิดเป็น 6.99% จาก ณ 31 ธันวาคม 2545 ที่มีมูลค่าสุทธิ 89,016.99 ล้านบาท จำนวน 1,433 กองทุน จากจำนวนสถาบันการเงินที่ประกอบธุรกิจ

จัดการกองทุนส่วนบุคคล 18 ราย บล.หันทำธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล

จากจำนวนสถาบันการเงิน ดังกล่าวมีบริษัทหลักทรัพย์ที่ให้บริการด้านกองทุนส่วนบุคคลจำนวน 5 แห่ง ข้อมูล ณ 31 พฤษภาคม 2546 รวมสินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 6,128.95 ล้านบาท จำนวน 806 กองทุน ประกอบด้วย บล.บัวหลวง สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 4,325.82 ล้านบาท จำนวน 777 กองทุน บล.กรุงศรีอยุธยา สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 958.17 ล้านบาท จำนวน 1 กองทุน บล. แอสเซทพลัส สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 689.61 ล้านบาท จำนวน 18 กองทุน บล.ซีมิโก้ ภายใต้การบริหารงานของบลจ.ซีมิโก้ ไนท์ ฟันด์ แมเนจเม้นท์ สินทรัพย์ภายใต้การบริหาร 155.35 ล้านบาท จำนวน 10 กองทุน

แอสเซทพลัสพอร์ต 1,000 ล้านบาท

นางลดาวรรณ เจริญรัชต์ภาคย์ กรรมการรองกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์แอสเซทพลัส จำกัด(มหาชน) เปิดเผยว่า ปัจจุบันสินทรัพย์กองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหารของบริษัทมีอยู่ประมาณ 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 20 กองทุน โดยลูกค้าของบริษัทประกอบด้วยบุคคลธรรมดารายใหญ่ สัดส่วน 50% นักลงทุนประเภทนิติบุคคล และสถาบันการเงิน สัดส่วน 50% โดยคาดว่ารายได้จากธุรกิจจัดการลงทุนในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมาย จากภาวะตลาดที่ขยายตัว

ทั้งนี้ การที่นักลงทุนรายใหญ่ให้ความสนใจการ จัดการกองทุนส่วนบุคคลมากขึ้น เกิดจากปัจจัยหลายด้านที่เกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะระยะหลังที่อัตราดอกเบี้ยเงินออมปรับลดลง ประกอบกับจังหวะการลงทุนในตราสารหนี้มีแรงจูงใจต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้ ขณะที่ภาวะการลงทุนในตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้น ผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์มีทิศทางที่ดี แม้บางช่วงตลาดจะมีการปรับฐานบ้าง แต่มีบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งที่จ่ายปันผลดี ทำให้นักลงทุนบางส่วนกระจายเงินมาลงทุนในตราสารทุนมากขึ้น

นางลัดดาวรรณ กล่าวว่า กองทุนส่วนบุคคลของบริษัทเป็นการลงทุนในตราสารทุน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะลงทุนเต็มจำนวน เพราะการลงทุนขึ้นอยู่กับคณะกรรมการพิจารณาการลงทุน (Asset Management Commitee) เป็นผู้กำหนดกลยุทธ์การลงทุน โดยผลตอบแทนการลงทุนในกองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหารของบริษัทให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับผลตอบแทนในระดับมาตรฐาน ของตลาดหลักทรัพย์ (SET)

"ธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลเป็นธุรกิจที่อยู่ภายใต้ธุรกิจบริการการจัดการลงทุน ในเป็นตัวแทนสนับสนุนการขายและรับซื้อคืนหน่วยลงทุน และการจัดการกองทุนส่วนบุคคล ซึ่งบริษัทได้เริ่มทำธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลตั้งแต่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2545 ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มธุรกิจ จากศูนย์"

หนุนรายได้ค่าธรรมเนียม

ปัจจุบันส่วนงานด้านธุรกิจบริการจัดการการลงทุน มีขนาดของเงินลงทุนที่เกิดจากการการดูแลให้กับลูกค้าที่ซื้อหน่วยลงทุน ตราสารทุน ตราสารหนี้ และธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลใกล้เคียงระดับ 10,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายที่บริษัทตั้งไว้ สำหรับกลุ่มลูกค้าของบริษัทส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับบริษัท ซึ่งให้ความไว้วางใจและกลับมาใช้บริการด้านอื่นๆ ของบริษัท เพราะเชื่อมั่นในศักยภาพของบริษัทที่มีประสบการณ์ทั้งในภาพกว้างและเชิงลึกทางด้านการเงิน บทวิเคราะห์หลักทรัพย์ที่มีคุณภาพ ความโปร่งใส รวมถึงผู้นำองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านตลาดทุน ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของบริษัทที่ต้องการรองรับการทำธุรกรรมของลูกค้าให้ครบวงจร

ดังนั้น คาดว่าอนาคตบริษัทหลักทรัพย์จะเริ่มหันมาทำธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลเพิ่มขึ้น เพราะเป็นช่องทางหนึ่งในการหารายได้เพิ่ม แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับความเชี่ยวชาญของบริษัทหลักทรัพย์แต่ละแห่งด้วย เพราะบางแห่งมีความถนัดด้านค้าหลักทรัพย์ แต่ บล.แอสเซทพลัส มีความแตกต่างจากบริษัทหลักทรัพย์อื่น

อัตราการขยายตัวไม่ต่ำกว่า 20%

นายเรืองวิทย์ นันทาภิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน อยุธยาเจเอฟ จำกัด กล่าวว่า ธุรกิจกองทุนส่วนบุคคลมีโอกาสเติบโตอย่างต่อเนื่องปีละไม่ต่ำกว่า 20% ซึ่งกองทุนส่วนบุคคลมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ การลงทุนของนักลงทุนสถาบันที่มีการลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดตราสารหนี้ และการลงทุนของบุคคลธรรมดา ที่ลงทุนในตลาดหุ้น แต่การลงทุนของกองทุนส่วนบุคคลส่วนใหญ่จะเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ เพราะผู้ลงทุนส่วนใหญ่เป็นผู้ลงทุนสถาบัน ลูกค้าของบริษัทที่มีอยู่เป็นลูกค้าสถาบันทั้งหมด เพราะนิติบุคคลหากต้องการลงทุนในหุ้นหากไม่ลงทุนโดยตรง หรือซื้อหน่วยลงทุนก็จะจัดตั้งเป็นลักษณะของกองทุนส่วนบุคลให้บริษัทจัดการกองทุนเป็น ผู้บริหารให้

ขณะที่บุคคลธรรมดาหากต้องการลงทุนในหุ้นแต่มีวงเงินไม่มากนัก บริษัทก็จะแนะนำให้ลงทุนในกองทุนหุ้น เพราะเชื่อว่าการลงทุนในพอร์ตของกองทุนรวมให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า เนื่องจากเม็ดเงินที่ระดมทุนจำนวนมากมีย่อมมีอำนาจต่อรองการลงทุนที่ดีกว่า และหากต้องการลงทุนในตราสารหนี้ การลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ก็ได้รับประโยชน์ทางด้านภาษีที่ดีกว่า

นายเรืองวิทย์ กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญที่ทำให้ลูกค้าไว้ใจและเลือกบริษัทให้เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลให้ เนื่องจากประสบการณ์เป็นหลัก โดย ณ วันนี้ บริษัทเป็น บลจ.ที่มีขนาดของกองทุนรวมภายใต้การบริหารเป็นอันดับหนึ่งของอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการได้ดี แม้ในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ

มูลค่าสินทรัพย์กองทุนส่วนบุคคลภายใต้การบริหารของ บลจ.เอเจเอฟ ณ 31 พ.ค. 2546 3,225.75 ล้านบาท จำนวน 5 กองทุน เพิ่มขึ้น 209.26 ล้านบาท คิดเป็น 6.93% จากมูลค่าสินทรัพย์ ณ สิ้นปี 2545 ที่ 3,016.49 ล้านบาท จำนวน 5 กองทุน



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.