ประกาศิต โออีซีเอฟทุกอย่างต้องญี่ปุ่นเท่านั้น !?

โดย นพ นรนารถ
นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2532)



กลับสู่หน้าหลัก

รัฐบาลไทยเริ่มกู้เงินจากญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 2512 โดยผ่านองค์กรของรัฐบาล 2 องค์กร คือ หนึ่ง - กองทุนความร่วมมือทางเศรษฐกิจโพ้นทะเลแห่งญี่ปุ่น หรือ โออีซีเอฟ (OVERSEAS ECONOMIC COOPERATION FUND OF JAPAN) สอง - ธนาคารส่งออก - นำเข้าของญี่ปุ่น หรือ EXIM BANK (EXPORT - IMPORT BANK OF JAPAN)

จากการศึกษาของปราณี ทินกร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พบว่า เงื่อนไขเงินกู้จากญี่ปุ่นมีความน่ากู้มากกว่าแหล่งเงินกู้แห่งอื่น และเมื่อเทียบแหล่งเงินกู้ของญี่ปุ่นด้วยกันเองแล้ว โออีซีเอฟมีเงื่อนไขการกี่น่าสนใจที่สุด เพราะเงื่อนไขเงินกู้ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ย ระยะไถ่ถอน ระยะปลอดหนี้มีลักษณะผ่อนปรนกว่าทุกแห่ง เช่น ระยะเวลาใช้คืนนาน 30 ปี มีระยะปลอดหนี้ถึง 10 ปี ดอกเบี้ยอยู่ในระดับ 3.0 - 3.5% ซึ่งต่ำกว่าธนาคารโลก นอกจากนี้โออีซีเอฟก็ยังไม่มีค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้ที่ผู้กู้ต้องจ่ายเพื่อผูกพันเงินกู้ไว้ แม้จะยังไม่ได้เบิกใช้เงินกู้ก็ตาม ซึ่งค่าธรรมเนียมนี้เคยทำให้ไทยมีภาระหนี้เพิ่มขึ้นถึง 310 ล้านบาทในปี 2526

แต่ประเด็นสำคัญ คือ เงื่อนไขเกี่ยวกับการจัดซื้อ จัดจ้าง ซึ่งแหล่งเงินกู้หลายแหล่ง เช่น ธนาคารโลก ธนาคารพัฒนาเอเชียจะไม่มีการผูกมัดในเรื่องการจัดซื้อหรือจ้างเพียงแต่ต้องเป็นการเปิดประมูลโดยทั่วไป (INTERNATIONAL BIDDING) เท่านั้น ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่บริษัทที่ปรึกษาและผู้รับเหมาทั่วไป

ส่วนโออีซีเอฟมีข้อผูกมัดในเรื่องการจ้างบริษัทที่ปรึกษา ซึ่งจะต้องเป็นบริษัทในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ซึ่งเท่านี้ก็มากพอที่จะเข้ามายึดกุมธุรกิจหรืองานก่อสร้างของไทย เพราะบริษัทไทยยังมีศักยภาพไม่เพียงพอในโครงการก่อสร้างใหญ่ ๆ จึงต้องยกให้บริษัทญี่ปุ่นไปและในความรู้สึกของคนไทย บริษัทที่ปรึกษามีบทบาทและอำนาจมากพอที่จะชี้เป็นชี้ตายโครงการต่าง ๆ ได้ทันใด เช่น การคัดเลือกบริษัทผู้รับเหมาดังที่ปรากฏในโครงการท่าเรือมาบตาพุด

จากข้อมูลผลการวิจัยเรื่อง "ธุรกิจก่อสร้างญี่ปุ่นในไทย" ของสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า โครงการก่อสร้างที่ได้จากญี่ปุ่นโดยเฉพาะโออีซีเอฟในช่วงปี 2512 - 2530 มี 56 โครงการเป็นโครงการที่ต้องใช้งบประมาณเกินกว่าหมื่นล้านเยนถึง 26 โครงการ

ในจำนวน 56 โครงการนี้ บริษัทก่อสร้างญี่ปุ่นเป็นผู้รับงานไปเสีย 26 โครงการ เป็นของอิตาเลียนไทยฯ ซึ่งหลายโครงการก็เป็นการร่วมทุนกับญี่ปุ่นอีก 13 โครงการ อีก 4 - 5 โครงการรับเหมาโดยบริษัทคนไทยและประเทศตะวันตก ที่เหลือเป็นโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างขั้นตอนปฏิบัติการด้านอื่น ๆ

โครงการพัฒนาชายฝั่งทะเลตะวันออกทุกโครงการเป็นเงินที่กู้มาจากโออีซีเอฟเป็นเงินกว่า 47,500 ล้านเยน ซึ่งโครงการสำคัญที่ปรกาฏชัดแล้วเป็นฝีมือรับเหมาโดยอิตาเลียนไทยฯ ร่วมกับญี่ปุ่นเกือบทั้งสิ้น

โดยอำนาจเงินกู้จากญี่ปุ่น บริษัทที่ปรึกษาก็ญี่ปุ่น และความเปราะบางของความสามารถของบริษัทผู้รับเหมาไทยที่อ่อนแอเกินกว่าจะไปสู้บริษัทรับเหมาญี่ปุ่น องค์ประกอบเหล่านี้คือจุดชี้ขาดที่ทำให้บริษัทก่อสร้างญี่ปุ่นหรือบริษัทไทยร่วมทุนญี่ปุ่นครอบงำธุรกิจก่อสร้างไทย

นั่นคือ ความชาญฉลาดของหมอชัยยุทธที่เลือกสหายถูกข้าง แต่เป็นความซวยของฮุนไดฯ ที่ดันมาช้าไปเกือบ 30 ปี !



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.