ทุนสิงคโปร์บุกไทยนำทัพผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ เกือบ 50 บริษัท
พบปะแลกเปลี่ยนกับไทย หวังสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ด้วยการ นำเอาจุดแข็งของแต่ละฝ่ายมาปิดจุดอ่อนของอีกฝ่ายเพื่อสร้างมูลค่าทางธุรกิจเพิ่มขึ้นขณะที่ฝ่ายสิงคโปร์เผยผลความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดของทั้งสองประเทศจะทำให้มูลค่าการลงทุนจากสิงคโปร์ในไทยปีนี้เพิ่มขึ้น
15% จากปีที่แล้ว รวมมูลค่าเป็น 1.5 หมื่นล้านบาท มากเป็นอันดับสองรองจากญี่ปุ่นเท่านั้น
นายชัน เฮง วิง เอกอัครราชทูต สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐสิงคโปร์ เปิดเผยในการเปิดงาน
STEER Automotive Forum ว่าการจัดงานในวันนี้ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งระหว่างความร่วมภาคเอกชนไทย
และสิงคโปร์อย่างเป็นรูปธรรม ภายหลังจากการที่นายกรัฐมนตรีของไทย และสิงคโปร์ ได้พบปะหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในเรื่องของการเร่งการรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น
และอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์เป็นหนึ่งในธุรกิจที่ทั้งสองฝ่ายเห็นว่ามีศักยภาพที่ร่วมมือกัน
ส่วนมากคนจะคิดว่าสิงคโปร์มีความเชี่ยวชาญ ด้านการพาณิชย์ บริการ และการค้า แต่ในส่วนของวิศวกรรม
หรืออุตสาหกรรม สิงคโปร์ก็มีความชำนาญเช่นกัน โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง
ดังจะเห็นได้จากปัจจุบันสิงคโปร์เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์
ที่สามารถผลิตส่งโรงงานประกอบรถยนต์ ด้วยมูลค่าต่อชิ้นอยู่ในระดับที่สูงมาก
ด้วยเหตุนี้การที่มีเวทีให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ของไทยและสิงคโปร์ ได้พบปะแลกเปลี่ยน
ตลอดจนนำผลงานมาแสดง จะทำให้เกิดการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันในอนาคตอันใกล้นี้
โดย แต่ละฝ่ายจะนำจุดแข็งของตนเอง มาช่วยเสริมจุดอ่อนให้กันและกัน ซึ่งในที่สุดก็จะสร้าง
มูลค่า สินค้าได้เป็นจำนวนมาก และผลประโยชน์ก็ตกอยู่กับทั้งสองฝ่ายมากขึ้น
ทั้งนี้ในการจัดงานครั้งนี้ในไทย ภาคเอกชน สิงคโปร์กว่า 70 คน จากกว่า 40 บริษัท
ได้มาพบปะและแลกเปลี่ยนกับทางฝ่ายไทย แต่ในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้ ทางภาคเอกชนไทยจะเดินทางไปประชุม
และเยี่ยมชมผลงานของทางฝ่ายสิงคโปร์ ซึ่งในการเดินทางไปในครั้งต่อไป คาดว่าจะมีการเซ็นสัญญาความร่วมมือ
(MOU) อย่างเป็นทางการ นั่นย่อมหมายถึงภาคเอกชนทั้งฝ่ายสิงคโปร์และไทยได้ตกลงให้มีการร่วมมือ
ทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิดแล้ว
สำหรับการร่วมมือของเอกชนในส่วนของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ถือเป็นหนึ่งส่วนในความร่วมมือทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ
จากการพบปะของนายกรัฐมนตรีไทยและสิงคโปร์ โดยที่ได้มีการร่วมมืออย่างเป็นทางการไป
แล้ว ได้แก่ การร่วมมือของอุตสาหกรรมอาหารการเกษตร และการร่วมมือทางการบินพาณิชย์ที่
จะใช้เชียงใหม่เป็นศูนย์กลางการบินในภูมิภาคนี้
สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการลงทุนมากที่สุดในไทย รองลงมาจากประเทศญี่ปุ่น โดยในปีที่ผ่านมาสิงคโปร์ได้เข้ามาลงทุนทั้งสิ้น
314 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 1.3 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจากการร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างใกล้
ชิดมากขึ้นนี้ จะทำให้ปีนี้มูลค่าการลงทุน ในไทย จากประเทศสิงคโปร์เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า
15% หรือคิดเป็นมูลค่าการลงทุนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท
นายดำริ สุโขธนัง ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่างาน
ในวันนี้นับเป็นก้าวใหม่ของความร่วมมือระหว่าง ภาคเอกชนไทยและสิงคโปร์อย่างแท้จริง
โดยมีภาครัฐบาลของทั้ง 2 ฝ่าย ได้แก่ สศอ. สถาบันยานยนต์ และ IE Singapore และตัวแทนภาค
เอกชนไทย ได้แก่ สมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย (TAPMA) ให้ความสนับสนุนการจัด
งานดังกล่าว
โดยวัตถุประสงค์ในการจัดงานครั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศได้ร่วมแสดงผลงานและศักยภาพการผลิตของผู้ประกอบการ
ในสาขาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์สำหรับยานยนต์ และเป็นเวทีให้แต่ละฝ่ายได้มีโอกาสพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดในการ
พัฒนาภาคการผลิตของอุตสาหกรรมดังกล่าว รวมถึงการสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน และพัฒนาศักยภาพในการส่งออกไปยังประเทศอื่น
ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจะมีจุดแข็งที่อุตสาหกรรมพื้นฐาน มีพื้นที่ในการผลิตมาก แต่มีจุดอ่อนเรื่องของการผลิตที่ต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง
และเรื่องของการตลาด ขณะที่สิงคโปร์มีจุดแข็ง เรื่องของเทคโนโลยีระดับสูง ตลอดจนการตลาด
ที่แข็งแกร่ง แต่มีจุดอ่อนในเรื่องของแรงงาน และพื้นที่การผลิตไม่เพียงพอ ดังนั้นหากทั้งสอง
ฝ่ายมาสร้างโอกาสทางธุรกิจร่วมกันก็จะทำให้มูลค่าการผลิตเพิ่มขึ้นแน่นอน
นอกจากนี้ภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ นำโดย TAPMA ของไทย และ SPETA ซึ่งเป็น หน่วยงานเอกชนของสิงคโปร์ที่รับผิดชอบงานด้านอุตสาหกรรมยานยนต์
และส่วนประกอบ ได้เห็นชอบร่วมกันในการจัดตั้ง Singpore-Thailand Automotive Club
เพื่อเป็นหน่วยงานกลางในการสานต่อการดำเนินงาน ด้านอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สำหรับยานยนต์ของทั้งสอง
ประเทศ และเป็นเวทีของภาคเอกชนในการขยาย ความร่วมมือทางธุรกิจร่วมกัน
โดยทั้งสองฝ่ายขณะนี้ได้ร่วมกันกำหนดกรอบแนวทางการดำเนินงานขององค์กรร่วมกันเรียบร้อยแล้ว
และขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างการจัดทำร่างข้อตกลง เพื่อจัดตั้งองค์กรร่วมกันต่อไป
ซึ่งในส่วนนี้ไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก จากเทคโนโลยีและเครือข่ายในด้านการตลาดที่กว้างขวางของสิงคโปร์
นายสุขใจ เหลืองมีกูล รองเลขาธิการสมาคมผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ไทย เปิดเผย ว่าการร่วมมือของผู้ประกอบการสิงคโปร์และ
ไทย เชื่อว่าจะทำให้ทั้งสองฝ่ายล้วนได้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นเพราะต่างฝ่ายต่างได้นำเอาจุดแข็งของตนเองมาปิดจุดอ่อนของอีกฝ่าย
"ผู้ประกอบการต้องปรับตัวและเปลี่ยนวิธีคิดใหม่ เราต้องยอมรับว่ายังมีจุดอ่อนอีกมาก
โดยเฉพาะการผลิตที่จะต้องใช้เทคโนโลยีระดับสูง ซึ่งตรงนี้สิงคโปร์มีความชำนาญมากกว่าเราที่สำคัญเขามีความเชี่ยวชาญการวิจัยและพัฒนารวมถึงด้านการตลาดเป็นอย่างมาก
จนผู้ผลิตชิ้น ส่วนของสิงคโปร์กลายเป็นผู้ผลิตที่สามารถส่งชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ป้อนโรงงานผลิตรถยนต์ทั่วโลกไปแล้ว"
จากจุดแข็งของแต่ละฝ่ายเช่นนี้ หากได้มีโอกาสสร้างธุรกิจร่วมกัน เชื่อมั่นจะทำให้ทั้งสองต่างได้รับผลประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นและจากการพูดคุยกับสมาชิกของสมาคมฯส่วนใหญ่ก็สนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างกันขึ้นและยินดีที่รัฐบาลและภาครัฐเปิดเวทีในการพบปะและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการพัฒนาภาคการผลิตของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์สำหรับรถยนต์ขึ้น