"คนดูแลโรงงานนิวเคลียร์"


นิตยสารผู้จัดการ( สิงหาคม 2535)



กลับสู่หน้าหลัก

"ปัญหาเรื่องนิวเคลียร์คือต้องทำให้ประชาชนเข้าใจ แต่ไหนแต่ไรมาเราก็รู้ว่าพลังงานเป็นสิ่งที่จำเป็น การจะเอาโครงการนี้เข้ามาค่อนข้างเป็นอันตรายต่อการยอมรับของประชาชน จะต้องค่อย ๆ ทำการเผยแพร่ความเข้าใจเพราะนิวเคลียร์การตัดสินใจวันนี้ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้เลย ของอย่างนี้ไฮเทค ต้องเตรียมคนที่มีคุณภาพ เตรียมโครงสร้างที่รัดกุมพอ"

เจ้าของคำกล่าวข้างต้นคือ ปานจิต ฐานีพานิชสกุล ซึ่งหวุดหวิดจะได้บริหารงานด้านความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ที่มีโครงการจะสร้างเมื่อสิบกว่าปีก่อนที่แล้วแต่ถูกกระแสคัดค้านจากประชาชนไปเสียก่อน

ปัจจุบันข้าราชการหญิงคนนี้ ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์กำกับความปลอดภัยโรงงานนิวเคลียร์ สำนักงานพลังงานปรมาณูเพื่อสันติ ซึ่งหน่วยงานนี้จะต้องทำหน้าที่ดูแลด้านความปลอดภัยในโครงการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่คาดว่าจะสร้างในปี พ.ศ. 2549 หากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถฟันฝ่ากระแสคัดค้านจากประชาชนไปได้

งานสัมมนาเรื่องข้อพิจารณาในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ ที่จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ถือเป็นการเปิดตัวครั้งสำคัญสำหรับแนวคิดในการนำเอาพลังงานนิวเคลียร์มาเป็นทางออกของพลังงานสำหรับประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นสำคัญที่สุดที่จะต้องถูกทวงถามจากสาธารณชนหากเลือกพลังงานนิวเคลียร์เป็นทางออกคือเรื่องความปลอดภัย

ปานจิตใขข้อข้องใจนี้ว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นเพียงหนึ่งในสามประเภทของโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ที่ต้องมีหน่วยงานของรัฐทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชนในการตรวจสอบติดตามให้การดำเนินงานต่าง ๆ เป็นไปตามมาตราฐานความปลอดภัยซึ่งทางทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศเป็นผู้จัดทำมาตราฐาน

ทั้งนี้หมายความว่าหาก กฟผ. ได้รับอนุมัติในการสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ศูนย์กำกับความปลอดภัยแห่งนี้จะต้องร่วมพิจารณาตั้งแต่การเลือกสถานที่ตั้งโรงไฟฟ้าการออกแบบโรงไฟฟ้า การผลิตชิ้นส่วนอุปกรณ์ต่าง ๆ การดำเนินการก่อสร้าง หรือการเดินเครื่องไฟฟ้า และรวมไปถึงการรื้อถอนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย

ผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนจะอยู่ในขั้นตอน ตั้งแต่การได้รับรังสีจากการทำเหมืองยูเรเนียม ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้สำหรับโรงไฟฟ้าประเภทนี้ การเดินเครื่องผลิตพลังงานไฟฟ้า การสกัดแท่งเชื้อเพลิงและการจัดการกากกัมมันตรังสีที่สำคัญคือการได้รับรังสีจากอุบัติเหตุร้ายแรงของโรงไฟฟ้า

อุบัติเหตุที่สร้างความตื่นตระหนกให้กับคนกว่าครึ่งค่อนโลกคือเหตุการณ์เมื่อปี 2522 ที่ที่ไมน์ไอแลนด์ รัฐเพนซิลวาเนีย อเมริกา และ 7 ปีต่อมาที่เชอร์โนบิลในรัสเซีย

"เหตุการณ์ที่เชอร์โนบิลเกิดจากการที่คนควบคุมเครื่องเกิดนึกแผลงทำการทดลองภายในโรงไฟฟ้าโดยการตัดระบบความปลอดภัยออกทั้งหมด แล้วบอกว่าจะลองเดินเครื่องต่ำดูว่าน้ำจะช่วยระบายความร้อนต่ำมั๊ยเหมือนกับคนขับรถบอกว่าวันนี้จะไม่แตะเบรคแต่ใช้เกียร์แทนแล้วขับไม่เร็วหรอก อย่างนี้เลยเกิดปัญหาขึ้น"

ด็อกเตอร์ด้านนิวเคลียร์จากมหาวิทยาลัยปารีสชี้แจงหนึ่งในสองอุบัติเหตุที่ผู้คนหวาดกลัว เธอยังต่อท้ายด้วยว่าเครื่องปฏิกรณ์ที่เชอร์โนบิลนั้นเป็นรุ่นแรก ๆ ซึ่งเก่ามากเกินกว่าที่จะเอามาเทียบกับเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันได้

การออกแบบโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะต้องป้องกันเรื่องการฟุ้งกระจายของสารกัมมันตรังสีอย่างน้อยสามด่านด้วยกัน ด่านแรกเป็นเปลือกหุ้มเชื้อเพลิงตามด้วยท่อของแกนเครื่องปฏิกรณ์ทนแรงดันสูง และอาคารคอนกรีตหุ้มอีกชั้นหนึ่ง

นอกจากนั้นยังจะต้องมีการติดตั้งระบบความปลอดภัยต่าง ๆ เช่น ระบบเตือนภัยและระบบระงับเหตุเพื่อให้เครื่องสามารถหยุดทำงานได้ทันทีที่เกิดเหตุ

"เทคโนโลยีใหม่มีแนวโน้มจะพึ่งระบบธรรมชาติมากขึ้น เช่นถ้าเกิดอะไรขึ้นแทนที่จะต้องอาศัยคนไปเปิดก๊อกน้ำเพื่อระบายความร้อน หรือใช้สวิสไฟฟ้า จะหันมาใช้ระบบธรรมชาติมีแท็งค์เก็บน้ำให้ไหลจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ หรือระบบแม่เหล็กเช่นเมื่อเครื่องร้อนถึงขั้วแล้วแม่เหล็กจะทำงานสวิสไฟฟ้าจะปิดเองทันที"

ปานจิตกล่าวถึงแนวโน้มอันนี้ว่า เพื่อเป็นการป้องกันในเรื่องความประมาทของเจ้าหน้าที่ที่ดำเนินการในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดังเช่นในอดีตที่ผ่านมา

ปัญหาอีกอันหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากคือเรื่องการจัดการกับกากกัมมันตรังสีหากประเทศไทยเลือกใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาด 1000 เมกกะวัตต์จะมีแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วประมาณปีละ 25 ตัน

ซึ่งภายในแท่งเชื้อเพลิงเหล่านี้จะมีกากกัมมันตรังสีที่มีระดับรังสีสูง ต้องปล่อยทิ้งไว้เป็นเวลานานจึงจะสลายตัวไป

การจัดการกับกากเหล่านี้ จะต้องนำแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วไปเก็บไว้ในบ่อน้ำภายในอาคารเครื่องปฏิกรณ์ โดยใช้บ่อขนาดกว้าง 7 เมตร ยาว 12 เมตร ลึก 12 เมตร จะสามารถบรรจุแท่งเชื้อเพลิงใช้แล้วในแต่ละปีได้ตลอดอายุการใช้งานโรงไฟฟ้าประมาณ 30 ปี

ในแท่งเชื้อเพลิงที่ใช้แล้วจะมีกากกัมมันตรังสีประมาณ 3 % ส่วนที่เหลือจะเป็นยูเรเนียมและพลูโตเนียมที่สามารถนำกลับมาใช้เป็นเชื้อเพลิงใหม่ได้

เมื่อมีปริมาณเชื้อเพลิงใช้แล้วมากพอ อาจจะจัดส่งแท่งเชื้อเพลิงเห่านี้ไปยังโรงงานในประเทศต่าง ๆ ที่รับสกัดแยกให้เหลือเฉพาะกากจริง ๆ เช่นประเทศฝรั่งเศส อเมริกา เป็นต้น กากที่เหลือจะนำไปหลอมรวมกับแก้วทำให้อยู่ในรูปของผลึกแก้ว

"แต่ก่อนประเทศอย่างฝรั่งเศสเขารับสกัดยูเรเนียมและพลูโตเนียมออกเหลือเป็นกาก ซึ่งเขาก็จะเก็บกากไว้ที่ฝรั่งเศสเลย ระยะหลังมีหลายประเทศส่งไปสกัดมากขึ้นคนฝรั่งเศสก็บอกว่าประเทศเขาไม่ใช่ที่ทิ้งกากของทั่วโลกนะเขาก็เลยรับสกัดแล้วส่งกลับคืนประเทศนั้น ๆ ถือว่ากากใครกากมันเฉลี่ยกันไปเก็บจะดีกว่า" ปานจิตกล่าว

สำหรับกากกัมมันตรังสีที่เป็นผลึกแก้วผ่านการสกัดแล้วทางสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ ได้จัดเตรียมสถานที่เก็บกากไว้โดยเฉพาะ และมีหน่วยงานที่จะตรวจสอบติดตามสภาพของกากเหล่านี้อย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อม

ผู้อำนวยการศูนย์กำกับความปลอดภัยโรงงานนิวเคลียร์มีความเห็นต่อเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ว่าจะต้องเป็นการทำงานแบบโปร่งใส เพราะต้องทำตามกฎเกณฑ์ที่นานาชาติกำหนดอยู่แล้ว และสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือต้องให้ประชาชนได้รับรู้ทุกขึ้นตอนในเรื่องของข่าวสาร การเกิดอุบัติเหตุต่าง ๆ ของโรงไฟฟ้าประเภทนี้

"สมมุติเกิดอุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในอินเดีย เมฆดำลอยมา มีรังสีไม่มาก เราต้องบอกให้ประชาชนรู่ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไร เช่นล้างเท้าก่อนเข้าบ้าน ผักต้องล้างก่อนกิน ห้ามเด็ก ๆ ไปเล่นนอกบ้าน หรือปิดหน้าต่างบ้านให้มากที่สุด เป็นต้น ไม่ใช่ปิดข่าวเงียบบอกแต่ว่าไม่มีอะไรอยู่เรื่อย อันนี้ผิดมาก เพราะคนไม่รู้ว่าจะทำตัวอย่างไร"

เมื่อถามถึงความพร้อมทางด้านบุคลากร เธอเล่าว่าตอนนี้ทางศูนย์มีเจ้าหน้าที่อยู่ 3-4 คน มีคนที่จบมาทางด้านนี้อยู่ตามหน่วยงานอื่น ๆ ซึ่งถ้าตัดสินใจจะสร้างจริง ๆ แล้วก็ต้องดึงคนเหล่านี้มา และก็สามารถดึงผู้เชี่ยวชาญข้างนอกมาเป็น ADVISORY GROUP เช่นผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิศาสตร์ในเรื่องการหาสถานที่ตั้งเป็นต้น

ส่วนในขั้นตอนของการดำเนินการควบคุมเครื่องคงจะต้องมีการเตรียมการส่งเจ้าหน้าที่ไปศึกษางานด้านการควบคุมความปลิดภัย งานด้านเทคนิควิชาการเหล่านี้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศจะให้ความช่วยเหลือทางด้านนี้ด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นข้อมูลด้านสว่างจากนักวิทยาศาสตร์นิวเคลียร์ที่คลุกคลีอยู่กับพลังงานประเภทนี้

แต่ในอีกบางซอกมุมมืดของสารกัมมันตรังสี ที่เกิดจากการใช้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรคมะเร็งร้ายหรือผลจากการได้รับสารนี้ที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยการทำอันตรายต่อโครโมโซมของเซลล์ไข่ของแม่หรือสเปอร์มของพ่อ อาการผิดปกติเหล่านี้จะปรากฏออกมาให้เห็นในรุ่นลูกรุ่นหลาน

ที่ผ่านมากว่าสองทศวรรษที่พลังงานนิวเคลียร์เข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจจะยังเป็นระยะเวลาที่สั้นเกินกว่าที่สารเหล่านี้จะแผลงฤทธิ์ให้ผู้คนได้พบเห็นด้านมืดของมัน

ผู้เชี่ยวชาญด้านนิวเคลียร์โดยเฉพาะชาวต่างประเทศมักเอ่ยอ้างตัวเลขของการได้รับอันตรายจากการดำรงอยู่บนโลกที่มีสภาพแวดล้อมเป็นพิษต่าง ๆ ว่าเมื่อเทียบกับอันตรายจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อย่างหลังดูจะปลอดภัยกว่ามากทีเดียว

เหมือนกับว่าพวกเขาเหล่านั้นกำลังบอกว่าทุกวันนี้ชีวิตก็เสี่ยงพออยู่แล้ว จะมีความเสี่ยงเพิ่มอีกซักอย่างจะเป็นไร



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.