อิตาเลียนไทยฯ กับเรื่องน่าหงุดหงิดที่แหลมฉบัง


นิตยสารผู้จัดการ( พฤษภาคม 2532)



กลับสู่หน้าหลัก

อิตาเลียนไทยของนายแพทย์ชัยยุทธ กรรณสูต ได้งานที่ท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังทั้งที่ราคาประมูลนั้นสูงกว่าบริษัทฮุนไดฯจากเกาหลีใต้ เพราะบริษัทที่ปรึกษาอ้างว่าการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายเคซองของฮุนไดฯไม่ปลอดภัย และอาจทำให้เกิดความล่าช้าได้

กรณีที่คล้ายคลึงกันคือการก่อสร้างท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด อิตาเลียนไทยฯได้งานไปทั้งที่ประมูลราคาสูงกว่าฮุนไดฯถึง 115 ล้านบาท แต่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษาอ้างว่าการก่อสร้างและเคลื่อนย้ายเคซองของฮุนไดฯไม่ปลอดภัยและอาจพลิกคว่ำได้จนทำให้งานล่าช้า อิตาเลียนไทยฯก็เลยได้งานไปอีก

เบื้องหลักเหตุการณ์ทั้งหมดนั้นหาอ่านได้จากเรื่อง "ประมูลอื้อฉาว 1,782 ล้าน ท่าเรือมาบตาพุด" ในเล่มนี้ แต่ประเด็นที่น่าสนใจก็คือ ขณะที่บริษัทวิศวกรที่ปรึกษา กรรมการการนิคมอุตสาหกรรมมัวแต่รุมอัดฮุนไดฯในเรื่องวิธีการก่อสร้าง เทคนิคและการเงิน สื่อมวลชนก็สนใจแต่ว่าฮุนไดฯผิดอย่างไร พลาดอย่างไร รวมไปถึงอิตาเลียนไทยฯ "ล็อบบี้" อย่างไร

แต่มุมมองที่น่าสนใจก็คือขณะที่ทุกคนเอาแต่ชกแชมป์ "ฮุนไดฯ" ในเรื่องเคซอง แต่ไม่มีใครสนใจว่าเคซองที่รองแชมป์เช่นอิตาเลียนไทยฯกำลังก่อสร้างอยู่นั้นมีควาเลอเลิศเพียงใดเพราะถ้าตรวจกันให้ดี ๆ ตัวเคซองนี่แหละอาจจะเป็นส่วนทำให้อิตาเลียนไทยฯ ก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบังช้ากว่าที่กำหนด

บริษัทรับเหมาก่อสร้างท่าเรือพาณิชย์แหลมฉบังประกอบด้วย อิตาเลียนไทย ดีเวลลอปเม้นท์ คอร์ปอเรชั่น, บริษัทไดโฮคอนสตรัคชั่น, บริษัทไดโต โคเกียว, บริษัทเดรดจิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล ทั้งสี่บริษัท ซึ่งเป็นญี่ปุ่นเสียสอง แบ่งงานกันไปทำตามถนัด สัญญาเริ่มต้นวันที่ 25 ธันวาคม 2530 ระยะเวลาก่อสร้าง 48 เดือน คือกำหนดเสร็จเดือนธันวาคม 2534

บริษัทก่อสร้างที่รับเหมาก่อสร้าง "เคซอง" จริง ๆ แล้วคือบริษัทไอโฮฯจากญี่ปุ่น

เคซองที่ว่ามานี้คือฐานกรากบริเวณหน้าท่า มีขนาด 24x14x16.5 เมตร มีจำนวนถึง 50 ตัวน้ำหนักของเคซองแต่ละตัวคือ 2,265 ตัน

วิธีการสร้างเคซองที่ไดโฮฯ ใช้นี้เรียกว่าวิธี DOLPHIN DOCK คือต้องหล่อเคซองบนเรือที่ท่าเรือสัตหีบ หล่อได้ทีละ 2 ตัว แล้วต้องลากเรือออกไปน้ำลึก เพื่อจมเรือบรรทุกเคซอง แล้วต้องแยกเคซองออกจากตัวเรือ ลากเคซองและเรือกลับมาผูกริมฝั่งเพื่อรอวันลากตัวเคซองที่หล่อเสร็จแล้วมาติดตั้งที่ท่าเรือแหลมฉบัง

ส่วนวิธีการสร้างเคซองของฮุนไดฯนั้นให้ใช้วิธีการหล่อเคซองบนบริเวณที่ถมทะเล คือบนทรายหล่อได้ทีละ 20 ตัวพร้อมกัน เมื่อหล่อเสร็จก็ลากไปติดตั้งที่ท่าเรือซึ่งห่างจากกันไม่มากนัก

วิธีการก่อสร้างเคซอง และการเคลื่อนย้ายของไดโฮฯที่แหลมฉบังเกิดปัญหาขึ้นตามรายงานของบริษัทผู้ควบคุมงานเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา กล่าวคือ เมื่อผู้รับเหมาคือไดโฮฯหล่อเคซองเรียบร้อย ซึ่งได้ทีละ 2 ตัวแล้วก็จะลากมาเก็บไว้บริเวณชายฝั่ง ระดับท้องทะเลที่ดินมีแรงดึง และเมื่อถึงเวลาเคลื่อนย้ายลากไปยังแหลมฉบังนั้น ก็มีปัญหาเกิดขึ้นคือ การเคลื่อนย้ายที่ปฏิบัติจะเกิด "แรงเครียดและเสียดทาน" บนตัวเคซองจนเกินพิกัดที่จะรับได้ และตัวเคซองอาจได้รับความเสียหายได้ ซึ่งตรงนี้วิศวกรผู้ควบคุมงานเสนอแนะให้ได้โฮฯใช้ "เสื่อดิน" (MUD MATS) รองรับเพื่อไม่ให้เกิดแรงเสียดทาน แต่ไดโฮฯยังยืนยันที่จะทำต่อไปตามวิธีการเดิม ซึ่งผลจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องรออ่านจากรายงานของผู้คุมงานฉบับถัดไป

นอกจากนั้น ความล่าช้าที่ปรากฏชัดคือ ในสิ้นเดือนมีนาคมไดโฮฯหล่อและเคลื่อนย้ายเคซองจากสัตหีบไปไว้ที่แหลมฉบังแล้ว 6 ตัว แต่เนื่องจากขาดช่างที่ชำนาญงานจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น เคซองทั้ง 6 ตัวจึงยังไม่ได้ติดตั้งให้เสร็จสมบูรณ์ ซึ่งโดยกำหนดแล้ว เคซองตัวแรกจะต้องติดตั้งตั้งแต่เมื่อ 2 เดือนครึ่งที่ผ่านมา ซึ่งกว่าจะครบ 50 ตัว ความล่าช้าคงสะสมมากขึ้น

รายงานของผู้คุมงานยังเขียนปลอบใจว่า ปัญหาความล่าช้าเรื่องเคซองนี้คงคลี่คลายจนหมดในปลายปีนี้

กรณีเรือขุดร่องน้ำซึ่งรับผิดชอบโดย บริษัทเดรดจิ้ง อินเตอร์เนชั่นแนล แห่งเบลเยียมก็มีรายงานวาประสบความเสียหายในส่วนเกียร์ควบคุมรอบหมุนของหัวขุดอยู่เสมอ ความเสียหายที่เกิดขึ้นต้องใช้เวลาซ่อมแซมครั้งละประมาณ 3 สัปดาห์

ทั้งประเด็นเรื่องเคซอง และเรือขุดต่างเป็นประเด็นที่ฮุนไดฯถูกประเมินว่ามีความเสี่ยง และไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอจนเป็นผลให้อิตาเลียนไทยฯชนะไป ซึ่งอิตาเลียนไทยฯที่มาบตาพุดก็เป็นกลุ่มเดียวกับที่สร้างท่าเรือแหลมฉบังอยู่นี้เอง ซึ่งก็ใช้วิธีการและอุปกรณ์ชุดเดียวกันนั่นแหละ

"ผู้จัดการ" ยกเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อบอกใครบางคนว่า มักประเมินเรื่องในอนาคตว่า "เสี่ยง" จนเป็นข้ออ้างปัดเหตุผลของคนอื่นออกไป โดยไม่พิจารณาถึงความล่าช้าที่เป็นตัวอย่างในปัจจุบัน แล้วถูกลากถูกังเอาชนะไปจนได้

ประมาณสิ้นเดือนธันวาคม 2534 คือกำหนดเสร็จของท่าเรือแหลมฉบัง ถ้าเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น เรื่องเคซองกับเรือขุดทำให้การก่อสร้างล่าช้าออกไปหมอชัยยุทธกับทีมรับเหมาอย่างไดโฮฯ, เดรดจิ้งฯคงหงุดหงิดขนาดหนัก และถ้ามันลามไปถึงการก่อสร้างมาบตาพุด หมอชัยยุทธคงเซ็งเรื่องค่าปรับวันละ 1 ล้านบาทไปเลย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.