วิวัฒน์ วินิจฉัยกุลCEO นครหลวงเครดิต


นิตยสารผู้จัดการ( มีนาคม 2532)



กลับสู่หน้าหลัก

ถ้าเอ่ยชื่อ ดร.เสริม วินิจฉัยกุล นักกฎหมายระดับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยปารีส ขุนคลังหลายสมัยของรัฐบาลยุคก่อน 14 ตุลาคม 2516 และกรรมการธ.กรุงเทพ ผู้มีหุ้นอยู่แต่ไหนแต่ไรมาเพียง 100 หุ้น ที่นายห้างชินจัดสรรให้มาเมื่อหลายปีก่อน หลายคนคงจำได้ดีว่า ดร.เสริม เป็นขุนคลังคู่บารมีของจอมพลถนอม และกรรมการที่สนิทชิดเชื้อที่สุดของายห้างชิน โสภณพนิช

แต่ถ้าบอกว่า ดร.เสริม (ปัจจุบันเสียชีวิตไปแล้ว) มีบุตรชายคนเล็กสุดชื่อ วิวัฒน์ วินิจฉัยกุล แบงก์เกอร์ระดับสูงมาก ๆ คนหนึ่งของค่าย ธ.นครหลวง ผู้เจริญรอยตามบิดา หลายคนอาจไม่รู้จัก

วิวัฒน์อยู่กับวงการธนาคารมานานแล้วไม่น้อยกว่า 15 ปี นับตั้งแต่ออกจากรั้วมหาวิทยาลัยโอไฮโอ สาขาสังคมศาสตร์ ความที่บิดารู้จักมักคุ้นดีกับสุวิทย์ หวั่งหลี พอจบจากโอไฮโอมาก็เข้าทำงานที่ ธ.หวั่งหลี (นครธน) ตั้งแต่สมัยที่ซิตี้แบงก์มีหุ้นอยู่ใน ธ.หวั่งหลีอยู่ 40% และที่ ธ.หวั่งหลีนี้เองที่วิวัฒน์กล่าวกับ "ผู้จัดการ" ว่า ได้รับความรู้ด้านการเงินการธนาคารสมัยใหม่จนเป็นมรดกตกทอดมาถึงทุกวันนี้ เหตุเพราะระบบการฝึกฝนอบรมกระทำโดยซิตี้แบงก์ ซึ่งวิวัฒน์บอกว่า เฉียบขาดมาก โดยเฉพาะด้านการบริหารเงินและค้าเงินตรา

ก็ไม่น่าแปลกอะไรที่ ธ.หวั่งหลี แม้จะเป็นธนาคารเล็ก แต่ก็ทำรายได้ด้าน TRADE FINANCE ได้ไม่แพ้แบงก์ใหญ่ ๆ

และที่สำคัญเป็นแหล่งผลิตนักการธนาคารมืออาชีพให้กับตลาดการเงินในบ้านเราอย่างแท้จริง

วิวัฒน์อยู่กับ ธ.หวั่งหลี ประมาณ 7 ปีก็ออกมาอยู่กับ WELL FARGO BANK ในตำแหน่งผู้จัดการสำนักงานตัวแทนประจำประเทศไทย มีหน้าที่เป็นหูเป็นตาดูแลโครงการที่สาขาในสิงคโปร์ ฮ่องกง ปล่อยเงินกู้มาให้กับหน่วยงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนใหญ่จะเป็นรัฐวิสาหกิจมากกว่าเอกชน

วิวัฒน์อยู่กับ WELL FARGO BANK ได้ 2 ปีก็ต้องออก เพราะสำนักงานใหญ่มีคำสั่งให้ปิดสำนักงานตัวแทนในกรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลที่วิวัฒน์บอกกับ "ผู้จัดการ" ว่า ทาง WELL FARGO กำลังประสบปัญหาการดำเนินกิจการ เนื่องจากวิกฤตการณ์หนี้สินของกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ที่รัฐบาลของประเทศในกลุ่มนี้เป็นลูกค้ารายใหญ่ของ WELL FARGO

การแก้ปัญหาของธนาคารก็เลยออกมาในรูปของการปรับฐาน (CONSOLIDATION) ปิดกิจการสาขานอกสหรัฐฯ ที่ไม่ทำกำไรและไม่เป็นประโยชน์เอื้ออำนวยต่อธุรกิจแบงก์ในสหรัฐฯ หรือสำนักงานตัวแทนที่หมดความจำเป็น

เมื่อธุรกิจถูกดึงกลับตามนโยบายสำนักงานใหญ่ ความจำเป็นที่จะมีสำนักงานตัวแทนในกรุงเทพฯ ก็หมดไป

ขณะที่วิวัฒน์กำลังมึนอยู่ว่า จะทำอะไรดี ชาตรี โสภณพนิช จากแบงก์กรุงเทพก็มาทาบทาม แต่วิวัฒน์ไม่ไปเพราะ "มันใหญ่เกินไป"

ก็พอดี สมชัย วนาวิทย์ เพื่อนซี้ที่คุมผ่านสินเชื่อ ธ.นครหลวง มาชวนให้ไปทำแบงก์นครหลวงด้วยกัน

สมัยนั้น ธ.นครหลวงอยู่ในมือของกลุ่มมหาดำรงค์กุล โดยมีบุญชู โรจนเสถียร เป็นหน้าเสื่อบริหารงานให้

วิวัฒน์เข้าไปทำงานบริหารเงินที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนสมัยที่ ธ.หวั่งหลี ซึ่งพอดีขณะนั้นแบงก์นี้กำลังขาดแม่ทัพคุมงานด้านบริหารเงิน

อยู่ ธ.นครหลวง แม้จะมีตำแหน่งระดับสูงขั้น VICE PRESIDENT แต่ความที่เป็นคนชอบอยู่หลังฉาก จึงออกจะไม่เป็นที่รู้จักนักว่าเขาเป็นใคร ?

ตอนที่บุญชูกับดิลกกำลังฟาดฟันกันอย่างดุเดือด วิวัฒน์ฉลาดพอที่จะไม่เข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเหมือนกับ VICE PRESIDENT บางคน เขาจึงไม่ถูกกระแสลม "หนี้แค้นต้องชำระ" ฟาดฟันเอา

เมื่อกลุ่มมหาดำรงค์กุลถูกเขี่ยออกไปจากโครงสร้างอำนาจบริหารในธนาคารตามคำสั่งของกระทรวงคลังยุคสมหมาย - สุธี โดยมี ดร.สม จาตุรศรีพิทักษ์ จากเบอร์ลี่ยุคเกอร์ มากินตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่แทนดิลก

วิวัฒน์ไม่เพียงแต่จะรอดพ้นจากการถูกดองเหมือนกับคนของมหาดำรงค์กุล เช่น วัฒนา สุทธิธรรมพินิจ ซึ่งกินตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ แล้วถูกเตะโด่งขึ้นไปนั่งตบยุงในตำแหน่งที่ปรึกษากรรมการผู้จัดการใหญ่ ดร.สม หนำซ้ำวิวัฒน์กลับได้โปรโมทขึ้นเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ดูแลสายงานมากมาย สินเชื่อต่างประเทศ บริหารเงิน คอมพิวเตอร์ พัฒนาธุรกิจ และควบคุมเงินสด ที่ล้วนแล้วแต่เป็นสายงานที่เปรียบดุจเป็นเส้นเลือดใหญ่ของธนาคารทั้งสิ้น

ซึ่งบทบาทหน้าที่นี้กล่าวอย่างถึงที่สุดแล้ว ย่อมประจักษ์ว่า ในวัยเพียง 39 ปีของวิวัฒน์โอกาสการก้าวสู่ความเป็นใหญ่ในแบงก์นครหลวงไทยลังยุค ดร.สม ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอ

ความไว้วางใจที่ผู้ใหญ่อย่าง ดร.สม มีให้กับวิวัฒน์ย่อมมากมายท่วมท้น เพราะไม่งั้นคงไม่ได้เป็นประธานกรรมการบริหาร (CEO) ที่ บงล.นครหลวงเครดิตที่วิวัฒน์ฝากผลงานชิ้นโบว์แดงล่าสุด โดยการคว้าที่นั่งโบรกเกอร์มาด้วยราคาแพงด้วย 62 ล้านบาท

แม้เจ้าตัวจะยอมรับว่า ให้ราคาสูงไปนิด แต่เมื่อ ดร.สม ให้นโยบายมาว่า "ต้องคว้าเก้าอี้โบรคเกอร์ให้ได้" วิวัฒน์ก็เลยไล่ตัวเลขประมูลเข้าไปสูงดังว่าเพื่อปลอดภัยไว้ก่อน

เวลานี้ก็เลยกลายเป็นว่า วิวัฒน์ถูกหวย 2 ใบ ใบหนึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งที่แบงก์ที่มีโอกาสก้าวสู่กรรมการผู้จัดการใหญ่ได้ไม่ยาก และอีกใบหนึ่งนั่งเป็นใหญ่อยู่ที่นครหลวงเครดิต ที่เพียงเข้าไปได้ปีเดียว ก็สร้างนครหลวงเครดิตจากสินทรัพย์ 300 กว่าล้านบาท เป็น 1,200 ล้านบาท และลดการขาดทุนสะสมจาก 10 กว่าล้านบาท เหลือเพียง 3 ล้านกว่าบาทในปัจจุบัน

เรื่องของเรื่องเวลานี้ วิวัฒน์ วินิจฉัยกุล ก็เลยกลายเป็นแหล่งข่าวของนักข่าวไปโดยปริยาย และกำลังวาดเส้นทางอาชีพสายเดียวกันกับพ่อของเขา ทั้ง ๆ ที่เขาไม่เคยคิดอยากจะมายึดอาชีพนี้มาก่อนเลย



กลับสู่หน้าหลัก

Creative Commons License
ผลงานนี้ ใช้สัญญาอนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย



(cc) 2008 ASTVmanager Co., Ltd. Some Rights Reserved.