สมคิดปรับบทบาท BOI หนุนธุรกิจลงทุนตปท.


ผู้จัดการรายวัน(10 กรกฎาคม 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

สมคิดสั่งบีโอไอปรับบทบาทรองรับอนาคต ตั้งเป้าอีก 1 ปีข้างหน้าไทยต้องโดดเด่นเป็น 1 ใน 3 ชาติที่น่าลงทุนที่สุดของเอเชียสำหรับนักลงทุนต่างประเทศ พร้อมๆ กับหนุนคนไทยลงทุนต่างประเทศ เพื่อขนเงินตราต่างชาติเข้าไทยเพิ่ม โดยเฉพาะธุรกิจ SMEs ยันรัฐบาลผลักดันนโยบายให้เศรษฐกิจขยายตัวสำเร็จแล้ว สิ้นเดือนนี้พร้อมประกาศความเป็นไท หลังจ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมดก่อนกำหนด 2 ปี ด้านบีโอไอเผย 6 เดือนแรกปีแพะ ต่างชาติขอส่งเสริมลงทุนแล้ว 1.5 แสนล้านบาท อีก 2 เดือนคาดจะถึง 2 แสนล้านบาท เตรียมจ้างที่ปรึกษาศึกษาส่งเสริมการลงทุนใหม่ทั้งระบบ

วานนี้ (9 ก.ค.) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จัดเสวนา "เอเปก อินเวสท์ เม้นท์ มาร์ท : พลังหนุนการลงทุนไทย" โดยนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารบีโอไอเปิดการเสวนา

นายสมคิดกล่าวว่า นโยบาย พรรคไทยรักไทย คือ ต้องทำให้เศรษฐกิจไทยพ้นวิกฤติ และเพิ่มขีด ความสามารถการแข่งขันประเทศในเวทีโลก ซึ่งภาวะเศรษฐกิจขณะนี้ ดัชนีบ่งชี้ทั้งมหภาคและจุลภาค ดีขึ้นแล้ว แต่ยังไม่ดีมากพอ เพราะ ถือว่าเป้าหมายขั้นต่อไปที่จะต้องเร่งทำ คือทำอย่างไรให้ไทยมีศักยภาพ ระดับโลก ทั้งการแข่งขันการค้า และการเป็นจุดยุทธศาสตร์ด้านการ ลงทุนในเอเชีย

จ่ายหนี้ไอเอ็มเอฟหมดสิ้นเดือนนี้-ศก.เด่น รองแค่จีน

"สิ้นเดือนกรกฎาคม ไทยจะสามารถชำระหนี้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF ซึ่งก็จะทำให้สามารถประกาศความเป็นไทได้ ซึ่งผมยืนยันว่าไม่ใช่เป็นการยโสโอหัง และสามารถสร้างความ เชื่อถือต่อสายตาของต่างประเทศ และแน่นอนว่า จากนี้ไป เศรษฐกิจ ไทยจะมีการเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ ส่วนตัวเศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะโดดเด่นมากสุดในเอเชีย โดยเป็นอันดับ 2 รองจากจีน"

ดันไทย 1 ใน 3 ชาติน่าลงทุนสุดในเอเชีย

เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เขากล่าวว่า บีโอไอถือเป็น หน่วยงานสำคัญที่จะผลักดันการลงทุน ขณะนี้เขามอบนโยบายสำคัญ คือทำอย่างไรให้ไทยโดดเด่น ที่สุดในเอเชีย ในการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ โดยจะมองบทบาทใหม่ที่บีโอไอจะต้องมุ่งเน้นนำทัพนักธุรกิจไทย แสวงหาการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(SMEs) โดยรัฐบาลมีเป้าหมายจะผลักดันให้ไทยต้องขยับขึ้นเป็น 1 ใน 3 ของเอเชีย ที่นักลงทุนต่างชาติจากทั่วโลก สนใจลงทุนมากที่สุด รองจากจีนและญี่ปุ่น

นายสมคิดกล่าวว่า ขณะนี้ ในสายตานักลงทุนทั่วโลก ไทยถือว่าโดดเด่นด้วยยุทธศาสตร์ 3 ด้านคือ

1. ไทยมีภาวะเศรษฐกิจที่เติบโต ซึ่งแม้ปัญหาการระบาดโรคทางเดินหายใจเฉียบพลัน (ซาร์ส) ที่ผ่านมา กระทบการท่องเที่ยว แต่โชคดีที่เป็นจังหวะนักท่องเที่ยวน้อยที่สุดของปี (โลว์ซีซั่น) แต่ขณะนี้ เมื่อหมดปัญหาการแพร่ระบาดโรคหวัดมรณะแล้ว การท่องเที่ยว ทั้งนักท่องเที่ยวจากไต้หวัน จีน และฮ่องกง เริ่มทะลักกลับเข้าไทยอีก หากไม่มีอะไรสะดุด อีก การท่องเที่ยวไทยปีนี้จะกลับมา โดดเด่นอีกครั้งแน่ ทักษิณผลักดันไทยโดดเด่น

2. ความโดดเด่นเป็นผู้นำที่จะ นายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สร้างไทยให้โดดเด่นในเอเชีย และเชื่อมโยงกับจีน และ 3. เสถียรภาพการเมืองมั่นคง

"บีโอไอก็ทำดีอยู่แล้ว 5 เดือน แรก เป็นไปตามเป้าหมาย โดยมีผู้ยื่นขอลงทุน 1.2 แสนล้านบาท หรือขยายตัว 55% เมื่อเทียบกับปี 2545 แต่จะต้องทำงานหนักมากกว่าผมอีก 2 เท่าในอีก 1 ปีกว่าข้างหน้า คือจะต้องทำให้นักลงทุนไทยมีความสามารถไปลงทุนยังต่างประเทศ เพื่อนำรายได้กลับเข้ามา" นายสมคิดกล่าว

จี้ใช้เวที APEC ให้เกิดประโยชน์

สำหรับงาน APEC Investment Mart Thailand 2003 ที่บีโอไอร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม จะจัดระหว่างวันที่ 16-21 ต.ค.นี้ที่เมืองทองธานี ทุกฝ่ายจะต้องช่วยกันโปรโมต ดึงสำนักข่าวซีเอ็นเอ็น และสื่อดังๆ อื่นๆ ของโลกทำประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่ทำกันเล่นๆ เพราะผู้นำ APEC ที่จะประชุมในไทยกว่า 21 ประเทศ ช่วงต.ค.นี้ ถือเป็นกลุ่มสมาชิกที่บทบาทเศรษฐกิจ ที่มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติ (GDP) รวมกันถึงครึ่งหนึ่งของจีดีพีรวมของโลก และเป็น ตลาดส่งออกสำคัญของไทย 70% ของมูลค่าส่งออกสินค้าไทยทั่วโลก

ทางด้านนายสมพงษ์ วนาภา เลขาธิการ บีโอไอ กล่าวว่าภาวะการลงทุน 6 เดือนแรก นักลงทุนต่างชาติยื่นขอส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอประมาณ 1.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นประมาณ 65% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีที่ผ่านมา คาดว่า ภายในอีก 2 เดือนการลงทุนจะเพิ่มขึ้นอีก เป็นไปตามเป้าหมาย 2 แสนล้านบาท มูลค่าการลงทุน สูงสุด เป็นโครงการปิโตรเคมีจากกลุ่มอินโดรามา ขณะนี้ธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มไหลเข้าไทยอย่างมาก

จ้างฝรั่งช่วยทบทวนบทบาทบีโอไอ

"งานเอเปกอินเวสเมนท์มาร์ท 2003 ขณะนี้ พื้นที่จัดงานโดยรวมเหลือไม่ถึง 8% เวทีนี้ เป็น โอกาสที่ดีของธุรกิจไทย ที่จะเชื่อมโยงกับต่างประเทศ คาดว่าจะมีนักลงทุนไทยร่วมกิจกรรมจัดคู่ร่วมทุนกว่า 1,000 ราย อย่างไรก็ตาม ภายในเดือนนี้ บีโอไอกำลังจะจัดจ้างบริษัทที่ปรึกษา เพื่อศึกษาและปรับปรุงบทบาทของบีโอไอ ในการส่งเสริมการลงทุนใหม่ โดยจะศึกษาเสร็จภายใน 5-8 เดือน" นายสมพงษ์กล่าว

นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และผู้บริหารระดับสูงโตโยต้าประเทศไทย กล่าว ว่าอีก 7 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมยานยนต์ของเอเชียจะขยายตัวเพิ่มเป็น 2 เท่าจากปัจจุบัน ปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการธุรกิจนี้ ผลิตรถยนต์ในประเทศไทยได้ถึง 580,000 คัน ปีนี้ จะเพิ่มการผลิตได้เป็นถึง 750,000 คัน โดยผลิตเพื่อขายในประเทศประมาณ 500,000-520,000 คัน

คาดไทยผลิตรถอันดับ 10 ของโลกอีก 5 ปีข้างหน้า

ทั้งปีนี้ คาดจะขายในประเทศเกิน 500,000 คัน เนื่องจากช่วง 6 เดือนแรกปีนี้ ผลิตได้แล้ว 246,000 คัน ซึ่งขยายตัวถึง 35.8% ทำให้เขาเชื่อมั่นว่า ภายใน 5 ปีนี้ ไทยจะผลิตได้ถึง 2 ล้านคันต่อปี ซึ่งจะขยับขึ้นเป็นอันดับ 10 ของโลก

"เราจองพื้นที่ในงานเอเปกอิสเวสเมนท์ มาร์ท 288 ตารางเมตร โดยโตโยต้าจะนำรถปิกอัพมาโชว์ให้เห็น ถึงการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ 100% และจะโชว์รถยนต์ฟูเอล ไฮโดรเจน (fuel hydrogen-ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเหลว) ที่เป็นแนวโน้มรถยนต์ในอนาคตที่จะช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม" นายนินนาทกล่าว



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.