|

แมนูไลฟ์รับกระแสขาขึ้นออก FIF ใหม่ลุยหุ้นสินค้าโภคภัณฑ์
ผู้จัดการรายสัปดาห์(12 พฤษภาคม 2551)
กลับสู่หน้าหลัก
แมนูไลฟ์เห็นกระแสขาขึ้นสินค้าโภคภัณฑ์เปิดกองใหม่ลงทุนหุ้นทั่วโลก 3 กลุ่มหลัก ทั้งกลุ่มน้ำมัน-พลังงานทดแทน, กลุ่มทองคำและโลหะมีค่า และกลุ่มวัตถุดิบพื้นฐาน เน้นหุ้นไซซ์เล็ก-กลาง คาดระยะยาวผลตอบแทนจากบริษัทจะสูงกว่าราคาในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์โดยตรง
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ดีในการสร้างกำไรได้ในระยะเวลาอันรวดเร็วก็คือการลงทุนแบบ "ตามน้ำ" Trend Following เมื่อโวลุ่มมา ราคาเริ่มขึ้น นั่นก็เป็นสัญญาณแล้วว่ามีสัญญาณอะไรบางอย่างเกิดขึ้น ว่าไปแล้วก็เหมือนกับกระแสของการลงทุนในสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่ร้อนแรงมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว
อลัน แคม กรรมการผู้จัดการ บลจ.แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) กล่าวว่าบริษัทได้เปิดเสนอขาย "กองทุนเปิดแมนูไลฟ์ สเตร็งค์ โกลบอลรีซอร์ส เอฟไอเอฟ" ระหว่างวันที่ 9-15 พ.ค. 2551 มูลค่าโครงการ 1,600 ล้านบาท เพื่อเป็นทางเลือกให้กับนักลงทุน ลักษณะเป็น Feeder Fund นำเงินที่ระดมทุนได้ไปลงทุนในกองทุนหลักที่ชื่อ " Minulife Global Fund-Global Resources (Share Class AA)" ซึ่งจัดตั้งโดยบริษัท Societe Generale Asset Management (SGAM) ที่จดทะเบียนจัดตั้งขึ้นในประเทศลักเซมเบิร์ก
"กองทุนหลักมีนโยบายลงทุนหุ้นบริษัทที่ทำธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์หลัก 3 ประเภท ได้แก่ กลุ่มน้ำมัน-พลังงานทดแทน, กลุ่มทองคำและโลหะมีค่า และกลุ่มวัตถุดิบพื้นฐาน ซึ่งเป็นกลุ่มหลักทรัพย์ที่ราคามีความสัมพันธ์กันไม่มาก เหมาะแก่การกระจายเสียง และสร้างโอกาสในการรับผลตอบแทนที่ดีระยะยาว เพราะเป็นกองทุนแรกในอุตสาหกรรมที่ไปลงทุนหุ้นที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์"
กลยุทธ์ของกองทุนนี้คือ เน้นลงทุนหุ้นที่มีสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ต่ำ และมีอัตราการเติบโตสูง ซึ่งนอกจากบริษัทเหล่านี้จะได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นแล้ว ยังมีโอกาสได้รับผลตอบแทนด้านส่วนต่างราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้น
ด้าน ราเฟล ดูบาส์ ผู้จัดการกองทุน บลจ.โซซิเอเต้ เจเนอราล (ซอคเจน) ผู้บริหารจัดการกองทุนหลัก กล่าวว่า ตั้งแต่ต้นปี ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อยู่ในขาขึ้นมาโดยตลอด สำหรับกองทุนนี้จะเน้นลงทุนในหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กที่แม้จะมีความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าในระยะยาว 2-3 ปี การลงทุนหุ้นขนาดกลางและเล็กจะให้ผลตอบแทนดีกว่าการลงทุนในตัวสินค้าโภคภัณฑ์และหุ้นขนาดใหญ่ เพราะนอกจากราคาหุ้นที่มีโอกาสเพิ่มขึ้น ยังได้ประโยชน์จากการเติบโตของบริษัท รวมถึงการควบรวมกิจการ เนื่องจากหุ้นหลายตัวมีพีอีต่ำ
จากสถิตพบการลงทุนในหุ้นกลุ่มอุตหาหกรรมทั้ง 3 ประเภท ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนในดัชนี MSCI World ตั้งแต่วันที่ 4 ม.ค.2542 - 31 มี.ค.2551 ดัชนี MSCI World ให้ผลตอบแทน 92.15% ในขณะที่ดัชนี MSCI Enercy ให้ผลตอบแทน 213.74% และดัชนี MSCI Gold Mine ให้ผลตอบแทน 237.29% จะเห็นว่ากลุ่มอุตสาหกรรมทั้ง 3 ประเภท มีผลตอบแทนที่ดีเมื่อเทียบกับดัชนี MSCI World ดังนั้นกองทุนจะปรับน้ำหนักให้เหมาะสมกับภาวะตลาดในแต่ละช่วง เพื่อเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ลงทุน
พูดได้ว่าในระยะยาวแล้วการลงทุนที่ Active กว่าเช่นนี้จะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการลงทุนโดยตรงในสินค้าโภคภัณฑ์
ปัจจุบันกองทุนหลักได้ลดน้ำหนักลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรมทองคำลงจากต้นปีอยู่ที่ 38% เหลือ 28% โดยเพิ่มการลงทุนกลุ่งพลังงานขึ้นเป็น 33% แลคงการลงทุนกลุ่มวัตถุดิบพื้นฐาน ไว้ที่ 37% ซึ่งเราจะปรับเพิ่ม หรือปรับลดน้ำหนักการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ตลอดเวลา โดยเน้นเลือกหุ้นขนาดกลางและเล็กที่มีอัตราการเติบโตสูงเป็นหลักการจัดพอร์ตลงทุนแบบนี้ทำให้กองทุนมีผลตอบแทนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ 31.53% นับตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 29 ม.ค.2550
นี่คือโอกาสทำกำไรในช่วงวัฎจักรขาขึ้น แต่จากนี้ไปมันจะขึ้นต่ออีกนานแค่ไหน...ไม่มีใครรู้
กลับสู่หน้าหลัก
 ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย
(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.
|