ทำไมเศรษฐกิจสหรัฐฯ จึงแย่กว่าที่คิด


นิตยสารผู้จัดการ( กรกฎาคม 2551)



กลับสู่หน้าหลัก

หลายเดือนมาแล้วที่สหรัฐฯ พยายามจะบอกว่าเศรษฐกิจของตนจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็วในครึ่งปีหลังของปีนี้ แต่นั่นเป็นความคิดที่ผิดอย่างมหันต์

ครึ่งปีแรกของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จบลงอย่างไม่สวยงาม เมื่อกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ รายงานว่า นายจ้างอเมริกันปลดพนักงาน 49,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นการลดตำแหน่งงานติดต่อกันเป็นเดือนที่ 5 และเป็นสัญญาณถึงเศรษฐกิจถดถอย ทันทีที่เปิดเผยตัวเลขดังกล่าว ดัชนี Dow Jones Industrial Average ก็ดิ่งลงทันที 394 จุด นับเป็นข่าวร้ายล่าสุดของข่าวร้ายต่างๆ ก่อนหน้านี้ ยอดขายรถยนต์ ภาคค้าปลีกที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ลดลง 10.7% ในเดือนพฤษภาคม จากปีก่อนหน้า ส่วนราคาบ้านในไตรมาสแรก ของปีนี้ตกต่ำลง 14%

แต่ความหวังก็ยังคงมีอยู่ว่า ช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะดีกว่าครึ่งปีแรก ผลสำรวจความคิดเห็นของนักเศรษฐศาสตร์เมื่อเดือนพฤษภาคมของ Federal Reserve Bank of Philadelphia สาขาของธนาคารกลางสหรัฐฯ พบว่า นักเศรษฐศาสตร์เชื่อมั่นว่า เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตในอัตรา 1.7% และ 1.8% ต่อปีในไตรมาส 3 และ 4 ตามลำดับ ส่วนนักวิเคราะห์บางคนเชื่อว่า ยอดขายบ้านและราคาบ้านในสหรัฐฯ จะกระเตื้องขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ในขณะที่ Henry Paulson รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ก็คาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเติบโตเร็วขึ้นก่อนจะถึงสิ้นปีนี้

เหตุผลที่ทำให้เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยังมองเศรษฐกิจของตนในแง่ดี เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ได้กาง ตำราแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไปแล้ว โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve: Fed) ได้ลดอัตราดอกเบี้ย ลงอย่างมาก ทำให้อัตราดอกเบี้ย Federal Funds rate ลดลงจาก 5.25% เมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วเหลือ เพียง 2% ในขณะนี้ ส่วนรัฐบาลสหรัฐฯ ก็สามารถจับมือกับรัฐสภาซึ่งพรรคฝ่ายค้านครองเสียงข้างมาก ผ่านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งมโหฬาร ซึ่งจะทำให้กระเป๋าของผู้บริโภคอเมริกันตุงด้วยเงินที่จะมาจาก การได้รับคืนภาษีเกือบ 1 แสนล้านดอลลาร์ภายในกลางเดือนกรกฎาคมนี้

แต่ภาวะขาลงของเศรษฐกิจอเมริกันครั้งนี้อาจจะยืดเยื้อยาวนานกว่าที่เคยเกิดภาวะถดถอยนาน 8 เดือนเมื่อปี 2001 การแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับหนี้เสียมักจะใช้เวลานานกว่าปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นเสมอ ปัญหาวิกฤตต่างๆ ที่กดดันให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ตกอยู่ในสภาพเช่นวันนี้ คือวิกฤติในตลาดบ้านและวิกฤติสินเชื่อ รวมทั้งราคาอาหารและพลังงาน ที่สูงขึ้น และปัญหาเหล่านี้ยังคงหนักหน่วงขึ้นแทนที่จะเบาบางลงในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา

ปัญหาของสหรัฐฯ ยังไม่หมดแค่นั้น ความฝืดเคืองของสินเชื่อและการที่สินค้าโภคภัณฑ์ในโลกมีราคาสูง กำลังจะลดประสิทธิผลของแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ เศรษฐกิจสหรัฐฯ ซึ่งขับดันด้วยการใช้จ่ายของผู้บริโภค อาจไม่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่เคยทำได้ในช่วงหลังเหตุการณ์ 9/11 ในปี 2001

มีอุปสรรคสำคัญ 2 อย่างที่ขัดขวางไม่ให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นตัว ในครึ่งปีหลังนี้และเป็นอุปสรรคที่ไม่ได้เกิดขึ้นเมื่อสหรัฐฯ เผชิญเศรษฐกิจ ถดถอยในปี 2001 อุปสรรคแรกเกิดภายในสหรัฐฯ เอง นั่นคือ ปัญหาการปล่อยสินเชื่อแบบไม่ยั้งคิดในภาคอสังหาริมทรัพย์และภาคการเงิน ส่วนอุปสรรคที่สองเป็นปัญหาในระดับโลกซึ่งไม่เกี่ยวกับสหรัฐฯ นั่นคือราคาที่เฟ้อของสินค้าโภคภัณฑ์ตั้งแต่น้ำมัน อาหารจนถึงเหล็ก ปัญหาอุปสรรคต่างๆ เหล่านี้ต่างหากที่สร้างความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจที่แท้จริง ให้แก่สหรัฐฯ และยังลดความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอเมริกันในเดือนพฤษภาคมตกฮวบลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 16 ปี ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงใช้วิธีแก้ปัญหาแบบเดิมๆ เหมือนกับที่เคยใช้ในปี 2001 กล่าวคือ การให้ธนาคารกลางลดอัตราดอกเบี้ยลงอย่างมาก และการคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชน แต่อาการของปัญหาเศรษฐกิจที่สหรัฐฯ กำลังเผชิญในทุกวันนี้กลับแตกต่างออกไปในปี 2001 การแตกของฟองสบู่ในภาคเทคโนโลยี และการตกต่ำของการลงทุนในธุรกิจ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ย่ำแย่ก็จริง แต่แม้ว่าจะมีการปลดพนักงาน ถึง 3 ล้านตำแหน่งในระหว่างปี 2001-2003 แต่ผู้บริโภคอเมริกันยังคงสามารถประคองตัวเองให้รอดพ้นช่วงขาลงนั้นมาได้ เนื่องจากการลดอัตราดอกเบี้ยทั้งระยะสั้นและระยะยาวลงอย่างมากในครั้งนั้น ได้ทำให้ตลาดอสังหาริมทรัพย์และการบริโภคเพิ่มขึ้น แต่ในคราวนี้กลับตรงกันข้าม ในขณะที่ธุรกิจโดยเฉพาะที่เกี่ยวกับการส่งออก ยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับถูกฉุดดึงโดยผู้บริโภคที่ลดการใช้จ่ายและตลาดบ้านที่ตกต่ำ

ความยุ่งยากของปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในวันนี้เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ ปีที่แล้ว ด้วยปัญหาหนี้เสียในตลาดบ้าน สมาคม Mortgage Bankers Association ออกรายงานประจำไตรมาสเมื่อเร็วๆ นี้ระบุว่า ลูกหนี้สินเชื่อ บ้านที่ชำระหนี้ล่าช้ามีสัดส่วน 6.35% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ สมาคมฯ เริ่มเก็บตัวเลขดังกล่าวตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา และปัญหาการ ชำระหนี้ล่าช้าไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในตลาดลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่เรียกว่า ตลาด subprime เท่านั้น ในไตรมาสแรกของปีนี้ 36% ของบ้านที่ถูกยึด เป็นลูกหนี้ชั้นดีในแคลิฟอร์เนีย Moody's ชี้ว่า ความตกต่ำของราคาบ้าน ทำให้ความมั่งคั่งของครัวเรือนชาวอเมริกันลดต่ำลงถึง 2.5 ล้านล้านดอลลาร์ ราคาบ้านที่ตกต่ำยังทำลายแหล่งสำคัญที่สนับสนุนการใช้จ่าย ของผู้บริโภค ชาวอเมริกันซึ่งนิยมกู้เงินโดยมีบ้านเป็นหลักประกันที่เรียกว่า สินเชื่อแบบ home equity เพื่อนำเงินไปซื้อรถหรือไปท่องเที่ยว กำลังรู้สึกสูญเสีย ส่วนธนาคารต่างก็พยายามจะปลดเปลื้องตัวเองให้หลุดพ้นจากธุรกิจปล่อยสินเชื่อที่ใช้บ้านเป็นหลักประกัน

แม้จะพยายามอ้างซ้ำๆ ว่า สามารถจำกัดความเสียหายที่เกิดจาก วิกฤติหนี้เสียในตลาดสินเชื่อบ้านได้แล้ว แต่บรรดาธนาคารที่เคยปล่อยกู้สินเชื่อบ้านแบบไม่ยั้งคิดจนเกิดปัญหา ยังคงกำลังเก็บกวาดทำความสะอาดซากแห่งความเสียหายอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่จะแก้ปัญหาเก่าได้ บรรดาธนาคารทั้งหลายก็กำลังหันไปปล่อยสินเชื่อให้แก่ธุรกิจและบริษัท private equity อย่างเกินพอดี ระบบการเงินสหรัฐฯ ที่ยังคงบอบช้ำไม่หายจากวิกฤติในตลาดบ้าน และเพิ่งระดมเงินหลายหมื่นล้าน ดอลลาร์มาได้อย่างลำบากยากเย็นจากนักลงทุนรายใหม่ๆ เพื่อนำมาปิดงบดุล จึงอาจจะต้องพบกับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นไปอีกจากฟองสบู่สินเชื่อแตกครั้งใหม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจะยังคงอยู่ต่อไปอีกนานนับปี เหยื่อรายล่าสุดคือ CEO G. Thompson Kennedy แห่ง Wachovia ซึ่งถูกไล่ออกหลังจากธนาคารที่มีฐานอยู่ในรัฐ North Carolina แห่งนี้ประสบปัญหาขาดทุนขนาดหนัก นอกจากนี้ยังมีปัญหาต่อไปที่กำลังจ่อ คิวจะกระหน่ำระบบการเงินของสหรัฐฯ อีก นั่นก็คือปัญหาหนี้สูญบัตรเครดิต และปัญหาหนี้ในอสังหาริมทรัพย์เพื่อธุรกิจ หลังจากที่ระบบการเงินของสหรัฐฯ สงบสุขมาตั้งแต่ปี 2004-07 โดยไม่มีธนาคารใดล้มแม้แต่รายเดียว แต่เพียงครึ่งปี ที่ผ่านมา ธนาคารในสหรัฐฯ ล้มไปแล้ว 4 แห่ง และเป็นไปได้ว่า หากจะมีการล้มอีกในอนาคต ก็อาจเป็นสถาบันการเงินที่มีขนาดใหญ่กว่าที่เคย ล้มไปแล้ว

ระบบการเงินจะต้องทำหน้าที่เป็นท่อที่ส่งต่ออัตราดอกเบี้ยต่ำจาก Fed ไปถึงผู้บริโภค เมื่อธนาคารกู้ยืมเงินจาก Fed แล้ว จะต้องส่งต่อต้นทุนการเงินที่ต่ำนั้น ไปให้แก่ลูกค้าและตลาด โดยรวม แต่ในวันนี้ธนาคารในสหรัฐฯ กลับทำตัว เหมือนเป็นฟองน้ำแห้งๆ ที่พร้อมจะดูดซับสภาพ คล่องที่ไหลมาจาก Fed แล้วนำไปปรับปรุงงบดุล หรือชดเชยผลขาดทุนของธนาคารเอง แทนที่จะปล่อยเงินสดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ รายงานของ Fed ระบุว่าในเดือนเมษายน ธนาคารพาณิชย์สหรัฐฯ 55% ได้เพิ่มความเข้มงวดในมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อเพื่อการค้า ขณะที่เดือนมกราคม มีธนาคารเพียง 30% ที่ทำเช่นนั้น และนอกจากธุรกิจจะไม่สามารถขอสินเชื่อได้แล้ว ผู้บริโภคก็ยังไม่อาจจะขอสินเชื่อได้ง่ายนักในทุกวันนี้ แม้กระทั่งในตลาดลูกค้าชั้นดี ผลที่เกิดขึ้นก็คือ เงินสดจาก Fed ไม่ได้ หมุนเวียนเข้าสู่เส้นเลือดทางทางธุรกิจจริงๆ บริษัทข้อมูลสินเชื่อบ้าน HSH ยังพบว่า อัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านที่มีเงินต้นต่ำกว่า 417,000 ดอลลาร์และมีระยะเวลาผ่อนชำระนาน 30 ปี ลดลงเพียง เล็กน้อยเท่านั้น นับตั้งแต่ Fed เริ่มลดดอกเบี้ยเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว โดยลดลงจาก 6.4% ในเดือนกันยายนปีที่แล้วเหลือ 6.17% ในเดือนพฤษภาคม ส่วนอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อบ้านที่เงินต้นสูงกว่านั้นยิ่งไม่มีการขยับลดลงเลย ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นก็คือ Ben Bernanke ประธาน Fed เพิ่งระบุว่า Fed คงจะไม่ลดดอกเบี้ยอีกแล้ว เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงระดับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกว่ายังคงอยู่ในระดับสูงเช่นกัน

ปกติแล้วต้องใช้เวลาประมาณ 9-12 เดือน การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ จึงจะเห็นผล ตรงกันข้าม การคืนเงินภาษีให้แก่ประชาชนโดยตรงมักจะเห็นผลเร็วกว่า ผู้ค้าปลีกบางรายรายงานว่าธุรกิจเริ่มกระเตื้อง ขึ้นจากนโยบายการคืนภาษี แต่สินค้าที่ผู้บริโภคนำเงินภาษีคืนที่ได้ไปซื้อนั้น มีแต่สิ่งของจำเป็นเท่านั้น โดยไม่มีสินค้าฟุ่มเฟือยหรือการไปท่องเที่ยวเลย ด้วยเหตุนี้ยอดขาย ของ WalMart และ Costco จึงเพิ่มขึ้นในเดือนพฤษภาคม แต่ยอดขายของ Kohl's กับ Nordstrom กลับลดลง นักเศรษฐศาสตร์ที่ Merrill Lynch ชี้ว่า เงินภาษีที่ชาวอเมริกันได้รับคืนมาส่วนใหญ่คงจะหมดไปกับราคาอาหาร และน้ำมันที่มีราคาแพงขึ้น ทั้งนี้ เงินภาษีที่รัฐบาลจะคืนให้แก่ชาวอเมริกันในปีนี้ทั้งหมดจะมีจำนวน 120,000 ล้านดอลลาร์ ผลการศึกษาชี้ว่า 40% ของเงินจำนวนนี้หรือประมาณ 48,000 ล้านดอลลาร์ จะถูกใช้จ่ายไปในเวลาอันสั้น ส่วนเงินที่เหลือจะถูกเก็บออมไว้หรือเก็บไว้ใช้ทีหลัง นักเศรษฐศาสตร์คาดว่า ราคา เชื้อเพลิงที่แพงขึ้น หลังจากที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งขึ้น 40% ในปีนี้ กำลังดูดเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาสออกจากกระแสเงินสดของครัวเรือนอเมริกัน ส่วนราคา อาหารที่แพงขึ้น 9% ต่อปี ก็กำลังดูดเงินออกจากกระเป๋าของชาวอเมริกันไปอีก 20,000 ล้านดอลลาร์ต่อไตรมาส ดังนั้น แทนที่แผนกระตุ้นเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยผ่านการคืนเงินภาษีจะทำให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่แท้จริง กลับกลายเป็นว่าเงินส่วนใหญ่จะหมดไป กับราคาอาหารและน้ำมันที่แพงขึ้น

อดีตครูใหญ่ปลดเกษียณแล้วคนหนึ่งเล่าว่า ปีที่แล้วได้ตัดสินใจเปลี่ยนรถจาก Toyota Rav 4 SUV ไปเป็น Prius แต่เงินที่ประหยัดได้นั้นกลับต้องหมดไปกับราคาอาหาร ที่สูงขึ้น 2 เท่าขึ้นไป จนทำให้ต้องเปลี่ยนมาทำอาหารเองที่บ้าน และรับประทานอาหารที่บ้านบ่อยขึ้น เพราะภัตตาคารก็ขึ้นราคาอาหารเช่นกัน

ในขณะที่วิกฤติตลาดบ้านและวิกฤติสินเชื่อในสหรัฐฯ มีสาเหตุจากปัญหาภายใน แต่ราคาน้ำมันและอาหารที่แพงขึ้นนั้นเป็นปัญหานอกสหรัฐฯ ในอดีตหรืออย่างน้อยก็ตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เพียงแค่สหรัฐฯ จาม โลกทั้งโลกก็อาจเป็นหวัดได้ ถ้าหากชาวอเมริกันใช้น้ำมันมากขึ้น ราคาน้ำมันก็จะแพงขึ้น ถ้าพวกเขาใช้น้ำมันน้อยลง ราคาน้ำมันก็จะลดลง Bob Lutz รองประธาน GM ชี้ว่า ปกติแล้วราคาน้ำมันจะเป็นสิ่งแรกที่จะเกิดปฏิกิริยาทันที เมื่อเศรษฐกิจ สหรัฐฯ ชะลอตัว ในอดีตที่ผ่านมา แทบจะเป็นเรื่องที่ไม่มีใครจะยอมเชื่อเลยว่า ราคาน้ำมันจะขึ้นสูงได้ ถ้าหากชาวอเมริกันลดการใช้น้ำมันลง

มีปัจจัยหลายอย่างที่ทำให้ราคาโภคภัณฑ์สูงขึ้นในขณะนี้ ตั้งแต่ ค่าดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงจนถึงการเก็งกำไรที่เพิ่มขึ้น แต่สาเหตุที่เป็นรากเหง้าซึ่งทำให้คนอเมริกันต้องซื้อน้ำมันราคาแพง 4 ดอลลาร์ต่อแกลลอน และสเต็กในราคา 20 ดอลลาร์ต่อปอนด์นั้น เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงในภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและอำนาจที่ลดลงของสหรัฐฯ ในการประชุม World Economic Forum ที่ Davos เมื่อต้นปีนี้มีการพูดกันถึงการเกิด decoupling ซึ่งหมายถึงการที่อินเดียและจีนจะยังคงรักษาอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงไว้ได้ต่อไป แม้ว่าสหรัฐฯ อาจจะอ่อนแอลงก็ตาม และเพียง 5 เดือนหลังจากนั้น เศรษฐกิจโลกก็ดูเหมือนจะแสดงให้เห็นการ decouple อย่างรวดเร็วกว่าที่คาด Robert Rubin อดีตรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ กล่าวว่า โลกกำลังเติบโตโดย ปราศจากสหรัฐฯ และจีนกับอินเดียต่างสามารถเติบโตต่อไปได้ โดยอาศัยเพียงความต้องการบริโภคภายในประเทศเท่านั้น ก็เพียงพอแล้วที่ทั้ง 2 ประเทศนั้นจะสามารถรักษาการเติบโตไว้ได้ต่อไป ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กำลังประสบกับความลำบาก Mohamed El-Erianco-CEO ของกองทุนรวมพันธบัตรยักษ์ใหญ่ PIMCO ชี้ว่า ผู้ผลิตสินค้า โภคภัณฑ์กำลังมีความสุขกับราคาที่สูงขึ้น และโลกกำลังกลับตาลปัตร ความแข็งแกร่งที่เพิ่มขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ทำให้พวกเขาสามารถ รับมือกับราคาอาหารที่สูงขึ้นได้ ในขณะที่สหรัฐฯ ยังคงต้องเก็บกวาดปัญหาในระบบการเงินของตัวเองให้เข้าที่ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้มีคนอยู่ดีกินดี มีไฟฟ้าใช้และมีรถขับเพิ่มมากขึ้น และยิ่งทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น

อย่างไรก็ตาม ภาวะที่สหรัฐฯ กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้ยังไม่เข้าใกล้ ภาวะที่เรียกว่า stagflation แต่อย่างใด ดัชนีราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงแค่ 3% ต่อปี เทียบกับที่เคยเพิ่มขึ้นถึง 13% ในปี 1979 แต่ ราคาน้ำมันที่แพงขึ้นอย่างมากก็ยังคงทำให้สหรัฐฯ รู้สึกช็อก บริษัท Dow Chemical เพิ่งประกาศจะขึ้นราคาสินค้าของตน 20% เพื่อชดเชยต้นทุน ค่าเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น การเริ่มตระหนักในความจริงที่ว่า สหรัฐฯ ไม่มีอำนาจ ควบคุมชะตากรรมทางเศรษฐกิจของตัวเองได้อีกต่อไปแล้ว เป็นส่วนหนึ่ง ของความรู้สึกไม่สบายใจและวิกฤติความเชื่อมั่นที่กำลังเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในสหรัฐฯ ถ้าทศวรรษ 1990 นับเป็นทศวรรษของสหรัฐฯ นิวยอร์ก และ Silicon Valley ทศวรรษที่กำลังจะสิ้นสุดลงนี้ก็ดูเหมือน จะเป็นของจีนและรัสเซีย และดูไบและมุมไบ ที่แย่ไปกว่านั้นสำหรับสหรัฐฯ คือ ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดจากสถานการณ์ใหม่นี้ บางคน คือศัตรูตัวฉกาจของสหรัฐฯ เช่น Hugo Chavez ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา ผลการสำรวจความคิดเห็นชาวอเมริกันเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า 71% เห็นด้วยคำกล่าวที่ว่า เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากมาย ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะไม่อาจกลับมาแข็งแกร่งได้อีกเหมือนอย่างที่เคยเป็นมา หรืออย่างน้อยก็ในอีกหลายปีข้างหน้า

ครั้งสุดท้ายที่ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอเมริกันเคยตกต่ำถึงขนาดนี้เกิดขึ้นในเดือนตุลาคม 1992 หรือเพียง 1 เดือนก่อนที่จะมีการ เลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และครั้งนั้นอดีตประธานาธิบดี George H.W. Bush บิดาของประธานาธิบดีคนปัจจุบัน ได้รับคะแนนเสียงเพียง 37% ของคะแนน popular vote ซึ่งนับเป็นคะแนนที่ต่ำที่สุดในประวัติ ศาสตร์ เท่าที่ประธานาธิบดีที่อยู่ในตำแหน่งและลงเลือกตั้งสมัยที่ 2 จะเคยได้รับมา นักวิชาการจากสถาบัน Brookings Institute ชี้ว่าเศรษฐกิจเป็นประเด็นที่ใหญ่ที่สุดเสมอในการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพราะถือเสมือนเป็นการลงประชามติต่อพรรคที่กำลังเป็นรัฐบาล ผลสำรวจเมื่อไม่นานมานี้ของสถานีโทรทัศน์ CBS News พบว่า ชาวอเมริกันให้ความสำคัญกับเรื่องเศรษฐกิจมากที่สุด (34%) และมากกว่า เรื่องราคาน้ำมัน (16%) และอิรัก (15%) รวมกัน Ray Fair นักเศรษฐศาสตร์จาก Yale ได้สร้างสูตรที่สามารถใช้ ปัจจัยทางเศรษฐกิจบางตัวบอกล่วงหน้าถึงผลการเลือกตั้งประธานาธิบดี สูตรดังกล่าวสามารถสรุปอย่างคร่าวๆ ว่า หากมีข่าวดีมากๆ เกี่ยวกับการเติบโตและเงินเฟ้อในช่วงฤดูกาลเลือกตั้งประธานาธิบดี พรรคที่กำลังเป็นรัฐบาลอยู่จะได้เปรียบ แต่เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในขณะนี้อยู่ในระดับต่ำและเงินเฟ้ออยู่ John McCain จากพรรครีพับลิกันก็จะได้คะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีในปลายปีนี้เพียง 44% อย่างไรก็ตาม สูตรนี้เคยผิดพลาดมาแล้วในปี 1992 แม้สภาพเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนี้อาจจะเข้าข้าง Barack Obama จากเดโมแครต ในขณะที่ McCain กำลังดิ้นรนเพื่อทำตัวเองให้ออกห่างจากรัฐบาลปัจจุบันให้มากๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ McCain เต็มใจ รับมรดกมาจากรัฐบาล Bush ซึ่งเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญมากที่สุดในนโยบายเศรษฐกิจของ Bush นั่นคือ การลดภาษี นโยบายเศรษฐกิจของ Obama คือการลดภาษีให้ชนชั้นกลาง และสร้างงานใหม่ในภาค สิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยี ส่วน McCain เป็นการยกเลิกกฎหมายภาษี Alternative Minimum Tax และขยายการค้าเสรี (เคยเป็นนโยบายที่ทำให้ผู้สมัครประธานาธิบดีชนะเลือกตั้งมาแล้ว ในยุคที่การส่งออกรุ่งเรือง) และการทำให้ราคาน้ำมันลดลง แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เลวร้ายลงไปกว่านี้ ถ้าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นไปเป็น 150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และการว่างงานเพิ่มมากขึ้น การหาเสียงของผู้สมัครทั้ง 2 คนก็อาจจะเปลี่ยนจุดเน้นไป โดยนโยบายเกี่ยวกับภาษีและการใช้จ่าย การรักษาพยาบาลและบำนาญจะสำคัญมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางบรรยากาศที่วิกฤติจะทำให้ผู้สมัครประธานาธิบดีสหรัฐฯ ทั้งสองต้องมีความชัดเจนเกี่ยวกับบทบาทของสหรัฐฯ ในเศรษฐกิจโลก และการที่สหรัฐฯ จะสามารถฟื้นความเป็นผู้นำทางการเงินในโลกกลับคืนมาได้อย่างไร ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครพูดถึงอย่างจริงจัง

อย่างไรก็ตาม ใช่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะมืดมนไปเสียหมด มีธุรกิจหลายอย่างที่ไปได้ดีกับค่าเงินดอลล์ที่อ่อน โดยได้รับประโยชน์จากการที่ประเทศอื่นๆ มีการเติบโตที่ดี ภาคธุรกิจเหล่านี้ได้แก่ภาคไฮเทค สินค้าทุน เคมีภัณฑ์กับสินค้าที่เป็นวัตถุดิบอื่นๆ และเครื่องบิน เจ้าของธุรกิจประมูลขายเรือยอชต์ที่ยึดคืนจากผู้ซื้อที่ไม่มีความสามารถชำระเงินเล่าว่า ต้องเพิ่มพนักงานถึงสองเท่าเป็น 78 คน จึงจะสามารถรับมือกับเรือยอชต์ที่ได้มา 120 ลำต่อเดือน

แต่ดัชนีเศรษฐกิจที่จะเป็นสัญญาณบ่งชี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะต้องเป็นดัชนี เศรษฐกิจตัวหลักและหนึ่งในนั้นก็คือตลาดบ้าน อันเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ต้องตกอยู่ในสภาพเช่นทุกวันนี้ นักวิเคราะห์ชี้ว่า ไม่จำเป็นที่ตลาดบ้านของสหรัฐฯ จะต้องหวนกลับไปสู่ยุคฟองสบู่อีกครั้ง ขอแค่ความตกต่ำยุติลงก็เพียงพอ หากระดับของบ้านที่รอขายลดลงก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดี นอกจากนั้นก็ควรจับตาดูรายงานประจำสัปดาห์เกี่ยวกับการยื่นขอ สวัสดิการว่างงาน ยอดขายของเชนร้านค้าปลีก และการขอสินเชื่อบ้าน ทั้งหมดนี้คือสัญญาณที่สามารถจะบ่งบอกแต่เนิ่นๆ เกี่ยวกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงของการบริโภคในสหรัฐฯ ในเมื่อราคาน้ำมันและอาหารที่พุ่งสูงสามารถลดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้ ในทำนอง เดียวกัน หากตลาดโภคภัณฑ์ตกต่ำลงก็จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอเมริกันได้ เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนความเชื่อมั่นของ ชาวอเมริกันคงจะไม่ฟื้นตัวกลับมาเร็วนัก หลังจากที่ราคาน้ำมันเพิ่งพุ่งพรวดเกือบ 11 ดอลลาร์ ภายในวันเดียวเมื่อวันที่ 13 มิถุนายน ซึ่งเป็น การเพิ่มขึ้นภายในวันเดียวที่สูงที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ อีกครั้งถึงเกือบ 140 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์ แปลและเรียบเรียง
นิวสวีค 16 มิถุนายน 2551


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.