ทักษิณยันไทยพึงตัวเอง "ดอกเบี้ย" ลดไม่กระทบ


ผู้จัดการรายวัน(27 มิถุนายน 2546)



กลับสู่หน้าหลัก

คาดหลังเฟดปรับลดดอกเบี้ยมะกันต่อเนื่อง จะเป็นแรงกดดันดอกเบี้ยไทยลดได้อีก เพราะการปล่อยสินเชื่อยังจำกัด ขณะที่แบงก์นครหลวงไทยหั่นดอกเบี้ยเงินกู้อีก 0.50% มีผล 2 ก.ค. ตามธนาคารกรุงไทย แบงก์รัฐที่นำร่องลดดอกเบี้ยเงินกู้รอบนี้ ทักษิณยันไม่หวั่นเฟดลดดอกเบี้ย เชื่อ มั่นนโยบายรัฐบาลทำให้ประชาชนช่วยตัวเองได้อยู่แล้ว

"กิตติรัตน์" คาดเฟดจะลดดอกเบี้ยแบบค่อยเป็นค่อยไป พร้อมตั้งเป้าตลาดหุ้น ไทยจะมีมาร์เกตแคปเพิ่มจากปัจจุบันเท่าตัวเป็น 5 ล้านล้านบาทภายในปี 2549 เร็วกว่าเป้าหมายเดิม 2 ปี เนื่องจากกระทิงเพ่นพ่าน ในตลาดหุ้น เพราะกำไรบจ.เพิ่มต่อเนื่อง แถม ดอกเบี้ยแท้จริงแนวโน้มติดลบ รวมถึงการ มีหุ้นใหม่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ปีนี้มาก คาดจะได้ตามเป้า 60 บริษัท

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ลดดอกเบี้ย 0.25% อีกรอบว่า วันนี้ทุกคนต้องช่วยตัวเองหมด แม้กระทั่งประเทศไทยก็ต้องช่วยตัวเอง สิ่งที่รัฐบาลไทยทำทุกอย่าง วันนี้คือการช่วยตัวเอง เศรษฐกิจโลกเป็นสิ่งที่ไทยต้องคำนึง แต่การช่วยตัวเองก่อนสำคัญ ที่สุด

นายปกิต เอี่ยมโอภาส กรรมการรองผู้จัดการ ธนาคารธนชาติ กล่าวว่า การปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) อีก 0.25% ย่อมมีส่วนผลักดันให้อัตราดอกเบี้ย ไทยที่ต่ำอยู่แล้วมีแนวโน้มปรับลดลงอีก เพราะธนาคารต่าง ๆ ยังมีปัญหาสภาพคล่อง ล้นระบบอยู่มาก

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อก็ยังอยู่ในวงจำกัด แม้สินเชื่อส่วนบุคคลรายย่อย สินเชื่อ เคหะ ยังมีแนวโน้มขยายตัวดี แต่ธนาคาร ต่างๆ แข่งขันกันปล่อยสินเชื่อ 2 กลุ่มนี้รุนแรง มากช่วง 1-2 ปีนี้ ซึ่งสินเชื่อทั้ง 2 กลุ่ม ก็ยัง ไม่สามารถดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดเงินที่ยังมีกว่า 5 ล้านล้านบาทได้มากนัก

ส่วนสินเชื่อธุรกิจ เมื่อโรงงานขยายกำลัง การผลิตเต็มที่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องขอสินเชื่อ เพิ่ม ทำให้แนวโน้มช่วงนี้ดอกเบี้ยยังทรงตัวต่ำ ต่อไปอีก โดยดอกเบี้ยออมทรัพย์ธนาคารธนชาต ขณะนี้อยู่ที่ 1.25% เงินฝากประจำ 3 เดือน 1.5% เงินฝากประจำ 6 เดือน 1.625%

ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้เอ็มแอลอาร์ 6.25% เอ็มโออาร์ 6.50% และเอ็มอาร์อาร์ 6.75% ซึ่งการที่กำหนดให้ดอกเบี้ยเงินฝากสูงกว่าธนาคารอื่น เนื่องจากเป็นธนาคารเล็กและต้อง การระดมเงินฝากอยู่ แต่ธนาคารก็หาทางปรับ กลยุทธ์การตลาด ลดต้นทุนด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ร่วมกับบริษัท เอสวีโอเอ จำกัด (มหาชน) ร่วมลงทุน ระบบเครื่องเอทีเอ็ม เพื่อช่วยลดต้นทุนธนาคาร ซึ่งบริษัทดังกล่าว จะเป็นผู้ลงทุน ซึ่งจะทำให้ธนาคารลดต้นทุนด้านติดตั้งตู้เอทีเอ็มได้

ขุนคลังไม่ห่วงดอกเบี้ยเตี้ยติดดิน-บาทแข็ง

ร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ รัฐมนตรีคลัง เปิดเผยว่าการปรับลดดอกเบี้ยระยะสั้นธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) 0.25% เมื่อคืนวันพุธ (ตามเวลาในประเทศไทย) ตามคาด ไม่มีผลกระทบอัตราดอกเบี้ยไทยมากนัก ซึ่งถือว่าอัตราดอกเบี้ยระดับนี้เป็นระดับเหมาะสมแล้ว

"ส่วนเรื่องของเงินไหลเข้านั้น เชื่อว่าตอนนี้ยังเป็นปกติอยู่ ไม่ถือว่า Hot Money (เงินร้อน) เนื่อง จากนักลงทุนเอกชนส่วนใหญ่ไม่อิงกับอัตราดอกเบี้ย เฟดมากนัก แต่จะแต่อิงกับอัตราไลบอร์ (ดอกเบี้ยตลาดลอนดอน) มากกว่า จึงทำให้ส่วนต่างของดอกเบี้ยข้างนอกกับในประเทศ ไม่น่าจะมีมากนัก" รมว. คลังกล่าว

ส่วนการแข็งค่าของเงินบาทขณะนี้ เขากล่าวว่ายังไม่น่าห่วง เพราะเมื่อเทียบกับค่าเงินประเทศคู่ค้า เช่น ญี่ปุ่น จีน เกาหลีใต้ ก็แข็งค่าขึ้นเหมือนกัน
SCIB ลดดอกเบี้ยเงินกู้ 0.5% มีผล 2 ก.ค.

ธนาคารนครหลวงไทย(SCIB) ปรับลดอัตรา ดอกเบี้ยเงินกู้ทุกประเภท 0.5% มีผลตั้งแต่ 2 ก.ค.

อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ธนาคารนครหลวงไทยปรับลดลง ได้แก่ MLR จากปัจจุบัน 6.25% เหลือ 5.75% MOR จากปัจจุบัน 6.50% เหลือ 6% และ MRR จาก 6.75% เหลือ 6.25%

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง กรรมการและผู้จัด การตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ให้ความเห็นกรณีการลดดอกเบี้ยเฟด 0.25% อ้างมุมมองนักเศรษฐศาสตร์ เชื่อว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยมะกันแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะไม่เช่นนั้น จะทำให้เครื่องมือ การเงินหมดไปอย่างรวดเร็ว

เพิ่มมาร์เก็ตแคป 5 ล้านล้านภายในปี 49

อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ยังคงยืนยันการเพิ่มมูลค่าตลาดรวม(มาร์เก็ตแคป) ให้เป็น 5 ล้าน ล้านบาท ภายในปี 2550 ปัจจุบัน มาร์เก็ตแคปตลาด หุ้นไทยเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท แต่ตลาดหลัก ทรัพย์ยังวิตกปัญหาหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) และสินทรัพย์ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ว่าอาจเป็นอุปสรรคทำให้ไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ขณะที่แนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจรัฐบาล เดินมาถูก ทางแล้ว

ส่วนปัจจัยทางเศรษฐกิจอื่นๆ นายกิตติรัตน์ถือ ว่าเดินมาถูกทางแล้ว ทั้งนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐ-กิจ หนี้ต่างประเทศที่ลดลง ส่งออกขยายตัวและเงิน ทุนสำรองระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น

สำหรับการปรับลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ของเฟด นายกิตติรัตน์กล่าวว่า ปัจจัยการลดดอกเบี้ยไม่ถือว่า เป็นปัจจัยหลักจะส่งผลดีต่อตลาดหุ้น สิ่งสำคัญคือ ภาวะเศรษฐกิจและตลาดหุ้นแต่ละประเทศ ซึ่งเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทยรวมถึงเอเชีย ตอนนี้ถือ ว่าแข็งแกร่ง และน่าสนใจมากพอสมควร

ดอกเบี้ยไทยแนวโน้มติดลบ

ทางด้านนายมนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้า ที่บริหาร บล.กิมเอ็ง(ประเทศไทย) ในเครือกลุ่มกิม เอ็งจากสิงคโปร์ กล่าวว่าการลดดอกเบี้ยของเฟดอีก 0.25% เป็นสิ่งที่ดี ที่ค่อยๆปรับลดดอกเบี้ยมะกัน จะส่งผลดีที่จะทำให้เงินทุนไหลเข้าตลาดหุ้น จะส่งผล ธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยปรับตัวไปทิศทางสอดคล้องกัน คือจะปรับลดดอกเบี้ยไทยตามเฟด จนกระทั่งดอกเบี้ยแท้จริง หลังหักเงินเฟ้อติดลบ

การลดดอกเบี้ยครั้งนี้ของเฟด จะไม่ส่งผลให้นักลงทุนโยกเงินจากตลาดทุนเก็งกำไรในตลาดเงิน เพราะส่วนต่างดอกเบี้ยถือว่าน้อย ไม่คุ้มเก็งกำไร
ธปท. ระบุเฟดลดดอกเบี้ยไม่ส่งผล

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่ง ประเทศไทย เผยเฟดลดดอกเบี้ยมะกันอีก 0.25% เหลือ 1% ต่ำสุดในรอบ 45 ปีของดอกเบี้ยมะกัน ไม่ กระทบตลาดเงิน เพราะตลาดรับรู้และปรับตัวรออยู่แล้ว สะท้อนเงินบาทอ่อนค่าเพียง 10 สตางค์วานนี้ สวนทางหุ้นไทยยังร้อนแรง

"การปรับลดดอกเบี้ยของเฟดอีก 0.25% ทำ ให้อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของเฟด ปรับลงมาอยู่ที่ 1% นั้น หากมองจากดอกเบี้ยในตลาดลอนดอน หรือไลบอร์ ซึ่งขณะนี้ปรับลดลงมากจนเหลืออยู่ 1.04% จะเห็นว่าตลาดลดดอกเบี้ยลง เพื่อมารองรับการลด ดอกเบี้ยของเฟดอยู่แล้ว ผลระทบต่อจากนี้ จึงคาดว่าจะไม่มาก โดยคาดว่าเงินที่จะไหลเข้ามาจากการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์สหรัฐ และการลดลงของอัตราดอกเบี้ยเฟด จะไม่มากกว่าช่วงที่ผ่านมา อย่าง ไรก็ตาม ธปท.เห็นว่าการไหลเข้ามาของเงินทุน ก็มีส่วนช่วยให้การลงทุนในตลาดหุ้นไทยดีขึ้น" ม.ร.ว. ปรีดิยาธรกล่าว

ส่วนช่วงห่าง 0.75% ระหว่างดอกเบี้ยของเฟด กับดอกเบี้ยนโยบายของไทย หรืออัตราดอกเบี้ยตลาดซื้อคืนพันธบัตรระยะ 14 วัน ที่ขณะนี้อยู่ที่ระดับ 1.75% ผู้ว่าการธปท.กล่าวว่าขึ้นกับการตัดสินใจของ คณะกรรมการนโยบายการเงิน ในการประชุมครั้งต่อ ไป 21 กรกฎาคมนี้

ส่วนเงินเยนญี่ปุ่น เคลื่อนไหว 118.38 เยนต่อ ดอลลาร์ เงินเปโซ ฟิลิปปินส์ ซื้อขายที่ 53.48 เปโซต่อดอลลาร์ และรูเปียห์อินโดนีเซีย 8,255 รูเปียห์ต่อ ดอลลาร์

ขณะที่การลงทุนในตลาดหุ้นไทยวานนี้ ได้รับผลดีจากเฟดลดดอกเบี้ย ผสมแรงซื้อนักลงทุนต่างประเทศต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสื่อสาร และไฟแนนซ์ ดัชนีราคาหลักทรัพย์ขึ้นทดสอบ 460.51 จุด ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของวัน ก่อนถูกแรงขายทำกำไรลงมา ปิดตลาด 459.34 จุด เพิ่มขึ้น 5.45 จุด มูลค่า ซื้อขายยังคงหนาแน่น 20,656.86 ล้านบาท ขณะที่แนว โน้มยังคงเป็นขาขึ้น แม้จะมีแรงเทขายเป็นช่วงๆ



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.