|

การเมืองไม่นิ่งกดหุ้นไทยรูด10จุด
ผู้จัดการรายวัน(19 สิงหาคม 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
สถานการณ์การเมืองคุกรุ่น นักลงทุนชะลอซื้อขายกดดันดัชนีหลุด 700 จุด ก่อนจะปิดที่ 697.23 จุด มูลค่าการซื้อขายแค่ 1 หมื่นล้านบาท โบรกเกอร์แนะจับตาคดียุบพรรคอย่างใกล้ชิด อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของนักลงทุนต่างชาติ แม้นักลงทุนในประเทศรับทราบมาโดยตลอดแล้ว
บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทย วานนี้ (18 ส.ค.) ยังคงถูกกดดันด้วยสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคุกรุ่น นักลงทุนจึงชะลอการลงทุนเพื่อดูเหตุการณ์ต่างๆ ให้ชัดเจนก่อน ทั้งเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่จะลงมติกรณีการยุบพรรคพลังประชาชน และการไต่สวนฉุกเฉิน 3 รัฐมนตรีให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หลังถูกพิพากษาในคดีที่เกี่ยวข้องกับหวยบนดิน รวมถึงประเด็นการเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ
โดยดัชนีตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย เป็นระยะเวลาสั้นๆ ช่วงเปิดตลาดภาคเช้า ก่อนจะปรับตัวลดลงต่อเนื่อง มีราคาสูงสุดที่ระดับ 708.63 จุด ขณะที่ช่วงบ่ายนักลงทุนได้เทขายหุ้นออกมากดดันให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง จนหลุดแนวรับสำคัญที่ 700 จุด และปิดการซื้อขายที่ระดับต่ำสุดที่ 697.23 จุด ลดลงจากวันก่อน 10.25 จุด หรือคิดเป็น 1.45% มูลค่าการซื้อขายรวม 10,273.01 ล้านบาท
ทั้งนี้ นักลงทุนต่างประเทศมียอดซื้อสุทธิ 39.92 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 802.60 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 33.850 ล้านบาท
นายกัมปนาท โลหเจริญวนิช กรรมการอำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (นายกสมาคมโบรกเกอร์) กล่าวว่า จากการที่ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีการพิจารณาชี้ขาดคดียุบพรรคพลังประชาชนในวันนี้ (19 ส.ค.) คงไม่ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนไทยและบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยมากนัก เนื่องจากเรื่องดังกล่าวเป็นสิ่งที่นักลงทุนในประเทศต่างคาดหมายไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการดำเนินการตามขั้นตอนของกกต.
ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศนั้น ได้ประเมินว่าหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดขึ้น หลังจากการพิจารณาคดีดังกล่าวอาจจะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ เพราะจะมองว่าการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพ
"ผมไม่รู้ว่าแนวโน้มการตัดสินพรุ่งนี้จะออกมาอย่างไร เพราะไม่ได้อยู่ในแวดวงการเมือง และไม่ทราบว่าจะกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูสถานการณ์ในวันนี้ แต่ถ้าให้มองในความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ถ้าการเมืองไทยไม่มีเสถียรภาพอาจจะกระทบความเชื่อมั่น แต่นักลงทุนไทยไม่น่าจะกระทบไม่ใช่ เพราะนักลงทุนไทยชินกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เป็นสิ่งที่คาดไว้แล้วเท่านั้นเอง"
นายกัมปนาท กล่าวเพิ่มเติมว่า ภาวะการลงทุนช่วงหนี้เหมาะที่จะเข้าไปซื้อลงทุน หลังจากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง และราคาหุ้นได้ปรับลดลงในระดับราคาถูกแล้วเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะที่แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 51 ยังไม่สามารถประเมินได้ เนื่องจากปัจจุบันมีตัวแปรหลายตัวที่ชี้นำและมีอิทธิพลต่อจิตวิทยของนักลงทุนและตลาดหุ้นไทย
นางสาวปองรัตน์ รัตนะตวณานนท์ ผู้จัดการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.บัวหลวง กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ทางการเมือง กรณีที่ กกต. จะพิจารณาเรื่องยุบพรรคพลังประชาชน บวกกับตลาดหุ้นต่างประเทศปรับตัวลดลงถ้วนหน้า ส่งผลกระทบต่อดัชนีตลาดหุ้นไทย ซึ่งตลาดหุ้นไทยคงจะพักฐานและไต่อยู่ระดับ 700 จุดในช่วงนี้
สำหรับแนวโน้มการลงทุนวันนี้ (19 ส.ค.) นักลงทุนต้องติดตามคำตัดสินคดียุบพรรคของกกต. รวมถึงคดีหวยบนดิน รวมถึงขั้นตอนการดำเนินการของศาลฯว่าจะออกมาในรูปใด ซึ่งคาดว่าจะต้องกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนแน่นอนไม่มากก็น้อย
"ขณะนี้ตลาดหุ้นไทยได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อมีการเมืองเข้ามากระทบยิ่งทำให้มีแรงกดดันมากขึ้น ขณะที่แนวรับช่วงสั้นๆ ที่ 676 จุด หลังจากที่ต้นเดือนที่ผ่านมาดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวขึ้นไปสูงพอสมควร"
นางสาวจิตรา อมรธรรม ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ไซรัส จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้นักลงทุนต้องติดตามสถานการณ์ทางการเมือง ทั้งเรื่องคดียุบพรรค หวยบนดิน หรือเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ขณะที่เรื่องปัญหาเศรษฐกิจน่าจะเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น หลังราคาน้ำมันปรับตัวลดลงสามารถช่วยผ่อนคลายอัตราเงินเฟ้อได้ในระดับหนึ่ง รวมถึงมาตรการบรรเทาทุกข์ของรัฐบาลเองจะช่วยให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลบวกต่อตลาดหุ้นไทย
นายอดิพงษ์ ภัทรวิกรม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.)เมอร์ชั่น พาร์ท เนอร์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทคาดภาวะตลาดหุ้นไทยในวันพรุ่งนี้หากดัชนีมีการปรับตัวลดลงก็เชื่อว่าจะปรับตัวลดลงไม่มาก จากกกต.จะมีการประชุมในเรื่องการยุบพรรคการพลังประชาชน เพราะ มองว่าปัจจัยดังกล่าวมีผลกระทบต่อการลงทุนในช่วงสั้น และเชื่อว่านักลงทุนสถาบันในประเทศจะเข้ามาซื้อหุ้น จากเชื่อว่าตลาดหุ้นจะปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ในช่วงปลายไตรมาส3 ถึงไตรมาส4
ทั้งนี้จากการที่อัตราเงินเฟ้อ ราคาน้ำมัน ทองคำได้มีการทำจุดสูงสุดไปแล้ว และเชื่อว่าในช่วงไตรมาส3-4 ปีนี้ เศรษฐกิจจะมีการฟื้นตัว จากราคาสินค้าเกษตร ยังคงทรงตัวระดับสูงและประเทศไทยเป็นผู้ส่งออกข้าว ก็จะทำให้จีดีพีปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ ส่วนนักลงทุนต่างประเทศ จะมีการปรับพอร์ตการลงทุนบ้าง เพราะ ยังไม่มั่นใจปัจจัยทางการเมืองที่มีการเปลี่ยนแปลง แต่อีกสักระยะนักลงทุนก็จะเข้าใจและเริ่มกลับเข้ามาซื้อสุทธิ ในช่วงต้นเดือนกันยายน ซึ่งเป็นปกติที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาซื้อในช่วงดังกล่าว
"จากการที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่อยู่ในประเทศไทย ทำให้เชื่อว่าสถานการณ์ทางการเมืองน่าจะคลี่คลาย ซึ่งหากมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง ก็จะนำให้มีการนับ 1 ใหม่ได้เร็วขึ้น ซึ่งจากผลการที่จะพิจารณาคดียุบพรรคก็เชื่อว่านักลงทุนจะกังวลในระยะสั้น ทำให้หุ้นลดลงมากแต่ก็ไม่มาก เพราะ นักลงทุนสถาบันจะเข้ามาทยอยเก็บ จากมองว่าอนาคตจะดี และหากมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองถือว่าดีต่อตลาดหุ้น ซึ่งวันนี้ต้องรอผล"นายอดิพงษ์
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|