|

เบอร์ลี่ฯบุกตปท.แย้มแผนเพิ่มทุน
ผู้จัดการรายวัน(29 สิงหาคม 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
"เบอร์ลี่ ยุคเกอร์" แย้มกำลังศึกษาเพิ่มทุนจดทะเบียน หวังเพิ่มสภาพคล่องหุ้น-ระดมเงินขยายธุรกิจ และรองรับแผนลงทุนในเวียดนาม พร้อมเตรียมผลักดันสินค้าที่ได้เครื่องหมายการค้า "ฮาลาล" จากโรงงานในประเทศมาเลเซีย เจาะตลาดตะวันออกกลาง ขณะที่ผู้บริหาร มั่นใจรายได้โต 10% จากปีก่อน 1.93 หมื่นล้านบาท แจงครึ่งปีหลังยังไม่ปรับราคาสินค้า
นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาที่จะมีการเพิ่มทุนจดทะเบียน เพื่อเพิ่มปริมาณหุ้นหมุนเวียนในตลาด (ฟรีโฟลท) และดึงความสนใจให้นักลงทุนเข้ามาซื้อขายหุ้นของบริษัทมากขึ้น จากปัจจุบันบริษัทมีฟรีโฟลทอยู่ประมาณ 15% รวมทั้งจะนำเงินที่ได้จากการระดมทุนไปใช้ในการขยายธุรกิจในอนาคต โดยคาดว่าจะสามารถสรุปรายละเอียดได้ภายในไตรมาส 3/51 นี้
สำหรับแผนการขยายธุรกิจนั้น ขณะนี้บริษัทศึกษาที่จะเข้าไปลงทุนในประเทศเวียดนามหลายโครงการ เช่น การลงทุนเครื่องจักร มูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อที่จะผลิตขวดแก้ว หลังจากบริษัทได้มีการลงทุนสร้างโรงงาน และโกดัง แล้วเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงการอื่นๆ เช่น โครงการผลิตกระดาษชำระ สินค้าขนมขบเคี้ยวในประเทศเวียดนาม เพื่อที่จะเป็นฐานในการส่งสินค้าของบริษัทไปจำหน่ายที่ประเทศเวียดนาม ลาว กัมพูชา เพราะมีประชากรรวมกัน 3 ประเทศกว่า 100 ล้านคน
ส่วนลักษณะของการลงทุนในเวียดนาม บริษัทจะมีการดำเนินการร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยง และช่วยในการนำสินค้าของบริษัทไปจำหน่ายสินค้าของบริษัทมากขึ้น ซึ่งอาจจะเป็นพันธมิตรในประเทศเวียดนาม หรือประเทศอื่น แต่บริษัทจะยังคงเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งจะสรุปได้ในไตรมาส3/51
"จากการที่เวียดนามมีปัญหาเศรษฐกิจ ในเรื่องค่าเงินอ่อน เงินเฟ้อที่สูง นั้นกลุ่มของบริษัทนั้นมองว่าเป็นโอกาสที่บริษัทจะเข้าไปลงทุน และมีศักยภาพในการเติบโตจากที่มีกำลังซื้อสินค้าและจะใช้เป็นฐานการผลิตเพื่อที่จะส่งออกไปประเทศลาวกัมพูชา" นายอัศวิน กล่าว
นอกจากนี้ การที่บริษัทไปซื้อ Jacy Foods Sdn. Bhd. ซึ่งเป็นบริษัทผลิตและจัดจำหน่ายมันฝรั่งทอดกรอบและขนมขึ้นรูป ที่ประเทศมาเลเซียโรงงานผลิตขนมขบเขี้ยวที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน2551 ซึ่งมียอดขายในประเทศมาเลเซีย และสิงคโปร์ ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างศึกษาที่มีการปรับสัญญาการรับจ้างผลิตขนมคาร์บี้ และวอทย์ เพื่อที่จะให้มีรายได้และกำไรที่เพิ่มขึ้นและจากกำลังการผลิตของโรงงานที่เหลือนั้นบริษัทมีแผนที่จะจะนำสินค้าขนมขบเคี้ยวของบริษัทไปผลิตที่มาเลเซีย และจากการที่โรงงานดังกล่าวได้รับเครื่องหมายฮาลาล ทำให้บริษัทสามารถที่จะส่งสินค้าไปจำหน่วยในแถบตะวันออกลางได้ ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มาก ซึ่งคาดว่าจะสรุปได้ในไตรมาส 3 ปีนี้เช่นกัน
นายอัศวิน กล่าวว่า บริษัทคาดว่ารายได้รวมของบริษัทปีนี้จะเพิ่มขึ้นประมาณ 10% จากปีที่ผ่านมาที่มีรายได้ 19,398.98 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 1,386.76 ล้านบาท โดยครึ่งปีแรกบริษัทมีรายได้รวม 10,966.70 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 765.23 ล้านบาท และบริษัทเชื่อว่าในช่วงครึ่งปีหลังกำไรของบริษัทจะตเติบโตในระดับที่ดี เพราะ ในช่วงไตรมาส4 จะเป็นช่วงที่บริษัทมียอดจำหน่ายขวดแก้วที่สูงที่สุด จากความต้องการใช้ที่สูง
ทั้งนี้ จากการที่บริษัทประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคนั้นนยอดขายขึ้นอยู่กับปัจจัยเศรษฐกิจ ซึ่งหากเศรษฐกิจไม่ดีก็จะมีผลกระทบต่อกำลังซื้อของประชาชน ซึ่งจะต้องมีการติดตรมเรื่องเศรษฐกิจการเมืองอย่างใกล้ชิด แต่บริษัทก็จะพยายามรักษาอัตรากำไรขั้นต้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 25% โดยในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะยังไม่มีการปรับราคาสินค้าเพิ่ม เพราะ ช่วงเดือนมิถุนายน บริษัทเพิ่งปรับราคาสินค้าขวดแก้วเพิ่มขึ้นประมาณ 10% สินค้าอุปโภคบริโภค 5-10%
"ยอดขายปีนี้ของบริษัทอยู่ที่ระดับ 2 หมื่นล้านบาท นั้น ซึ่งมีสัดส่วนการส่งออกที่น้อยมากประมาณ 5% ที่เหลือจำหน่ายในประเทศ จากการที่บริษัทศึกษาจะไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อจะมีการขยายการจำหน่ายสินค้าในประเทศต่างๆนั้น ขณะนี้บริษัทยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะทำให้สัดส่วนกรส่งออกของบริษัทเพิ่มขึ้นเท่าไร ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนในไตรมาส3ปีนี้ ส่วนเงินที่ได้จากการขายหุ้นกู้จำนวน 3,030 ล้านบาท บริษัทได้มีการนำไปขยายธุรกิจหมดแล้ว"นายอัศวิน กล่าว
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|