อสังหาฯขนาดกลางสภาพคล่องหด


ผู้จัดการรายวัน(1 กรกฎาคม 2551)



กลับสู่หน้าหลัก

เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ชึ้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดกลางรอดยาก หวั่นขาดสภาพคล่อง หลังแหล่งระดมทุนปิดทั้งตลาดทุนและตลาดเงิน พร้อมแนะเลือกซื้อหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่มีอัตราหนี้สินต่อทุนต่ำ และทีมผู้บริหารมืออาชีพ คาดกำไรสุทธิปีนี้โต 30% สูงกว่าการเติบโตรายได้ เหตุได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี

นายภูมิพัฒน์ สินาเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวางแผนและพัฒนาธุรกิจ บริษัท เอเชี่ยนพร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ AP เปิดเผยว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะมีอัตราการเติบโตสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีการเติบโตชะลอตัวธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะชะลอเช่นกัน แต่ถ้าปี 51 นี้ เศรษฐกิจมีการขยายตัวลดลงจากเป้าหมายที่ 5% มาอยู่ที่ 4.5-4.6% ถือว่ายังเติบโตในระดับที่ดี แต่หากจีดีพีลดลงอยู่ที่ 3% ถือว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เข้าสู่ขั้นวิกฤต

สำหรับปัจจัยเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้นนั้น ไม่ค่อยมีผลกระทบกับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มากนัก เพราะการเติบโตของธุรกิจดังกล่าวจะอิงกับการเติบโตของจีดีพีมากกว่า หากเศรษฐกิจโตดี แต่อัตราดอกเบี้ยช่วงขาขึ้น ยอดขายบ้านและคอนโดมิเนียมยังสามารถขายได้ดีอยู่ แต่หากดอกเบี้ยขึ้นในช่วงที่เศรษฐกิจไม่ดี จะทำให้การขายที่พักอาศัยไม่ดีตามไปได้

"อุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์จะมีการเติบโตตามการเติบโตของจีดีพี ทำให้มีการซื้อขายที่ดี แต่การที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้น จะไม่ค่อยมีเท่าไร เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะอิงกับจีดีพีมากกว่าดอกเบี้ย เชื่อหากจีดีพีปีนี้ 4.5-4.6% ก็ยังมีการเติบโตที่ดี แม้จะมีการชะลอบ้างแต่หากจีดีพีอยู่ที่ 3% ถือธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะแย่"นายภูมิภัฒน์ กล่าว

ขณะที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงอย่างต่อเนื่อง ได้ส่งผลให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป คือ นิยมซื้อที่พักอาศัยเปลี่ยนมาซื้อย่านในเมืองมากขึ้น เพราะสามารถประหยัดในเรื่องค่าน้ำมันและยังมีการเดินทางที่สะดวกและรวดเร็ว รวมถึงผู้บริโภคจะเลือกซื้อกับผู้ประกอบการรายใหญ่มากขึ้น จากที่กระแสเงินสดที่สูงเพียงพอในการดำเนินงานและมีความมั่นคงทำให้มีส่วนแบ่งการตลาด (มาร์เกตแชร์) เพิ่มขึ้น

นายภูมิพัฒน์ กล่าวว่า จากการที่ธนาคารพาณิชย์มีการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้น และการระดมทุนทางตลาดตราสารหนี้ ทำให้ยากขึ้น จากผลตอบแทนพันธบัตรมีความผันผวนและนักลงทุนต้องการได้รับดอกเบี้ยที่สูงขึ้น จึงทำให้บริษัทผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ฯมีการระดมทุนที่ยากทำให้ต้องมีการปิดกิจการไป ส่วนบริษัทผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ขนาดเล็กก็อาจจะอยู่ได้ เพราะ มีการทำโครงการเล็กไม่ใหญ่มาก ส่วนในเรื่องการควบรวมของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์นั้นคงจะไม่เกิดขึ้น แต่อาจจะมีการเห็นที่มีผู้ขายโครงการต่อให้ผู้ประกอบการอีกรายนำไปพัฒนาต่อ

ทั้งนี้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังนั้น เชื่อว่าความต้องการซื้อบ้าน คอนโดฯของประชาชนยังดีอยู่จากเศรษฐกิจมีการเติบโตที่ดี แต่ประชาชนจะใช้เวลาในการตัดสินใจในการซื้อที่ช้าลงจากเดิม จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยนักลงทุนที่จะเข้าลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์นั้น ควรเลือกลงทุนโดยพิจารณาจากทีมผู้บริหารของบริษัทที่มีวิสัยทัศน์ที่ดี เพราะธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความผันผวนหากทีมผู้บริหารมีการตัดสินใจที่ไม่ถูกต้องก็จะได้รับผลกระทบ และควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีหนี้สินต่อทุนที่ต่ำกว่า 1% ซึ่งบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯมีค่า D/Eไม่ถึง 1 %

นายภูมิพัฒน์ กล่าวว่า บริษัทคาดกำไรสุทธิปีนี้เพิ่มขึ้น 30% จากปี 2550 ที่มีกำไรสุทธิ 899.22 ล้านบาท เนื่องจาก บริษัทได้รับผลประโยชน์ที่ได้รับการลดภาษีการโอนและภาษีธุรกิจเฉพาะ ซึ่งบริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีในไตรมาส2/51 และเติบโตตามรายได้ปีนี้ที่จะเพิ่มขึ้น 15% จากปี2550ที่มีรายได้ 7,851 ล้าบาท เพราะ บริษัทจะรับรู้รายได้จากโครงการปีที่ผ่านมาที่จะมีการโอนในปีนี้ทั้งบ้านเดี่ยว ทาวเฮาส์ และคอนโดประมาณ 4,000 ล้านบาท และมีรายได้ที่จะรับรู้จากการเปิดโครงการใหม่ในปีนี้ และบริษัทได้มีการปรับเพิ่มราคาขายอีก 4-5%ในโครงการใหม่และในพื้นที่มีคู่แข่งน้อยราย

สำหรับในครึ่งปีหลังบริษัทมีแผนเปิดโครงการใหม่10 โครงการ มูลค่า 15,000 ล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดฯ4 โครงการ และที่เหลือทาวน์เฮาส์และบ้านเดี่ยว ซึ่งในปีนี้ทั้งปีบริษัทจะเปิดโครงการใหม่รวม 15 แห่ง มูลค่ารวมประมาณ 20,000 ล้านบาท โดยในปีนี้บริษัทจะมีการซื้อที่ดินใหม่เพื่อพัฒนาโครงการจำนวน 3,000 ล้านบาท ซึ่งใช้เงินซื้อที่ดินไปแล้วจำนวน 1,700-1,800 ล้านบาท


กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.